-
++kasetloongkim.com++ Forums-viewtopic-ถาม-ตอบ ปัญหาเกษตรทางวิทยุ 26 MAR *แคนตาลูป 1 ปี 12 รุ่น
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - ถาม-ตอบ ปัญหาเกษตรทางวิทยุ 26 MAR *แคนตาลูป 1 ปี 12 รุ่น
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

ถาม-ตอบ ปัญหาเกษตรทางวิทยุ 26 MAR *แคนตาลูป 1 ปี 12 รุ่น

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
หาวด้า
หาวด้า


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 10865

ตอบตอบ: 26/03/2021 5:33 am    ชื่อกระทู้: ถาม-ตอบ ปัญหาเกษตรทางวิทยุ 26 MAR *แคนตาลูป 1 ปี 12 รุ่น ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

.
.ถาม-ตอบ ปัญหาเกษตรทางวิทยุ 26 MAR
AM 594 เวลา 08.15-09.00 (จันทร์-ศุกร์)

*****************************************************************
สวัสดีครับ ท่านผู้ฟัง ที่เคารพ
กองทัพบก เพื่อประชาชน เสนอรายการสีสันชีวิตไทย วิทยุเพื่อการเกษตร และอาชีพเสริม ...

ผลิตรายการโดย....
กองกิจการพลเรือน หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก

จุดยืนรายการ ....
* เกษตรแบบ อินทรีย์นำ - เคมีเสริม - ตามความเหมาะสม “.. ? ..”
* ปัจจัยพื้นฐาน ดิน - น้ำ - แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล - สารอาหาร - สายพันธุ์ - โรค
* หัวใจเกษตร ปุ๋ย - ยา - เทคนิค - เทคโนฯ - โอกาส - ตลาด - ต้นทุน
* พร้อมทำเองสอนวิธีทำ พร้อมซื้อสอนวิธีซื้อ

กระผม พันโทวีระ ใจหนักแน่น (คิม ซา กัสส์) เป็นผู้ดำเนินรายการ

ผู้สนับสนุนรายการ ....
*** ยิบซั่มธรรมชาติ เฟอร์มิกซ์, ธันเดอร์พลัส ธันเดอร์แคล.... ออร์เดอร์จาก ออสเตรเลีย แคนนาดา อเมริกา +Mg. Zn. เคมี, .... ออร์เดอร์จากเกาหลี ให้ +Cu เคมี อย่างละ 5% .... ยิบซั่มเพื่อการเกษตรที่ทั่วโลกยอมรับ คือ ยิบซั่มจากประเทศไทย นี่แหละ

เช่นเคย รายการเรา
*** 1188 ฝากข้อความ-ฝากคำถาม-ฝากข่าว-สายตรง ที่ (081) 913-4986, ....
*** FB วีระ ใจหนักแน่น, ....
*** อินเตอร์เน็ต เกษตรลุงคิม ดอทคอม .... เว้บนี้ ถาม 1 บรรทัด ตอบ 1 หน้า

ถนัดช่องทางไหนเลือกช่องทางนั้นตามอัธยาศัย นักรบไม่ว่ากัน THANK YOU ....

........................................................................................................
........................................................................................................


งานสัญจรปกติตามวงรอบ :
* วันเสาร์ของสัปดาห์แรกของเดือน ไปที่วัดพยัคฆาราม (วัดเสือ) ศรีประจันต์ สุพรรณบุรี,
* วันเสาร์ของสัปดาห์ที่สองของเดือน ไปที่วัดอัมพวัน (หลวงพ่อโหน่ง) สองพี่น้อง สุพรรณบุรี,
* วันเสาร์ของสัปดาห์ที่สามของเดือน ไปวัดท่าตำหนัก เพชรเกษม(ขาล่อง) แยกนครชัยศรี นครปฐม,
* วันเสาร์ของสัปดาห์ที่สี่ของเดือน ไปที่วัดส้มเกลี้ยง ใกล้โรงกรองประปามหาสวัสดิ์ ถ.วงแหวนตะวันตก

** ถึงจุดนี้ เกษตรกรที่ไหนอยากให้งานสัญจรไปลงที่นั่น ที่ไหนก็ได้ ติดต่อมา พูดคุยกันในรายละเอียด

- งานสีสันสัญจรปกติตามวงรอบ งวดนี้ เสาร์นี้ ตรงกับวันที่ 27 มี.ค. ลุงคิมกับ อ.ณัฐ สมุนไพรสำหรับคน (086) 983-1966 .... ไปวัดส้มเกลี้ยง ใกล้โรงกรองประปามหาสวัสดิ์ ถ.วงแหวนตะวันตก กาญจนาภิเษก.


- งานสัญจรระยะนี้ต้องร่วมกันป้องกัน COVID หลีกเลี่ยงจับกลุ่ม คนมากๆ แนะนำ สมช. สั่งปุ๋ยลุงคิม สั่งยา อ.ณัฐ โทรติดต่อโดยตรงแล้วได้นัดหมายรับส่งของกัน รับของแล้วแยกกันเลย มีปัญหาอะไรโทรศัพท์คุยกันก็ได้....

************************************************************
***********************************************************


จาก : (096) 720-19xx
ข้อความ : ที่ข้างบ้าน 2 ไร่ครึ่ง น้ำดีตลอดปี อยากปลูกแคนตาลูป 1 ปี 12 รุ่น เกรด เอ.จัมโบ้. ขอความรู้เรื่องแคนตาลูปด้วย ขอบคุณค่ะ
ตอบ :

เกษตรานุสติ :

สุนทรภู่บอก : รู้อะไรรู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล....
ลุงคิมบอก : รู้แคนตาลูปรู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล ....

หัวข้อเรื่องรู้ที่เป็นหัวใจเกี่ยวกับแคนตาลูป ว่าด้วย ปุ๋ย/ยา/เทคนิค/เทคโน/โอกาส/ตลาด/ต้นทุน....

- ทำอย่างเดิม คงไม่มีอะไรดีไปกว่าเดิม ทำตามคนที่ล้มเหลวจะล้มเหลวยิ่งกว่า ทำตามคนที่สำเร็จจะสำเร็จยิ่งกว่า.... เกษตรยุคนี้ต้องจับหลักการจัดการ (ทำ) เรื่อง ปุ๋ย/ยา/เทคนิค/เทคโนฯ/โอกาส/ตลาด/ต้นทุน ดีๆ .... ว่ามั้ย คำพูดเพียงบางคำ จากคนบางคน จากบางโอกาส เราได้ฟังแล้วเอามา คิด/วิเคราะห์ แล้ว ปรับ/เปลี่ยน ใช้กับสิ่งที่เราทำ อาจแก้ไขสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลายเป็นดีได้

- ข้อมูลเรื่องราวจากเน็ตเวปนี้ จากเน็ตเวปอื่น จากหนังสือหนังสือที่ลุงคิมเขียน จากหนังสือที่คนอื่นเขียน แล้วเสริมด้วยหัวใจนักนักปราชญ์ ฟัง คิด ถาม เขียน บนพื้นฐาน คิดวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ฟันธง อย่างเป็นเหตุเป็นผล

จากแปลงแตงโม ย้ายมา/ย้ายไป แปลงแคนตาลูป :
นับถอยหลัง นับถอยหลัง หมายถึง การนับวันปลูกพืชล้มลุก พืชอายุสั้นฤดูกาลเดียว เริ่มนับตั้งแต่เริ่มเตรียมเมล็ด ปลูก ถึงเก็บเกี่ยว ว่ารวมทั้งสิ้นกี่วัน ....

นับถอยหลังคือ เริ่มนับจากวันเก็บเกี่ยว ย้อนถอยหลังมาถึงวันปลูกกล้า + ถอยหลังมาถึงวันเพาะเมล็ด รวมทั้งสิ้นกี่วัน นั่นคือ เมื่อเริ่มทำ (เพาะเมล็ด) วันนี้ก็ให้นับต่อไปถึงเก็บเกี่ยว คือ อายุการผลิตต่อรุ่นนั่นเอง....

การปฏิบัติ เพาะเมล็ดห่างกัน 1 เดือน เมื่อปลูกเต็มอายุการผลิต ผลผลิตจะเก็บเกี่ยวได้ห่างกัน 1 เดือน ตามอัตโนมัติของธรรมชาติ....

เทคนิค/วิธีการ/หลักการ นี้ ใช้กับพืชล้มลุกอายุสั้นฤดูกาลเดียวได้ทุกชนิด


สรุป : ปลูกห่างกัน 1 เดือน ครบทั้ง 12 เดือน ก็จะมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้เดือนละครั้ง หรือ 12 ครั้งใน 1 ปี

แคนตาลูปซุปเปอร์ :
- แบ่งโซนจัดรุ่นปลูก
- รูปทรงผล สี่เหลี่ยม รูปหัวใจ สลักลายอักษร (คิดเอง ตามสั่ง)
- คุณภาพ เปลือกบาง เนื้อหนา เนื้อแน่น รส (หวานมาก หวานกลาง หวานน้อย)
- บำรุงด้วย ปุ๋ยอินทรีย์ 99% ปุ๋ยเคมี 1%
- ปลอดสารเคมียาฆ่าแมลง 100%
- เทคโนโลยีเครื่องทุ่นแรง
- เครดิต ความน่าเชื่อถือจากผู้รับซื้อ (เกรด เอ. จัมโบ้. โกอินเตอร์. ขึ้นห้าง.)



แคนตาลูป :
ลักษณะทางธรรมชาติ :

* เป็นพืชตระกูลเถาเลื้อยขึ้นค้างแต่ไม่มีมือเกาะ อายุสั้น (75-85 วัน) ฤดูกาลเดียว ชอบดินดำโปร่งร่วนซุยหรือดินปนทราย มีอินทรีย์วัตถุมากๆ เนื้อดินไม่อุ้มน้ำแต่ต้องไม่แห้ง ระบายน้ำดี อากาศผ่านสะดวก ต้องการแสงแดดร้อยเปอร์เซ็นต์

* ชอบความชื้นในดินสูง ถ้าขาดน้ำหรือน้ำไม่พอและถ้าน้ำมากเกินไปหรือแฉะต้นจะชะงักการเจริญเติบโต การให้ด้วยระบบน้ำหยดซึ่งจะทำให้ดินปลูกชุ่มชื้นตลอดเวลาจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

* เทคนิคการบำรุงด้วยระบบ "น้ำหยด + ปุ๋ย" ให้ต้นได้รับสารอาหารแบบต่อเนื่องตลอด 24 ชม. แล้วเสริมด้วยฮอร์โมนโดยให้ทางใบตามระยะพัฒนาการ ตั้งแต่เกิดถึงผลแก่เก็บเกี่ยวจะช่วยให้ได้ผลผลิตที่คุณภาพดีมาก

* บำรุงรักษาไม่ให้ใบแรกร่วงเลยแม้แต่ใบเดียวตั้งแต่แรกเกิดจนถึงผลแก่เก็บเกี่ยว จะช่วยให้ผลผลิตคุณภาพดีมาก

* แคนตาลูปใบใหญ่หนาเขียวเข้ม เถาใหญ่ ช่วงระหว่างข้อยาว จะให้ผลผลิตคุณภาพดีมาก

* สันแปลงปลูกควรสูงกว่าพื้นระดับ 30-50 ซม. และร่องทางเดินระหว่างสันแปลงลึก 20-30 ซม. กว้าง 50-80 ซม. พื้นก้นร่องราบ...ช่วงหน้าแล้งให้ใส่น้ำในร่องทางเดินเพื่อสร้างความชุ่มชื้นในดินและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ

* ปกติเป็นพืชเมืองร้อนแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยม แต่ครั้นประเทศเขตหนาวและเขตอบอุ่นนำไปปลูกแล้วพัฒนาสายพันธุ์ให้ดีขึ้นเนื่องจากตลาดให้ความนิยมสูง แคนตาลูปจึงกลายเป็นพืชเขตหนาวและเขตอบอุ่นไปโดยปริยาย จากนั้นย้อนกลับมาปลูกในเขตร้อนอีกครั้งทั้งๆที่เป็นถิ่นกำเนิดเดิมกลับไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ดังนั้นหากคิดจะปลูกแคนตาลูปต้องพิจารณาสายพันธุ์ด้วยว่าเป็นสายพันธุ์ที่มาจากเขตหนาว เขตอบอุ่นหรือเขตร้อน ปัจจุบันแคนตาลูปในประเทศไทยได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์จนจนกระทั่งเหมาะสมกับสภาพอากาศเมืองร้อนจึงสามารถเจริญเติบโตและให้คุณภาพที่ตลาดต่างประเทศยอมรับมากขึ้น....สายพันธุ์ที่ผ่านการพัฒนาในประเทศไทย ถ้าปลูกในพื้นที่อากาศเย็นนานติดต่อกัน อายุเก็บเกี่ยวจะช้ากว่าปลูกในเขตร้อนชื้น 7-10 วัน แต่คุณภาพไม่ต่างกัน

* แคนตาลูปที่ใช้เมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศไม่สามารถนำเมล็ดมาขยายพันธุ์ต่อได้เพราะเป็นสายพันธุ์ไฮบริด (ลูกผสม/เป็นหมัน) แต่สายพันธุ์ในประเทศสามารถนำเมล็ดมาขยายพันธุ์ต่อไป

* ปลูกได้ทุกพื้นที่ในประเทศและปลูกได้ทุกฤดูกาลแต่ต้องมีระบบจัดการดี
* ต้นที่ไดรับการบำรุงดี มีสารอาหารกินอย่างสม่ำเสมอตลอด 24 ชม.จนได้เถาใหญ่ ใบใหญ่หนาเขียวเข้ม และใบไม่ร่วงเลยตั้งแต่เริ่มงอกถึงเก็บเกี่ยวจะได้ผลผลิตดี

* นิสัยออกดอกง่ายและออกมากหรือเกือบทุกข้อใบ
* เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างไม่สมบูรณ์เกิดจากขาดสารอาหาร/ฮอร์โมนหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม (อากาศร้อนหรือฝนตกชุก) ผสมกันแล้วพัฒนาเป็นผลจะเป็นผลไม่สมบูรณ์ ไม่โต รูปทรงบิดเบี้ยว

* ตอบสนองต่อธาตุรอง. ธาตุเสริม. ฮอร์โมน.ดีมาก จึงควรให้บ่อยๆ
* ห่อผลด้วยถุงยังเคราะห์หรือกระดาษถุงปูนซิเมนต์เมื่อขนาดเท่าไข่เป็ด หรืออายุผลได้ 40 วันหลังผสมติดจะช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืช รักษาสีผิวเปลือกให้สวยนวลและเพิ่มคุณภาพ

การห่อด้วยถุงห่อขนาดเล็กจะต้องเปลี่ยนถุงห่อเมื่อขนาดผลโตคับถุง การใช้ถุงขนาดใหญ่นอกจากจะใช้ได้จนผลขนาดใหญ่โดยไม่ต้องเปลี่ยนใหม่แล้ว ยังทำให้ถุงไม่เสียดสีกับผิวจนทำให้ผิวเสียและอากาศถ่ายเทสะดวกซึ่งจะส่งผลดีต่อผลอีกด้วย.... พื้นที่ลมแรง อาจจะพิจารณาใช้ตาข่ายโฟมห่อผลก่อน แล้วจึงห่อซ้อนด้วยถุงอีกชั้นหนึ่งก็ได้

* ผลที่มีลักษณะขั้วใหญ่ ก้านยาว อวบอ้วน น้ำหนักดีจะมีคุณภาพ (เนื้อ กลิ่น รส) ดี
* แคนตาลูปเป็นผลไม้ที่เก็บเกี่ยวแล้วไม่ต้องบ่ม เพราะฉะนั้นจึงต้องเก็บช่วงผลแก่จัดคาต้น ผลแก่ไม่จัด เมื่อเก็บลงมาแล้วคุณภาพผลเป็นอย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้นจนกระทั่งเน่าไปเลย

* ขนาดผลเท่ากันแต่ผลที่น้ำหนักมากกว่า กลิ่นดีกว่า จะคุณภาพดีกว่าเสมอ
* ตลาดเมืองไทยนิยมผลขนาดใหญ่มากกว่าผลขนาดเล็ก

สายพันธุ์ :
พันธุ์ผิวลายตาข่าย :

- ซันไรซ์ : ผิวสีเหลืองอ่อน เนื้อสีส้มอ่อน ผลดก อายุเก็บเกี่ยวสั้น กลิ่นหอม
- นิวเซนทูรี่ : ผิวสีเหลืองอมเขียวอ่อน เนื้อหนาสีส้มอ่อน รสหวานมาก กลิ่นหอม น้ำหนัก 1-1.5 กก.
- สกายร็อกเก็ต : (ผิวสีเขียว เนื้อสีเขียว อายุเก็บเกี่ยวปานกลาง ติดผลดก รสหวานมาก
- เดลิเกต : ปลูกได้ทั้งในโรงเรือนและกลางแจ้ง เถาสั้น เนื้อหนาสีเขียว น้ำหนัก 1-1.2 กก. รสหวานจัด กลิ่นหอม

- ซันไรท์ : (ชอบทั้งอากาศร้อนและเย็น เนื้อหนาชุ่ม สีส้มอ่อน น้ำหนัก 1-1.5 กก. อายุเก็บเกี่ยวสั้น กลิ่นหอม

- คาร์โก- 434 : ทนต่ออากาศร้อนได้ดี ผิวสีเขียว เนื้อหนา รสชาติดี กลิ่นหอม อายุเก็บเกี่ยวสั้น น้ำหนัก 1-1.5 กก.

- เอ็มเมิร์ลดิง : (ผิวสีเขียวอ่อน เนื้อเหลืองอ่อน รสหวาน กลิ่นหอมอ่อนๆ อายุเก็บเกี่ยวสั้น น้ำหนัก 1-1.5 กก.)

พันธุ์ผิวเรียบ :
- สโนว์ชาร์ม : ชอบอากาศเย็น ผิวสีเหลืองครีม เนื้อหนาสีส้มอ่อนอมชมพู กรอบอ่อนนุ่ม น้ำหนัก 1-1.5 กก. อายุเก็บเกี่ยวสั้น ติดผลดก รสหวานจัด กลิ่นหอม

- ซันเลดี้ : ปลูกง่าย ผิวขาวครีม ติดผลดก เนื้อหนานุ่มสีส้ม รสหวานจัด กลิ่นหอม
- เรดควีน : เถาสั้น สีผิวเหลืองครีม รสหวานจัด อายุเก็บเกี่ยวปานกลาง กลิ่นหอม น้ำหนัก 1 กก.

- เจดดิว : สีผิวเขียวอมเหลือง อายุเก็บเกี่ยวสั้น เนื้อหนาสีเขียว น้ำหนักผล 1-1.5 กก. รสชาติดีมากหวานจัด กลิ่นหอม

- สวอน : (ปลูกง่ายอายุเก็บเกี่ยวสั้น ให้ผลดก 7-8 ผล/ต้น น้ำหนัก 700-800 กรัม เนื้อสีขาว รสหวาน กลิ่นหอม

- ซิลเวอร์ สตาร์ : (สีผิวครีมอ่อน อายุเก็บเกี่ยวสั้นมาก น้ำหนัก 1.5-2 กก. เนื้อสีเขียวอมขาว รสชาติดีหวานจัด กลิ่นหอม

- ซิลเวอร์ ไรท์ : อายุเก็บเกี่ยวสั้น ทนต่ออากาศร้อนดี น้ำหนัก 400-500 กรัม เนื้อสีเขียวอ่อน รสหวานปานกลาง กลิ่นหอม

- ซัน บิวตี้ : ชอบอากาศเย็น สีผิวเขียวอมเหลือง เนื้อสีขาวอมเหลือง น้ำหนัก 1-1.2 กก. รสชาติดีหวานจัด กลิ่นหอม

- ซูการ์บอลล์ : อายุเก็บเกี่ยวสั้น สีผิวครีมอ่อน สีเนื้อเขียวหยก น้ำหนัก 800-900 กรัม รสชาติดีมากหวานจัด กลิ่นหอม

- ฟาร์เมอริส นัมเบอร์ทรู : (ทนต่ออากาศร้อนดี อายุเก็บเกี่ยวสั้น สีผิวเหลืองสดใส เนื้อขาวหนาปานกลาง

- เจด : นิยมปลูก ปลูกง่าย ผลดก สีผิวเขียวอมเหลือง น้ำหนัก 500-700 กรัม เนื้อสีเขียวอ่อนหนาปานกลาง รสหวานจัด กลิ่นหอม

หมายเหตุ :
ในญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียวปลูกแคนตาลูปมากกว่า 50 สายพันธุ์ ทุกสายพันธุ์ต่างก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน

การขยายพันธุ์ :
เพาะเมล็ด (ไม่กลายพันธุ์)
เตรียมแปลง :

- ยกร่องแห้งลูกฟูก สันร่องสูง 30-50 ซม.โค้งหลังเต่า กว้าง 1-1.20 ม. ร่องระหว่างสันแปลงกว้าง 1 ม. ลึกจากพื้นระดับ 25-30 ซม. ก้นสอบ

- ปลูกในถุงหรือภาชนะปลูก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 18-24 นิ้ว สูง 30-50 ซม. เจาะรูด้านล่างและด้านข้างเพื่อระบายน้ำ จัดวางถุง ณ ตำแหน่งที่ต้องการปลูกให้แน่นอนมั่นคง

หลังจากลงมือปลูกแล้วไม่ควรย้ายตำแหน่งวางถุงอีกเด็ดขาดเพราะอาจจะกระทบกระเทือนรากหรือเถา (ต้น) ได้ การปลูกในช่วงฤดูฝนหรือแปลงปลูกที่น้ำท่วมแนะนำให้ทำยกร้านแล้ววางถุงปลูกบนยกร้านนั้น

เตรียมดิน :
ปลูกลงแปลง :

1. เริ่มจากไถดินตากแดดจัด 15-20 แดดเพื่อกำจัดเชื้อโรคและวัชพืช ระหว่างตากแดดถ้ามีฝนตกต้องไถดินใหม่และเริ่มตากแดดใหม่

2. ใส่อินทรีย์วัตถุและสารปรับปรุงบำรุงดิน (ยิบซั่มธรรมชาติ กระดูกป่น ปุ๋ยคอก เศษพืชแห้ง)
3. ไถด้วยโรตารี่คลุกอินทรีย์วัตถุกับเนื้อดินให้เข้ากันดี
4. คลุมแปลงด้วยหญ้าแห้งหรือฟางหนาๆ
5. บ่มดินโดยรดด้วยน้ำจุลินทรีย์หรือปุ๋ยน้ำชีวภาพระเบิดเถิดเทิง ทุก 15 วัน ติดต่อกันนาน 1-2 เดือน

ปลูกในถุง :
1. เตรียมวัสดุปลูก (ดินปลูก) เหมือนดินที่เตรียมปลูกแบบปลูกลงแปลง
2. บรรจุวัสดุปลูกหมักได้ที่แล้วลงถุงให้เต็ม อัดแน่นพอประมาณ คลุมปากถุงด้วยหญ้าหรือฟางแห้งหนาๆ

หมายเหตุ :
- เกษตรกรอิสราเอล ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี กับอีกหลายประเทศที่มีเทคโนโลยีการเกษตรสูงและมีความเข้าใจเรื่องพืชอย่างแท้จริง ปลูกไม้ผลตระกูลเถาอายุสั้นฤดูกาลเดียว เช่น แคนตาลูป แตงโม แตงกวา ฯลฯ ในถุง (ภาชนะปลูก) ด้วยดิน (วัสดุปลูก) ที่สามารถควบคุมชนิด/ปริมาณสารอาหาร/น้ำได้ และปลูกในโรงเรือนที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ (อิสราเอลร้อน-แล้ง....ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี หนาว)

เกษตรกรไทยไม่มีปัญหาร้อน-หนาว-แล้งจึงเหลือเพียงปัญหา “ดินหรือวัสดุปลูกและสารอาหาร” เท่านั้น การนำแนวทางบางอย่างของเกษตรกรในกลุ่มประเทศดังกล่าวมาประยุกต์ใช้บ้าง จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แนวทางเลือกแบบไทย-ไทย ต่อการปลูกไม้ผลตระกูลเถาอายุสั้นฤดูกาลเดียว คือ........

- เตรียมดินปลูกหรือวัสดุปลูกปริมาณ 1 ตัน ด้วย....เศษพืช (แกลบเก่าหรือรำหยาบ. ขุยมะพร้าว. ทะลายปาล์ม. เปลือกถั่วลิสง. ต้นถั่วหรือซังข้าวโพด. ฟาง. ฯลฯ) หลายๆ อย่างๆละเท่าๆกัน เพื่อความหลากหลาย บดป่นตากแห้ง 300 กก. ....ปุ๋ยคอก (มูลวัวเนื้อ/นม 100 กก. มูลไก่ไข่/เนื้อ/นกกระทา 30 กก. มูลค้างคาว 5 กก.) แห้งเก่าค้างปีหมักชีวภาพ .... ยิบซั่มธรรมชาติ 50 กก. ...กระดูกป่น 10 กก. ... ฮิวมิค แอซิด 100 กรัม. ...ดินดำร่วนหน้าดินตากแห้ง 500 กก.

- เตรียมน้ำสารอาหาร จุลินทรีย์ และฮอร์โมน 100 ล. ด้วย...น้ำ 100 ล. + จุลินทรีย์หน่อกล้วยหรือน้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 5 ล. + ฮอร์โมนไข่ 2 ล. + เลือดสัตว์สด 1 ล. + นมสัตว์สดหรือกลูโคส 3 ล. + ธาตุรอง/ธาตุเสริม (ซื้อ) 1 ล. + ยูเรีย 10 กก. ...
หมายเหตุ :
ธาตุอาหารพืช/จุลินทรีย์ ที่กล่าว มีแล้วในน้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง...

- ผสมคลุกวัสดุปลูกทุกอย่างให้เข้ากันดีพร้อมกับพรมด้วยน้ำสารอาหารฯ ให้ได้ความชื้น 50-75% เสร็จแล้วทำกอง หมักทิ้งไว้ 3-6 เดือน ระหว่างหมักช่วงนี้ถ้าอุณหภูมิในกองจะสูงถึงขนาดมีควันลอยขึ้นมา (ถือว่าดี) ให้กลับกองบ่อยๆ แต่ถ้าอุณหภูมิไม่สูงหรือไม่มีควัน (ถือว่าไม่ดี) ให้เติมยูเรียและจุลินทรีย์แล้วหมักต่อไปตามปกติ

- อุณหภูมิในกองเย็นลงหรือหมดควันแล้วให้กลับกองทุก 7-10 วันเพื่อถ่ายเทอากาศ หมักครบกำหนดแล้วได้ “วัสดุหรือดินหมักชีวภาพ” พร้อมใช้งาน

- บรรจุวัสดุปลูกหรือดินปลูกที่ผ่านการหมักดีลงถุงหรือภาชนะปลูกแล้วลงมือปลูกพืช (แคนตาลูป แตงโม แตงกวา ฯลฯ) ที่ต้องการต่อไป

ระบบให้น้ำ :
1. ติดตั้งระบบน้ำหยดสำหรับให้น้ำและสารอาหารทางราก
2. ติดตั้งระบบสปริงเกอร์พ่นฝอยเหนือต้นสำหรับให้สารอาหารและสารสกัดสมุนไพรทางใบ

หมายเหตุ :
- กรณีปลูกในแปลงแล้วไม่มีระบบน้ำหยด เมื่อต้องการให้น้ำหรือสารอาหารทางรากสามารถทำได้โดยการปล่อยน้ำไปตามร่องระหว่างแปลงปลูก แล้วเพิ่มเติมด้วยน้ำพ่นฝอยจากสปริงเกอร์เหนือต้นฉีดพ่นน้ำลงพื้นเพื่อสร้างความชื้นหน้าดิน

- กรณีปลูกในถุงไม่มีทางเลือกจำเป็นต้องอาศัยสปริงเกอร์เท่านั้น แม้แต่สปริงเกอร์แบบพ่นฝอยเหนือต้นก็ไม่เหมาะสม เพราะน้ำที่ผ่านปากถุงลงไปถึงดินปลูกไม่เพียงพอ ต้องใช้สปริงเกอร์พ่นฝอยเหนือต้น 1 หัว แล้วติดหัวสปริงเกอร์ที่ปากถุงอีกถุงละ 1 หัวเท่านั้น

- สปริงเกอร์กะเหรี่ยงลอยฟ้า ท่อ พีอี.เมตรละ 7.50 บาท หัวสปริงเกอร์แบบหัวผีเสื้อ หัวละ 50 ตังค์ ซื้อที่บ้านโป่ง ราชบุรี…

* ให้ทางใบทางรากแยกกัน ไร่ละ 3,000-3,500 ไม่รวมค่าแรง ติดตั้งถาวร ใช้งานได้ 10-20-30 ปี ....

* เลิกปลูกแตงโมเปลี่ยนเป็นปลูก พริกมะเขือ = ได้ ....
* เลิกปลูกในถุงเปลี่ยนเป็นปลูกบนพื้น = ได้ ....
* หม้อปุ๋ยหน้าโซนฉีดพ่นสารสมุนไพร ทุกวัน วันละ 3 เวลา

** เช้ามืด ตี.5 ...... ล้างน้ำค้าง ป้องกัน/กำจัด ราน้ำค้าง ราแป้ง ราสนิม
** เที่ยง ............. ให้ปุ๋ย +ไล่เพลี้ยไฟ
** ค่ำ ............... ไล่แมลงเข้าวางไข่ ทำลายไข่ฝ่อ กำจัดหนอน

เตรียมเมล็ดพันธุ์ :
ตรวจสอบวันหมดอายุและภาชนะบรรจุเมล็ดพันธุ์ :
นำเมล็ดพันธุ์ลงแช่ในน้ำเกลือเจือจาง คัดเมล็ดลอยทิ้งเพราะเสื่อมสภาพ เลือกใช้เฉพาะเมล็ดจมน้ำ นำขึ้นผึ่งลมให้แห้ง....

นำเมล็ดพันธุ์ที่เลือกได้แล้วลงแช่ใน น้ำ + ยูเรก้า นาน 12 ชม. นำขึ้นมาหุ้มผ้าชื้น (ห่ม) เก็บในที่เย็นชื้นอีกรอบนาน 24 ชม. หรือจนกระทั่งเมล็ดเริ่มปริและเริ่มมีรากแทงออกให้เห็นจึงนำไปปลูก

หมายเหตุ : ไคโตซาน. ในยูเรก้า. ช่วยกำจัดเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนมากับเมล็ดพันธุ์ และช่วยส่งเสริมการงอกของรากจากเมล็ดด้วย

เตรียมหลักค้าง :
แคนตาลูปเป็นพืชเลื้อยไม่มีมือเกาะ การปลูกแบบให้เลื้อยขึ้นหลักเถา (ต้น) ละ 1 หลัก ระยะห่างระหว่างหลักเท่ากับระยะปลูก

กรณีปลูกในแปลงยกร่องให้กำหนดจุดที่จะปลูกจริงแล้วปักหลัก ณ จุดนั้น ส่วนการปลูกในถุงให้ปักลงกลางปากถุงทะลุลงดินลึกพอประมาณเพื่อให้หลักมั่นคง

ปักหลักแบบตั้งฉากกับพื้นหรือเอียงเล็กน้อยให้พิจารณาตามความเหมาะสมหรือความสะดวกในการเข้าไปทำงานที่สำคัญก็คือหลักนั้นต้องปักแน่นมั่นคง

ระยะปลูก :
- ปลูกลงแปลง ปลูกริมแปลงทั้ง 2 ด้านสลับฟันปลา ห่างจากขอบริมแปลง 20-30 ซม.ระยะห่างระหว่างต้น (หลุม) 50-75 ซม.ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

- ปลูกในถุง วางถุงห่างกัน 50-75 ซม. หรือตำแหน่งที่เหมาะสมตามความต้องการ

วิธีปลูก :
1. หยิบเมล็ดจากถุงห่มเบาๆ อย่าให้รากที่เริ่มงอกออกมาแล้วนั้นหัก กระทบกระเทือน หรือช้ำมากนัก เทคนิคอย่างหนึ่ง คือ ระหว่างที่ห่มเมล็ดให้หมั่นเปิดถุงห่มดูเป็นระยะๆ เมื่อเห็นว่ารากเริ่มปริ่มออกมาแล้วให้นำลงปลูกทันที ไม่ควรปล่อยให้รากออกมายาวเกินไปเพราะรากจะพันกันจนแกะไม่ออกหรือฉีกหักได้

2. ใช้ปลายไม้เล็กๆขุดหลุมลึก 1-1.5 ซม. วางเมล็ดลงไปแล้วเกลี่ยดินที่เป็นฝอยละเอียดกลบเบาๆ ไม่ต้องกดเพราะอาจจะทำให้รากขาดหรือหักได้

3. คลุมหลุมปลูกด้วยหญ้าหรือฟางแห้งหนาๆ ถ้าเป็นฟางหมักหมักชีวภาพจนเปื่อยยุ่ยจะดีมาก
4. ถ้ามั่นใจเปอร์เซ็นต์งอกให้หยอดหลุมละ 1 เมล็ด แต่ถ้าไม่มั่นใจให้หยอดหลุมละ 2 เมล็ด เมื่อต้นกล้าโตขึ้นได้ใบ 2-3 คู่แล้วให้เลือกคัดออก 1 ต้นด้วยการใช้กรรไกคมๆตัดต้นนั้นทิ้งไปแล้วทาแผลด้วยปูนกินหมาก ไม่แนะนำให้ถอนด้วยเมือเพราะจะกระทบกระเทือนต่อรากของต้นที่คงไว้

หมายเหตุ :
- การปลูกแคนตาลูปทำได้ 3 วิธี คือ ปลูกในถุง (มีค้าง). ปลูกในแปลง (มีค้าง). และปลูกบนพื้น(ไม่ต้องมีค้าง ปล่อยให้เลื้อยไปบนพื้น).

- ปลูกโดยเพาะเมล็ดในกระบะเพาะกล้าก่อนเมื่อกล้าโตได้ 4-5 ใบจึงย้ายลงปลูกในแปลงจริง หรือปลูกโดยหยอดเมล็ดลงในแปลงปลูก/ถุงปลูกโดยตรง วิธีปลูกให้หยอดเมล็ดในแปลงปลูก/ถุงปลูกโดยตรงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วกว่าวิธีปลูกแบบเพาะเมล็ดแล้วย้ายต้นกล้า 10-15 วัน


ขั้นตอนการปฏิบัติบำรุงต่อแคนตาลูป :
1. ระยะต้นกล้า :
ทางใบ :

- ให้ ไบโออิ + สารสกัดสมุนไพร ทุก 7 วัน ฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลงถึงพื้น ทุก 5-7 วัน
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน

ทางราก :
- ให้น้ำสม่ำเสมอพอหน้าดินชื้นด้วยระบบน้ำหยด
หมายเหตุ :
- ช่วงกล้าตั้งแต่เริ่มงอก ถึง ได้ใบ 4-5 คู่ ยังไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยทางราก ปล่อยให้ต้นรับสารอาหารจากดินปลูกที่เตรียมไว้ก็พอ

- หลุมที่หยอด 2 เมล็ด ถ้างอกเป็นต้นทั้ง 2 เมล็ดให้ตัดออก 1 ต้น โดยใช้กรรไกตัดโคนต้น ไม่ควรถอนเพราะจะทำให้กระทบกระเทือนรากของต้นที่เหลือ

2. ระยะต้นเล็ก :
ทางใบ :

- ให้ ไบโออิ + 25-5-5 (200 กรัม) + สารสกัดสมุนไพร ฉีดพ่นพอเปียกใบ ทุก 5-7 วัน
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก :
-ให้น้ำหมักชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง + 25-7-7 โดยการผ่านไปกับระบบน้ำหยดหรือฉีดพ่นบริเวณโคนต้น

- ให้น้ำสม่ำเสมอพอหน้าดินชื้นด้วยระบบน้ำหยด
หมายเหตุ :
- เริ่มให้ปุ๋ยทั้งทางรากและทางใบหลังจากต้นโตได้ใบ 4-5 คู่แล้ว
- แคนตาลูปเป็นพืชเลื้อยไม่มีมือเกาะ เมื่อเถาเริ่มยาว (สูง) ขึ้นให้ใช้เชือกผูกเข้ากับหลักหรือไม้ค้าง พร้อมกับใช้เชือกอีกเส้นหนึ่งผูกหลวมๆที่ยอดแล้วยกขึ้นเพื่อนำยอดขึ้นสูง เมื่อเถายาวขึ้นก็ให้ยกยอดสูงตามขึ้นไปเรื่อยๆ พยายามรักษาให้เถาตรงอยู่เสมอ

- ผลจาการเตรียมดินดีทำให้ได้ใบและเถาขนาดใหญ่ ซึ่งจะส่งผลไปถึงผลผลิตที่คุณภาพดีอีกด้วย

ตัดยอด เอาผล :
ปลูกขึ้นค้างแบบ 2 กิ่งแขนง :

- หลังจากต้นกล้าโตได้ใบ 5-7 ใบแล้วให้เด็ดยอดเหนือข้อของใบสูงสุดประมาณ ½ ซม. ทาแผลรอยด้วยปูนกินหมากเพื่อป้องกันเชื้อโรค

- หลังจากตัดยอดแล้วให้ปุ๋ยทางราก 25-7-7 อัตรา 1-2 ช้อนชา/ต้น โดยละลายน้ำรดหรือโรยแล้วรดน้ำตามโชกๆเพื่อละลายปุ๋ยก็ได้...จากนั้นต้นจะแตกยอดใหม่จากข้อใต้รอยตัด 2-3 ยอด เรียกว่า ยอดแขนง

- พิจารณาตัดทิ้งยอดแขนงที่ไม่สมบูรณ์ออกแล้วเก็บยอดแขนงที่สมบูรณ์ไว้ 2 ยอดซึ่งยอดแขนงนี้ คือ ยอดที่จะเอาผลในอนาคต เริ่มจัดระเบียบยอดแขนงให้เลื้อยไปในทิศทางที่จะไม่ชิดกับกิ่งแขนงข้างเคียงจนผลเบียดกันและเพื่อให้ใบทุกใบได้รับแสงแดดด้วย

- เมื่อยอดแขนงทั้งสองโตจะแตกยอดพร้อมกับดอกออกมาใหม่ตามข้อ (ที่ข้อมีใบ) ทุกข้อ ให้เด็ดยอดและดอกตั้งแต่แรกล่างสุดถึงยอดที่ 9 ทิ้งทั้งหมดแต่ให้คงเหลือใบไว้ วิธีเด็ดยอดและดอกทิ้งเหลือแต่ใบนี้วัตถุประสงค์หลัก คือ การไว้เถาและใบสำหรับเลี้ยงผลนั่นเอง

- หลังจากเด็ดยอดครบทั้ง 9 ยอดแล้วให้เก็บดอกระหว่างข้อที่ 10 ถึงข้อที่ 13 ไว้ รอจนกระทั่งดอกพัฒนาเป็นผลจึงพิจารณาตัดทิ้งผลไม่สมบูรณ์ออก 2 ผลแล้วเก็บผลที่สมบูรณ์ไว้เพียง 1 ผล...จากเถาต้นตอ 1 เถาหรือ 1 ต้นแล้วแตกแขนงเป็น 2 แขนง ใน 1 แขนงไว้ผล 1 ผล จึงเท่ากับเถาต้นตอ 1 ต้นหรือ 1 เถาได้ผล 2 ผลนั่นเอง

ปลูกให้เลื้อยไปกับพื้นแบบ 2 กิ่งแขนง :
- การบำรุงระยะกล้า. การเด็ดยอดกับดอก. การไว้ผล. ปฏิบัติเหมือนการปลูกแบบขึ้นค้าง
- ระยะที่เถาเจริญเติบโตเลื้อยไปกับพื้นนั้น ให้จัดระเบียบเถาไม่ให้ทับซ้อนกัน
- แคนตาลูปพันธุ์เบา (ซันเลดี้. เรดควีน.) ไว้ผลกิ่งแขนงละ 2 ผลได้ โดยให้แต่ละผลห่างกัน 8-10 ข้อใบ

- หลังจากติดเป็นผลแล้ว ให้จัดหาวัสดุรองรับผลไม่ให้ผิวสัมผัสพื้นโดยตรง พร้อมกับห่อผลเพื่อรักษาสีผิวให้สวย

ปลูกขึ้นค้างแบบ 3 กิ่งแขนง :
- การปฏิบัติเหมือนการปลูกให้เลื้อยไปกับพื้นแบบ 2 กิ่งแขนง ต่างกันที่ให้ไว้กิ่งแขนงที่เกิดจากการตัดยอดครั้งแรก 3 กิ่ง

- ไว้ผลจากกิ่งแขนงทั้ง 3 นี้ ณ ข้อใบที่ 13-14 กิ่งแขนงละ 1 ผล เท่ากับเถาต้นตอ 1 เถาได้ 3 ผล
หมายเหตุ :
- สายพันธุ์ติดผลดกสามารถไว้ผลมากกว่า 1 ผล/1 กิ่งแขนงได้ โดยไว้ผลที่ 2 สูงหรือห่างจากผลแรก 8-10 ข้อใบ ทั้งนี้จะต้องเลี้ยงเถาให้มีความยาวรอไว้ก่อน

- หลังจากได้จำนวนผลไว้ตามต้องการแล้ว ให้หมั่นเด็ดยอดแตกใหม่จากข้อที่อยู่สูงกว่าผลขึ้นไปทุกยอดเพื่อไม่ให้เกิดดอกจนเป็นผลซ้อนขึ้นมาอีก และเมื่อเถาโตจนถึงใบที่ 24-25 ก็ให้ตัดยอดเพื่อหยุดการเติบโตของเถา และเพื่อบังคับให้ต้นส่งธาตุอาหารไปเลี้ยงผลที่ไว้อย่างเต็มที่

- แคนตาลูปมีช่วงพัฒนาการทุกช่วงค่อนข้างสั้น การให้สารอาหารต่างๆผ่านทางใบนั้นให้ได้เพียง 1-2 ครั้งเท่านั้นซึ่งอาจจะไม่พอเพียง แนวทางแก้ไขคือ เตรียมสารอาหารต่างๆให้พร้อมไว้ในดินหรือวัสดุปลูกก่อนลงมือปลูก ทั้งนี้สารอาหารที่แคนตาลูปต้องใช้จริงจำนวน 3 ใน 4 ส่วนได้จากดินหรือวัสดุปลูก กับ 1 ใน 4 ส่วนได้จากทางใบ

3. ระยะออกดอก
ทางใบ :

- ให้ ฮอร์โมนไข่ไทเป + เอ็นเอเอ. + สารสกัดสมุนไพร ทุก 5-7 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 3 วัน
ทางราก :
- ให้ 8-24-24 (1-2 กก.)/ไร่
- ให้น้ำสม่ำเสมอพอหน้าดินชื้นด้วยระบบน้ำหยด
หมายเหตุ :
- ธรรมชาติของแคนตาลูปออกดอกเองเมื่อโตได้อายุโดยไม่ต้องเปิดตาดอก ก่อนถึงช่วงออกดอก 7-10 วัน ถ้าได้รับสารอาหารทางใบกลุ่มสะสมอาหารเพื่อการออกดอก (0-42-56 หรือ กลูโคส หรือ นมสัตว์สด อย่างใดอย่างหนึ่ง + ธาตุรอง/ธาตุเสริม) เพียง 1 รอบเท่านั้นก็จะช่วยให้ดอกที่ออกมาสมบูรณ์ดีกว่าไม่ได้ให้เสียเลยหรือปล่อยให้ออกแบบตามมีตามเกิด นอกจากนี้ต้น (เถา) ยังเขียวเข้มอวบอ้วนและเตี้ยทำให้ง่ายต่อการเข้าไปทำงานอีกด้วย

- ฉีดพ่นสารอาหารเพื่อบำรุงดอกด้วยเครื่องมือฉีดพ่นที่มีแรงลมพ่นเบาที่สุดตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนต่อส่วนต่างๆของดอก ฉีดพ่นที่ดอกโดยตรงพอเปียกหรือฉีดพ่นให้ทั่งทรงพุ่มพอเปียกใบก็ได้

- บำรุงดอกช่วงฝนชุกให้เน้น “สังกะสี และ แคลเซียม โบรอน” โดยให้เมื่อดอกออกมาแล้วหรือให้แบบสะสมล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดตาดอก ด้วยวิธีให้เดี่ยวๆหรือผสมรวมไปกับธาตุอาหารอื่นๆก็ได้

- การช่วยผสมเกสรด้วยมือโดยเด็ดดอกตัวผู้ ตัดกลีบดอกออกทิ้งเหลือแต่ก้านเกสรตัวผู้ นำไปผสมกับเกสรตัวเมียของดอกที่คงไว้จะช่วยให้ดอกนั้นพัฒนาเป็นผลคุณภาพดี

4. ระยะผลเล็ก :
ทางใบ :

ให้ ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นพอปียกใบ
- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรทุก 2-3 วัน
ทางราก :
- ให้ยิบซั่มธรรมชาติ 10% ของอัตราการให้เมื่อช่วงเตรียมดิน
- ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 25-7-7 (½-1 กก.) ละลายน้ำแล้วผ่านไปกับระบบน้ำหยดหรือฉีดพ่นบริเวณโคนต้น

5. ระยะผลกลาง
ทางใบ :

- ให้ ยูเรก้า + สารสกัดสมุนไพร 2 รอบ สลับด้วยแคลเซียม โบรอน 1 รอบ ห่างกันรอบละ 7 วัน ฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลงถึงพื้น
- ให้สารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก :
ให้น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง + 21-7-14 สลับกับ 8-24-24 ทุก 15-20 วัน โดยผ่านไปกับระบบน้ำหยดหรือฉีดพ่นบริเวณโคนต้น
หมายเหตุ :
- ถ้าติดผลดกมากควรให้ฮอร์โมนน้ำดำไบโออิ. กับ แคลเซียม โบรอน. 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 20-30 วัน โดยแบ่งให้ตลอดช่วงผลกลางจะช่วยให้ต้นไม่โทรมเนื่องจากแบกภาระเลี้ยงผลและทำให้ผลมีคุณภาพดี

- ให้กลูโคสหรือนมสัตว์สด 1 รอบ (ไม่ควรมากกว่านี้) เมื่ออายุผลได้ 50%
- ให้ฮอร์โมนสมส่วน 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 20-30 วันเพื่อขยายขนาดผล

6. ระยะผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว
ทางใบ :

- ให้ไบโออิ. + 0-21-74 (200 ซีซี.) หรือ 0-0-50 (200 ซีซี.) สูตรใดสูตรหนึ่ง + แคลเซียม โบรอน + สารสกัดสมุนไพร 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน ก่อนเก็บเกี่ยว ฉีดพ่นพอเปียกใบ

- ฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพร ทุก 2-3 วัน
ทางราก :
- เปิดหน้าดินโคนต้น
- ให้ 13-13-21 ละลายน้ำแล้วผ่านไปกับระบบน้ำหยด
หมายเหตุ :
- ถ้าการบำรุงดีถูกต้องสมบูรณ์แบบจริงๆ อายุผลตามสายพันธุ์ของแคนตาลูปจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก นั่นคือ สามารถเก็บเกี่ยว ณ วันครบอายุได้เลย

- มาตรการงดน้ำก่อนเก็บเกี่ยวมีความสำคัญมากต่อคุณภาพ (เนื้อ กลิ่น รส)ของแคนตาลูป กรณีที่ให้น้ำผ่านระบบน้ำหยดจะต้องหยุดให้ก่อนเก็บเกี่ยว 5-7 วัน ขั้นตอนนี้อาจเปิดหน้าดินโคนต้นเสริมด้วย

- แคนตาลูปไม่ใช่ผลไม้รสหวานจัด ดังนั้นการให้ปุ๋ยเพื่อเร่งหวานทั้งทางใบและทางรากจะช่วยให้รสหวานจัดขึ้น
- ให้กำมะถัน 1 รอบจะช่วยบำรุงให้กลิ่นดีขึ้น
- พิสูจน์คุณภาพผลด้วยการดมกลิ่น ถ้ามีกลิ่นหอมแสดงว่าดี ถ้าไม่มีกลิ่นหอมแม้จะเก็บเกี่ยวมาแล้วหลายวันก็ไม่กลิ่น

- ฮอร์โมนธรรมชาติและฮอร์โมนวิทยาศาสตร์จะให้ประสิทธิภาพเต็มร้อยก็ต่อเมื่อ ต้นมีสภาพความสมบูรณ์สูง

แคนตาลูปหรือแตงเทศเป็นพืชตระกูลแตง ประเทศไทยมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก เนื่องจากกำลังเป็นที่นิยมในตลาดทั่วไปและตลาดซุปเปอร์มาเก็ต มีเนื้อหนา กลิ่นหอม และความหวานสูง สามารถเก็บรักษาผลสุกไว้ได้นาน ขนส่งได้ในระยะทางไกลได้โดยไม่เสียหายมากนัก มีราคาค่อนข้างแพง ทั้งนี้เพราะพื้นที่ปลูกภายในประเทศยังมีปลูกอยู่น้อย เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ปลูกอยู่เป็นพันธุ์ลูกผสมของต่างประเทศที่มีราคาแพง และหาซื้อได้ยาก

พันธุ์ที่ส่งเสริม :
พันธุ์เนื้อสีเขียวหรือขาว ได้แก่ พันธุ์ไข่มุกลาย, ฮันนี่ดิว, เจดดิว พันธุ์เนื้อสีส้ม ได้แก่ ซันเลดี้, ทอปมารค์, นิวเซนจูรี

การปลูก :
การเพาะกล้า เมื่อกล้ามีอายุ 12-15 วัน สามารถย้ายปลูกลงแปลง ซึ่งสามารถปลูกได้ 2 วิธี คือ
1. การปลูกแบบขึ้นค้าง สามารถควบคุมคุณภาพของผลได้ดีและสม่ำเสมอ ขนาดแปลงหน้ากว้าง 80 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้น 20 ซม. มีร่องทางเดินระหว่างแปลงประมาณ 60 ซม. จากนั้นรดน้ำบริเวณแปลงให้ชุ่มคลุมแปลงด้วยพลาสติก 2 หน้า ๆหนึ่งมีสีดำและอีกหน้ามีสีเงินที่ใช้สำหรับคลุมแปลงปลูกแตงโดยเฉพาะ

2. การปลูกแบบปล่อยเลื้อยบนดิน แปลงปลูกจะกว้าง 3.5 ม. ปลูกเป็นแถวเดี่ยวตรงขอบแปลงด้านในทั้งสองข้างของแปลงระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 50 ซม. จำนวนต้น /ไร่ 8,500-9,000 ต้น / ไร่

การให้น้ำ :
แคนตาลูปเป็นพืชที่ต้องการน้ำสม่ำเสมอ แต่ไม่มากเกินไป วิธีให้น้ำควรปฏิบัติคือ การปล่อยน้ำตามร่อง ในแนวกลางระหว่างแถวปลูกและทางเดิน ปล่อยน้ำ 3-5 วัน / ครั้ง

การปฏิบัติอื่นๆ :
1. การเด็ดตาข้าง จะปล่อยให้แตงเลื้อยเฉพาะเถาหลัก จะเด็ดตั้งแต่ข้อที่ 1-7 สำหรับทุกพันธุ์ เพื่อไม่ให้แตกแขน
2. การเด็ดยอด เมื่อเถายาวประมาณ 170 ซม. หรือมีใบประมาณ 25-26 ใบ

---------------------------------------------------------------------------------------


.



กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©