online pharmacy
++kasetloongkim.com++ Forums-viewtopic-แนวทางการผลิตผลไม้นอกฤดู...
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - แนวทางการผลิตผลไม้นอกฤดู...
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

แนวทางการผลิตผลไม้นอกฤดู...
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10914

ตอบตอบ: 30/04/2011 5:51 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

การทำสะเดานอกฤดู....



เก็บสะเดาไว้กินนอกฤดู

วิธีเก็บรักษาสะเดาไว้ทานได้นาน ๆ เพียงแค่นำสะเดามาลวกในน้ำร้อนแล้วน้ำขึ้นมาแช่ในน้ำเย็นอีกครั้ง เพื่อทำให้สะเดาน๊อค จากนั้นนำขึ้นมาผึ่งให้สะเด็ดน้ำ แล้วใส่ถุงพลาสติกเข้าแช่ในตู้เย็น ช่องแช่แข็ง เมื่อต้องการจะรับประทานก็นำออกมาลวกน้ำร้อน แค่นี้เราก็มีสะเดาไว้ทานได้ตลอดปี

http://www.thaitechno.net/dip/knowledge_detail.php?id=13&uid=37427





การปลูกและดูแลรักษาสะเดาทวายพันธุ์ขาวผ่อง

คุณเอกสิทธิ์ ขาวผ่อง เกษตรกรผู้ทำสวนสะเดา จากจุดเริ่มต้นที่ได้รับพันธุ์สะเดามาปลูกไว้พื้นที่สวน จนสามารถสร้างรายได้ให้กับคุณเอกสิทธิ์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสะเดาพันธุ์นี้จะออกดอกนอกฤดูโดยจะออกดอกก่อนสะเดาทั่วไป 4 เดือน ซึ่งสะเดาทั่วไปจะออกดอกระหว่างเดือนธันวาคม-มกราคม

แต่สะเดาทวายพันธุ์นี้จะเริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ธันวาคม และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตดอกได้นานถึง 5 เดือน ทำให้จำหน่ายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 80-120 บาท ซึ่งเหมาะสำหรับเกษตรกรที่ต้องการปลูกพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ โดยมีวิธีการปลูกและวิธีการดูแลรักษาดังนี้

สภาพพื้นที่ : สะเดาเป็นพืชที่ชอบพื้นที่ดอน ไม่มีน้ำขังบริเวณโคนต้น แต่ถ้าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำจะต้องมีขั้นตอนการพูนโคนให้เป็นหลังเต่า นอกเหนือจากนี้ควรเป็นพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึงตลอด เนื่องจากสะเดาเป็นพืชที่ต้องการแสงมาก ไม่ชอบความชื้นจนเกินไป

การปลูกสะเดาทวายพันธุ์ขาวผ่อง
• ระยะการปลูก 6 x 6 เมตร (ในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกได้ประมาณ 45 ต้น)

• ทำการขุดหลุม กว้าง x ลึก ประมาณ 50 X 50 ซม.

• รองก้นหลุมโดยการเตรียมดินในหลุมคลุกเคล้ากับปุ๋ยคอกและปุ๋ยสูตร 16-11-14 รองก้นหลุมก่อนปลูก

• นำต้นพันธุ์สะเดาพันธุ์ขาวผ่องลงปลูกในหลุมที่ขุดเตรียมไว้ ทำการกลบดินให้แน่น


เทคนิคการดูแลรักษาสะเดาทวายพันธุ์ขาวผ่องให้ออกดอกมาก
• เมื่อสะเดาเติบโตมีอายุประมาณ 5-6 เดือน ให้ทำการพูนโคนสะเดาเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง

• เมื่อสะเดามีความสูงประมาณ 1 เมตร ควรหมั่นเด็ดยอดให้แตกทรงพุ่มต่ำ ประมาณ 3-4 ครั้งเพื่อให้แตกสาขาพุ่มเตี้ยและกว้างเพื่อที่จะได้ดอกที่ออกตามยอด ทำให้มีปริมาณดอกสะเดาจำนวนมาก

• เมื่อสะเดาออกดอกก็สามารถตัดดอกไปจำหน่ายได้

**การตัดช่อดอกสะเดา ต้องทำการตัดก้านให้สั้นที่สุด เพราะสะเดาทวายพันธุ์นี้ ถ้าตัดช่อดอกให้สั้นแล้วก้านนั้นจะสามารถแตกดอกให้เก็บอีก 3-4 ครั้ง**

• การให้น้ำ ควรให้น้ำในช่วงที่แล้งจัดเท่านั้น เนื่องจากสะเดาทวายพันธุ์ขาวผ่องจะไม่ชอบน้ำ ถ้าได้รับน้ำมากจะส่งผลให้สะเดาชะงักการเจริญเติบโต

• การใส่ปุ๋ย ห้ามใส่ขี้วัว ขี้ควาย รวมถึงมูลของสัตว์ที่กินใบทุกชนิดเนื่องจากมูลสัตว์เหล่านี้มีจำนวนธาตุไนโตรงเจนสูง จะส่งผลให้เผือใบไม่ออกดอก ให้ทำการใส่ขี้ไก่ ขี้หมู ขี้เป็ด สัตว์ที่เลี้ยงอาหารผสมเนื่องจากมีอาหารครบดีที่สุด

•ห้ามปลิดใบหรือตัดยอดอ่อนไปรับประทานหรือนำไปขายบ่อยๆ เนื่องจากสะเดาจะแตกยอดใหม่มาแทนทำให้สะเดาออกดอกน้อย

ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677 (ID 4544)
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชุมพร


http://www.moac-info.net/modules/news/news_view.php?News_id=108877&action=edit&joomla=1


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 27/05/2011 9:42 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10914

ตอบตอบ: 14/05/2011 6:36 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

การทำผักหวานป่านอกฤดู....


เราสามารถกำหนดการแตกยอดของผักหวานป่าได้ วิธีการคือ การตัดแต่งกิ่งผักหวานป่าทั้งต้นเพื่อกระตุ้นโดยการรูดใบแก่บนต้นออกเกือบหมดในช่วงเดือนพฤศจิกายน- ธันวาคม ให้เหลือใบติดกิ่งอยู่บ้างแต่น้อยมาก พร้อมหักกิ่งแขนงออกครึ่งหนึ่งของความยาวกิ่ง ถ้าหักกิ่งยาวเกินไป ยอดอ่อนที่แตกออกมาจะไม่สวย ผอม และออกน้อย หลังจากที่ตัดแต่งกิ่งเสร็จจะต้องให้น้ำบ่อยอย่างน้อย 3 -5 วัน ต่อครั้ง ก่อนหน้าจะตัดแต่งกิ่งถ้ามีการให้ปุ๋ยคอกจะดีมากๆ ประมาณ 1 เดือน (มกราคม ) ผักหวานป่าจะแตกยอดอ่อนออกมาให้เก็บขายได้โดยจะมียอดให้เก็บทุก ๆ 7 วัน

ต้นผักหวานป่าที่เก็บเกี่ยวนอกฤดูหมดแล้ว ควรพักต้นเลยและบำรุงด้วยปุ๋ยคอกและให้น้ำเพื่อจะผลิตผักหวานนอกฤดูในฤดูกาลต่อไป

http://gotoknow.org/blog/agext23/172305





ผักหวานป่าผลิตนอกฤดูได้หรือไม่ ?

ปัจจุบัน คุณลุงสังวาลมีพื้นที่ปลูกผักหวานป่า ประมาณ 7 ไร่ แทบทั้งหมดปลูกอยู่ในสวนผลไม้เก่า ซึ่งแต่เดิมเคยปลูกชะอมและน้อยหน่า แต่ทำรายได้สู้การปลูกผักหวานป่าไม่ได้ จึงเปลี่ยนมาปลูกผักหวานป่าทั้งหมด ทยอยปลูกทุกปี ปัจจุบันปลูกไปแล้วกว่า 1,000 ต้น ต้นที่มีอายุมากที่สุด มีอายุได้ 20 ปี หลายคนยังคงไม่ทราบว่าราคาผักหวานป่าในช่วงปีใหม่เดือนมกราคมจะมีราคาแพงมาก เพราะเป็นผักหวานป่าที่ออกนอกฤดู

ที่สวนผักหวานป่าของคุณลุงสังวาลจะแบ่งจำนวนต้นเพื่อผลิตนอกฤดู เราสามารถกำหนดการแตกยอดของผักหวานป่าได้ วิธีการคือ การตัดแต่งกิ่งผักหวานป่าทั้งต้นเพื่อเป็นการกระตุ้น โดยจะรูดใบแก่บนต้นออกเกือบทั้งหมดในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ให้เหลือใบติดกิ่งอยู่บ้างแต่น้อยมาก หลังจากนั้น ให้หักกิ่งแขนงออกครึ่งหนึ่งของความยาวกิ่ง

ข้อควรระวัง ถ้าหักกิ่งยาวเกินไป ยอดอ่อนที่แตกออกมาจะไม่สวย ผอม รวมถึงออกยอดน้อย

หลังจากที่ตัดแต่งกิ่งเสร็จจะต้องให้น้ำอย่างน้อย 3-5 วัน ต่อครั้ง (ช่วงนั้นเป็นช่วงฤดูหนาว ฝนไม่ตก) ก่อนหน้าที่จะตัดแต่งกิ่งประมาณ 1 เดือน ควรใส่ปุ๋ยคอก เมื่อถึงช่วงปีใหม่เดือนมกราคม ผักหวานป่าจะแตกยอดอ่อนออกมาให้เก็บขายได้โดยจะมียอดอ่อนให้เก็บทุกๆ 7 วันบางปีผักหวานป่าที่เก็บขายในช่วงปีใหม่มีราคาสูงกว่า

library.dip.go.th/multim5/edoc/14100.doc -





เทคนิคการทำให้ผักหวานป่าออกยอดนอกฤดู

ผักหวานป่าทำให้ออกดอกนอกฤดู ได้ง่าย ไม่ยากเลย โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ ราคาผักหวานป่าจะแพงมาก โดยแบ่งต้นผักหวานป่า ส่วนหนึ่งให้ออกยอดก่อน การทำให้ออกก่อนหรือหลัง มีเทคนิค คือ

กำหนดวันที่จะให้ผักหวานออกยอดอ่อนจำหน่ายได้ โดยตัดแต่งกิ่งผักหวานป่าทั้งต้น เพื่อเป็นการกระตุ้น รูดใบแก่บนต้นออกเกือบหมด หรือเหลือติดกิ่งบ้างเล็กน้อย

จากนั้นให้หักกิ่งแขนงออกครึ่งหนึ่งของความยาวกิ่ง ถ้าหากหักกิ่งไว้ยาวเกินไป จะทำให้ยอดไม่สวยงาม และออกยอดน้อยได้

หลังจากตัดแต่งกิ่งแล้วควรให้น้ำบ่อยครั้งขึ้น 3-5 วันต่อครั้ง ก่อนหน้านั้น ถ้ามีการให้ปุ๋ยคอกมากๆ ก็จะยิ่งดี ประมาณ 27 วัน ผักหวานป่าก็จะมียอดให้เก็บขาย ประมาณ 3-4 รุ่น โดยแต่ละรุ่นจะแทงยอดออกมาทุก 7 วัน

ดังนั้นถ้าจะขายยอดผักหวานป่าช่วงปีใหม่ ก็ตัดแต่งกิ่งผักหวานป่า ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เมื่อเก็บผักหวานป่าหมดยอดแล้ว ต้องให้ต้นผักหวานพักต้นเลย บำรุงน้ำและปุ๋ยคอกให้ผักหวานด้วย ในปัจจุบัน อำเภอบ้านหมอ จะสามารถมียอดผักหวานป่า จำหน่ายตลอดทั้งปี

การผลิตผักหวานป่านอกฤดู เช่น
- ทำการลิดใบแก่ เดือนมกราคม หลักจากนั้น 14 วัน ผักหวานป่าก็เริ่มจะแตกยอดและ ใบอ่อน เกษตรกรสามารถเก็บขายได้ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน

- ทำการลิดใบแก่เดือนพฤษภาคม หลังจากนั้น 14 วัน ผักหวานป่า จะเริ่มแตกยอดและ ใบอ่อน เกษตรกรสามารถเก็บขายได้ ช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม

- หยุดพักตัวต้นผักหวานป่าเดือน กันยายน-ธันวาคม เกษตรกรจำเป็นต้องปล่อยให้ผักหวานป่าพักตัวและสะสมอาหาร สร้างความแข็งแรง และมีการเจริญเติบโตทางลำต้น

http://www.phulek.go.th/webboard/view.php?category=webboard&wb_id=13
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10914

ตอบตอบ: 27/05/2011 6:20 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

การบังคับว่านสี่ทิศให้ออกดอกนอกฤดู


ว่านสี่ทิศ เป็นพืชหัวออกดอกปีละครั้ง ช่วงเริ่มเข้าสู่หน้าหนาวต่อหน้าแล้งเท่านั้น เมื่อออกดอกแล้ว ดอกจะพัฒนากลายเป็นผลแล้วเป็นเมล็ดเพื่อขยายพันธุ์ตามธรรมชาติต่อไป และหลังจากเมล็ดแก่แล้วต้นจะทิ้งใบเพื่อพักต้น ถ้าต้องการให้ว่านสี่ทิศออกดอกในช่วงตามต้องการหรือออกนอกฤดูสามารถทำได้ดังนี้

เมื่อต้นว่านสี่ทิศออกดอกตามฤดูกาลจนบานเต็มที่และใกล้โรยแล้ว ก็ให้ตัดก้านดอกชิดหัวทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้จนดอกพัฒนาเป็นผลแล้วเป็นเมล็ด หลักจากตัดก้านดอกแล้วทาแผลรอยตัดด้วยปูนกินหมากบางๆ เพื่อป้องกันเชื้อโรค จากนั้นเริ่มบำรุงหัวที่ยังคงอยู่ในดินด้วยการใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก (ขี้วัว + ขี้ไก่ + กระดูกป่น + ยิบซัม) ให้ "น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 8-24-24 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ เดือนละ 1 ครั้ง คลุมโคนต้นด้วยใบไม้หรือฟางหรือหญ้าแห้งหนาๆ จากนั้นให้น้ำตามปกติ เป็นการเตรียมบำรุงต้นให้สะสมอาหารเพื่อการออกดอกโดยเฉพาะ

บำรุงต้นสะสมตาดอกนาน 4 เดือน แล้วขุดหัวว่านขึ้นมา ตัดรากทิ้งทั้งหมดด้วยมีดคมๆ ตัดให้ชิดหัว ตัดแล้วทาแผลรอยตัดด้วยปูนแดงกินหมากเพื่อป้องกันเชื้อโรค ผึ่งลมจนหัวแห้ง ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ 2-3 ชั้น ใช้เชือกหรือยางรัดให้มิดชิด

นำหัวว่านที่ห่อกระดาษหนังสือพิมพ์แล้วเข้าตู้เย็นช่องแช่เย็นธรรมดา นาน 5 สัปดาห์ติดต่อกัน แช่เย็นครบ 5 สัปดาห์แล้วนำออกจากตู้เย็นไปปลูกลงในกระถางที่เตรียมดินปลูกว่านสี่ทิศโดยเฉพาะ (หมักดิน นาน 1-2 เดือน) ไว้ล่วงหน้าแล้ว

นำลงปลูกในกระถางแล้วไม่ต้องให้น้ำทางรากอีก เพราะว่านสี่ทิศไม่ชอบความชื้นแฉะ ถ้าได้น้ำจะออกใบ แต่ถ้ากระทบแล้งจะออกดอก หลังจากกระทบแล้งจริงๆสักระยะหนึ่ง เมื่อสภาพอากาศ (อุณหภูมิ) เหมาะสม ว่านสี่ทิศก็จะออกดอกมาให้ชื่นชม




บังคับว่านสี่ทิศให้ออกนอกฤดู...

จากการศึกษาทดลองที่ดอยวาวีพบว่า ว่านสี่ทิศ เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีการระบายน้ำดี เช่น ดินปนทรายที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง 6.1 ในกรณีที่ปลูกเลี้ยงในกระถางควรใช้ดินผสมที่มี ดิน : ทราย : ขี้เถ้าแกลบ : ปุ๋ยหมัก ในอัตราส่วน 2 : 1 : 1 : 1 ดินผสม 1 ลูกบาศก์เมตร ว่านสี่ทิศที่เจริญเติบโตเต็มที่จะมีใบ 4-6 ใบ จะผลิตใบใหม่ได้เดือนละใบ และทุก ๆ 4 ใบ จะมีตาดอกและจุดกำเนิดหัวการเกิดตา ดอกขึ้นอยู่กับอายุและขนาดของหัว หัวขนาด 22-24 เซนติเมตร ให้ช่อดอกได้ 1 ช่อ หัวใหญ่กว่า 24 เซนติเมตร ให้ดอกได้ 2 ช่อ

การรักษาตาดอกของว่านสี่ทิศไม่ให้ฝ่อ ทำโดยการขุดหัวขนาดใหญ่ ผึ่งให้กาบนอกแห้งที่ 23 องศาเซลเซียส เก็บหัวไว้ที่ 13 องศาเซลเซียส ในสภาพมืด 8 สัปดาห์ ที่ 17-29 องศาเซลเซียส ในสภาพมืด 2 สัปดาห์ ที่ 9 องศาเซลเซียส ในสภาพมืด 8 สัปดาห์ และที่ 21-25 องศาเซลเซียส ในสภาพมืด 2 สัปดาห์ เมื่อนำออกปลูกจะแทงช่อดอกในเวลา 6-8 สัปดาห์ และงดการให้น้ำ จนใบแห้งแล้วทำการขุดหัวที่มีขนาดใหญ่ มีเปลือกนอกสุดของหัวสีน้ำตาล หรือดำ นำไปเก็บไว้ที่ 4-10 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และเมื่อนำออกปลูกจะแทงช่อดอกภายในเวลา 2 สัปดาห์

http://ptcadvertising.blogspot.com/2011/03/blog-post_3466.html






การกระตุ้นการออกดอกว่าน 4 ทิศ โดยไม่ต้องผ่านการแช่เย็น

KAI_YAM :

อันนี้เป็นเรื่องความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ จากประสบการณ์การเลี้ยงว่าน 4 ทิศมา

โดยเริ่มจากการที่ขุดหัวไปให้ญาติๆเลี้ยง แล้วมีผลตอบกลับมาว่า ปลูกแป๊บเดียวออกดอก ซึ่งเป็นการออกดอกนอกฤดูกาล เป็นช่วงสิงหาคม ซึ่งหัวที่ให้ไปตอนในฤดูกาลเขาไม่ออกดอก

เลยมานั่งคิดดูว่า อาจจะเป็นเหมือนต้นไม้อื่นๆ ที่ตอ้งได้รับการกระทบหระเทือนบ้าง เพ่อกระตุ้นให้ออกดอก เหมือนกับการที่เราเอามีดไปฟันต้นไม้ ทำให้เขาคิดว่าเขาจะตาย เลยตอ้งออกดอกเพื่อสืบทอดลูกหลานต่อไป

ปีนี้ผมก็เลยลอง เอาบางต้นมาทำ ต้นแรกคือต้นแดงต้นนี้ โดยการขุดหัวขึ้นมา ตัดรากออกบางส่วนตัดใบออก แล้วลงปลูกใหม่พบว่า สามารถให้ดอกได้ แถมยังแตกหน่ออีกเยอะด้วย


http://www.magnoliathailand.com/webboard/index.php?topic=8992.0;wap2





บังคับว่านสี่ทิศให้ออกนอกฤดู...

ที่บ้านผมสูงสุด 6 ทิศ เหมือนกัน ก็แล้วแต่ความสมบูรณ์ ให้อยากให้ออกดอกมากกว่า 4 ทิศ ลองไปทำดูนะครับ

1. หลังออกดอกแล้วให้เลี้ยงต้นให้สมบูรณ์ ให้ให้ปุ๋ยบำรุงต้น อาจจะให้สูตร 25-7-7 ก็ได้ หรือตัวทีหน้าเยอะเข้าไว้ ไม่แนะนำให้ใช้ยูเรียกะไม้ดอกไม้ประดับครับเพราะหลังจากที่ต้นสวยแล้วไม้จะโทรมมาก อันนี้รับรองให้แถวบ้านผมไม่ใช้กันเลย

2. เลี้ยงไปจนถึงเดือนธันวาคม ให้งดน้ำจนใบเหี่ยวแห้งให้หมด (ห้ามใจอ่อนให้น้ำเด็ดขาด)

3. เก็บหัวไม่ให้โดนความชื้น โดยเก็บไว้ในที่มืด แต่ไม่มีห้องมืดก็ควัมกระถางไปเลยครับง่ายดี

4. พอถึงช่วงเดือนนี้แหละ ของทุกปีก็เอามาปลูกได้เลย ถ้าความสมบูรณ์ของหัวพอ5 ทิศ + แน่นอนครับ

**ขนาดของดอกขึ้นอยู่กับหัว หัวใหญ่ดอกใหญ่ การเลือกซื้อหัวว่าน 4 ทิศ เลือกหัวใหญ่ก่อนเลยครับง่ายๆ

*** การเก็บหัวตามขั้นตอนดังกล่าวสามารถบังคับให้4ทิศออกนอกฤดูได้เช่นกันเช่นเก็บหัวช่วงเข้าพรรษาแล้วนำมาปลูกช่วงปีใหม่ก็ได้

**** ยังไม่เคยเห็น 7 ทิศ เลยครับเนี่ย

***** ว่าน 4 ทิศ ออกดอกปีละ 1 ครั้ง รูปที่ผมเอามาให้ดูนั้นเป็นสายพันธุ์จากฮอลแลนด์ครับ


http://www.pantown.com/board.php?id=22691&area=3&name=board8&topic=47&action=view
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10914

ตอบตอบ: 29/05/2011 9:07 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)








ความต้องการของดอกไม้ในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูดอกของไม้ดอกกลุ่มปทุมมาและกลุ่มกระเจียว นั้นมีค่อน่ข้างต่ำ เนื่องจากเป็นช่วงฤดูที่มีดอกไม้หลายชนิดในตลาด ขณะที่ช่วงฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดต้องการดอกไม้จำนวนมากนั้น การผลิตดอกไม้ไม่สามารถสนองได้ ดังนั้น การผลิตดอกไม้นอกฤดูจึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรสนใจกระทำกันมาก

ไม้ดอกกลุ่มปทุมมาและกลุ่มกระเจียวเป็นพืชวันยาว จะพักตัวในช่วงที่วันสั้น โดยจะได้รับสัญญาณให้พักตัวหลังจากวันที่ 23 กันยายน การผลิตดอกของไม้ดอกทั้ง 2 กลุ่มนี้ในช่วงฤดูหนาวจึงต้องมีการปฏิบัติพิเศษ โดยการ คั่นช่วงกลางคืนนั้นควรกระทำในช่วง 24.00-3.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อย การติดตั้งหลอดห่างกัน 1.5 เมตร ซึ่งการเปิดไฟเพื่อคั่นช่วงกลางคืนต้องเริ่มกระทำราววันที่ 31 สิงหาคม โดยไม่ช้ากว่าวันที่ 15 กันยายน การปฏิบัตินี้ได้ผลดีในแปลงรวมพันธุ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การผลิตไม้ดอกทั้ง 2 กลุ่มนี้นอกฤดู จำเป็นต้องมีการดูแลด้านปุ๋ยและสภาพดินเป็นพิเศษด้วย กล่าวคือให้ปุ๋ยสูตรเสมอหลังฤดูฝน และใช้ปุ๋ยหมักใส่เสริมเพื่อทำให้ดินไม่อยู่ในสภาพที่ติดเชื้อโรคเน่า จะแพร่ระบาดได้ง่ายถ้าเป็นการผลิตนอกฤดูโดยการยึดฤดูปลูก อย่างไรก็ตามการผลิตดอกนอกฤดูก็อาจกระทำโดยปลูกในช่วงฤดูฝนซึ่งฝนทิ้งช่วงนานพอจะขึ้นแปลงได้ การผลิตนอกฤดูโดยปลูกช้านี้จะทำให้การสะสมโรคในแปลงเกิดขึนน้อยกว่าการผลิตแบบยืดฤดูปลูก


http://web.ku.ac.th/agri/patumma/cur6.htm






สกว.โชว์ผลวิจัยผลิตปทุมมานอกฤดู มั่นใจช่วยขยายยอดส่งออกไม้ดอกพุ่ง

นางทิพวัลย์ สุกุมลนันทน์ นักวิจัยอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (สกว.) กล่าวถึงงานวิจัยการพัฒนาคุณภาพการผลิตปทุมมานอกฤดูกาล ว่า งานวิจัยดังกล่าวทำให้สามารถผลิตหัวพันธุ์และดอกปทุมมาได้ตลอดปี โดยเฉพาะก่อนหรือหลังฤดูการผลิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกปทุมมาเป็นอย่างมาก เนื่องจาก เดิมปทุมมาซึ่งเป็นไม้ดอกไม้ประดับพื้นเมืองของไทยจะมีหัวอยู่ใต้ดินแบบเหง้าเจริญเติบโตได้ดีและให้ช่อดอกในช่วงฤดูฝน โดยหลังจากออกดอกแล้ว ส่วนของพืชที่อยู่เหนือพื้นดินจะเฉาไป เหง้าที่อยู่ใต้ดินจะเข้าสู่ระยะพักตัวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้การผลิตปทุมมาสามารถทำได้เพียงปีละครั้งตามฤดูกาลปกติ

ทั้งนี้ ปทุมมาเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่นิยมมากในต่างประเทศ โดยรู้จักในนามของสยามทิวลิป เนื่องจากมีลักษณะคล้ายดอกทิวลิป ซึ่งประเทศไทยได้ทำการผลิตและส่งออกหัวพันธุ์ไปยังต่างประเทศ ในแต่ละปีมีความต้องการหัวพันธุ์เพิ่มมากขึ้น แต่พบว่าปริมาณส่งออกยังไม่พียงพอเนื่องจากผลิตได้เพียงฤดูกาลเดียว ดังนั้น หากสามารถผลิตได้นอกฤดูกาล จะทำให้ตลาดส่งออกปทุมมาขยายตัวมากขึ้น

ด้านนางดวงเดือน กุสาวดี บริษัท เชียงใหม่ปทุมวดี จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดใหญ่ของบริษัทฯ อยู่ที่ประเทศฮอลแลนด์ โดยทุกปีจะมียอดสั่งซื้อประมาณ 20 ตัน ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8-12 บาทต่อหัว ซึ่งในจำนวนที่ส่งออกทั้งหมดนั้นเป็นส่วนที่บริษัทผลิตเอง 60% ที่เหลือ 40% รับซื้อจากเกษตรกรชาวสวน และจากผลงานวิจัยที่สามารถพัฒนาการผลิตปทุมมานอกฤดูกาลได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะจะช่วยลดปัญหาผลผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด และคาดว่างานวิจัยนี้จะมีส่วนช่วยผู้ผลิตและผู้ส่งออกได้มากทีเดียว


ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/news.asp?ID=44048#news
http://www.phtnet.org/news/view-news.asp?nID=46






วช.หนุนพัฒนาพันธุ์ปทุมมา ผลิตดอกใหญ่-นอกฤดูกาล

สภาวิจัยหนุนพัฒนาสายพันธุ์ดอกปทุมมา ให้ขนาดดอกใหญ่ขึ้นและสามารถผลิตดอกนอกฤดูกาล ประเดิมถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรเชียงใหม่ ก่อนขยายสู่ทั่วประเทศ

นางทิพวัลย์ สุกุมลนันทน์ ข้าราชการบำนาญ กรมวิชาการเกษตรและคณะ ได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ศึกษาและพัฒนาสายพันธุ์ดอกปทุมมา ตั้งแต่ปี 2547 เพื่อให้ดอกโตขึ้นและสามารถผลิตดอกได้นอกฤดูกาล ขณะนี้พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้แล้ว โดยจะนำร่องให้แก่เกษตรกรในเชียงใหม่เป็นแห่งแรก

ทีมวิจัยได้วิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตปทุมมาแบบครบวงจร ตั้งแต่ปรับปรุงพันธุ์ รูปแบบการขายทั้งแบบขายหัว ตัดดอกขาย และ ขายยกกระถาง จนถึงความต้องการของตลาดต่างประเทศ อย่างอิตาลี แคนาดา มัลดีฟส์ บาห์เรน ญี่ปุ่น และ เนเธอร์แลนด์ เพื่อจัดทำเป็นรูปแบบการบริหารจัดการสำเร็จรูป ที่เกษตรกรใช้ได้จริง

ทั้งนี้ โครงการวิจัยดอกปทุมมา ที่รับทุนวิจัยจาก วช. แบ่งเป็นโครงการ 5 โครงการหลัก ได้แก่ การปรับปรุงพันธุ์ปทุมมาสู่สิทธิบัตรสากล การศึกษาการเพาะเลี้ยงคัพภะและเมล็ดอ่อน เพื่อร่นเวลาการปรับปรุงพันธุ์ของพืชในสกุลขิง การเพิ่มโครโมโซมเพื่อแก้ความเป็นหมันของปทุมมาลูกผสม การพัฒนาสายพันธุ์ปทุมมาเพื่อการค้า โดยชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์จากการฉายรังสีแกมมา และการหาและวิเคราะห์เครื่องหมายอณูพันธุศาสตร์ของยีน ที่เกี่ยวกับการแสดงออกของสีดอกปทุมมา

ด้าน นายลิขิต มณีสินธุ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เรียลซีด อะโกร จำกัด กล่าวว่า ตลาดใหญ่ที่นำเข้าดอกปทุมมาคือฮอลแลนด์ ก่อนหน้านี้ไทยส่งออกหัวปทุมมา แต่ยังไม่สามารถจดสิทธิบัตรในต่างประเทศได้ เนื่องจากค่าจดสิทธิบัตรรายปีสูงเป็นเงินหลักแสนบาท จึงไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนสำหรับภาคเกษตรกร ทำให้พันธุ์ดอกปทุมมาเสี่ยงถูกต่างชาตินำไปใช้ประโยชน์ทางการค้าตัดหน้าไทย


http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/17/news_26847084.php?news_id=26847084












http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=9411.0
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
เว็บมาสเตอร์
เว็บมาสเตอร์


เข้าร่วมเมื่อ: 14/07/2009
ตอบ: 10914

ตอบตอบ: 29/05/2011 8:42 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

การปลูกมะเขือเทศนอกฤดู


วิทยากร อาจารย์ปรีชา รัตนัง สาขาพืชผัก ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้


ขั้นตอน
การเพาะเมล็ด โดยทั่วไปมะเขือเทศจะเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูหนาว การผลิตมะเขือเทศนอกฤดู จะต้องทำการเพาะกล้าภายในเดือนกรกฎาคม เพื่อเตรียมลงปลูกในแปลง

วิธีการเพาะกล้าให้เพาะในถาดหลุมที่มีจำนวน 104 หลุม ต่อถาด ผสมขี้เถ้าแกลบ+ทราย อัตราส่วน 1 : 1

การเลือกพื้นที่ปลูกต้องเลือกที่ดอนไม่มีน้ำขัง มะเขือเทศไม่ชอบน้ำขังแต่ต้องมีน้ำชุ่มชื้นตลอด

ระยะปลูก 50 x 75 ยกแปลงสูงโดยปลูกเป็นแถวคู่

ใช้ระยะเวลา ประมาณ 85-90 วันจะเก็บเกี่ยว


http://www2.it.mju.ac.th/dbresearch/rae/index.php?option=com_content&view=article&id=1296:2553-09-10-07-%M-%S&catid=131:july-2553&Itemid=494





ฤดูหนาว เป็นฤดูที่เหมาะสมที่สุดในการเจริญเติบโตของมะเขือเทศ อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 18-28 องศาเซลเซียสซึ่งต้นจะแข็งแรงและติดผลมาก ถ้าความชื้นของอากาศและอุณหภูมิสูง จะทำให้ผลผลิตและคุณภาพลดลง และทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ง่าย

ปัญหาการ ปลูกมะเขือเทศในฤดูฝน (นอกฤดู) คือ ในฤดูฝนมีความชื้นและอุณหภูมิเหมาะแก่การเจริญเติบโตของโรคหลายชนิด และมะเขือเทศบางพันธุ์ผลจะแตกง่ายเมื่อฝนตก แต่ถ้าต้องการจะปลูกมะเขือเทศในฤดูฝนสิ่งที่จะต้องปฏิบัติคือ

1. เลือกพื้นที่ปลูกที่สูงมีการระบายน้ำดีเป็นพิเศษ
2. ดินมีสภาพเป็นกลาง คือมีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 6.5-6.8
3. ใช้พันธุ์ที่เหมาะสมคือให้ผลดกในฤดูฝนและฤดูร้อน
4. มีการปฏิบัติรักษาอย่างถูกต้องดีคือ เตรียมดินใส่ปุ๋ยถูกต้อง ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและบ่อยครั้งเป็นพิเศษ อย่าปล่อยให้โรคทำลายก่อนแล้วจึงคิดป้องกันกำจัด ปกติผู้ปลูกที่ประสบความสำเร็จ มักใช้สารป้องกันกำจัดแมลงและเชื้อราสูงกว่าในฤดูปกติ

http://kruprasar.net/index.php?option=com_content&task=view&id=83&Itemid=59







นอกจากจะใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 รองก้นหลุมก่อนปลูกแล้ว จำเป็นจะต้องมีการใส่ปุ๋ยเคมีเสริมด้วย

เพื่อให้คุณภาพและผลผลิตของมะเขือเทศสูงขึ้น สำหรับปุ๋ยเคมีที่จะใช้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของดินแต่ละแห่ง เช่น ถ้าดินเป็นดินเหนียว

ปุ๋ยเคมีที่ใช้ควรมีไนโตรเจนและโปแตสเซี่ยมเท่ากัน ส่วนฟอสฟอรัสให้มีอัตราสูง เช่น สูตร 12-24-12 หรือ 15-30-15

ถ้าเป็นดินร่วนควรให้ปุ๋ยที่มีโปแตสเซี่ยมสูงขึ้น แต่ไม่สูงกว่าฟอสฟอรัส เช่นสูตร 10-20-15 ส่วนดินทรายเป็นดินที่ไม่ค่อยจะมีโปแตสเซี่ยม จึงควรให้ปุ๋ยที่มีธาตุโปแตสเซี่ยมสูงกว่าตัวอื่น เช่นสูตร 15-20-20, 13-13-21 และ 12-12-17 เป็นต้น

แต่ถ้าเป็นการปลูก มะเขือเทศนอกฤดู จะต้องใช้ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง เนื่องจากมะเขือเทศจะใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากถ้าหากอุณหภูมิของอากาศสูง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่สามารถหาปุ๋ยสูตรดังกล่าวข้างต้นได้ก็สามารถ ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการแบ่งใส่ 3 ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ 1 หลังจากย้ายปลูก 7 วัน
ครั้งที่ 2 หลังจากครั้งที่หนึ่ง 15 วัน
ครั้งที่ 3 หลังจากครั้งที่สอง 20 วัน


http://www.siripan83.ob.tc/u6.html
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2
หน้า 2 จากทั้งหมด 2

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©