-
++kasetloongkim.com++
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - * เล่าสู่ฟัง การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 7
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

* เล่าสู่ฟัง การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 7

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
หาวด้า
หาวด้า


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 11975

ตอบตอบ: 20/02/2026 1:15 pm    ชื่อกระทู้: * เล่าสู่ฟัง การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 7 ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

******************************************************************
............................... การเกษตรไทย ยุคใหม่ - 7 ..........................

*******************************************************************

เ ก ษ ต ร ปี้น ปั๊บ
A MAN CALLSIGN KIM ZA GASS

1. อินทรีย์นำ เคมีเสริม ตามความเหมาะสม ของ ....“?”.....

- ลดปุ๋ยเคมี เพิ่มปุ๋ยอินทรีย์ และสารปรับปรุงบำรุงดิน
- ลดธาตุหลัก เพิ่มธาตุรอง ธาตุเสริม ฮอร์โมน และจุลินทรีย์
- ปุ๋ยเคมีชีวะ มีในธรรมชาติ....ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ มีในกระสอบ
- จุลินทรีย์ไม่ใช่สารอาหารพืช แต่เป็นผู้สร้างสารอาหารให้พืช

2. ปัจจัยพื้นฐานการเกษตรด้านพืช
- ดิน น้ำ แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล สารอาหาร สายพันธุ์ โรค
- ตลาด ต้นทุน พันธะสัญญา อนาคต
- ปุ๋ย ยา เทคโน โอกาส

3. มิติเกษตร :
.... มิติ 1 : มูลค่าที่ดินวันนี้ไร่ละแสน (สมมุติ) ตกทอดเป็นมรดกให้หลานไร่ละล้าน
.... มิติ 2 : ขาย คือ ชีวิต/วงศ์ตระกูล/นามสกุล/ศักดิ์ศรี สูญสิ้นแล้วทุกสิ่งอย่าง
.... มิติ 3 : ขายใช้หนี้แล้วเช่าที่ตัวเองทำ อนาคตไม่แน่เพราะเจ้าของที่คนใหม่จะเอาคืนเมื่อไหร่ไม่รู้
.... มิติ 4 : สังคมโลกวันนี้ หยุดอยู่กับที่ = ถอยหลัง เพราะคนอื่นก้าวไปข้างหน้า
.... มิติ 5 : ทำแบบเดิม ทำตามคนที่ล้มเหลว VS ทำแบบใหม่ ทำตามคนที่สำเร็จ
.... มิติ 6 : เปิดตัว เปิดใจ รับข้อมูล VS ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว
.... มิติ 7 : ไม่รู้ไม่เป็น คือ ไม่เป็นไม่รู้ .... เกิดจากอะไร ? เกิดได้ยังไง ? แก้ไขได้ไหม ? แก้ไขอย่างไร ?
.... มิติ 8 : ทำเกษตรวันนี้ “ไม่รวยแต่เป็นหนี้” .... เกิดจากอะไร ? เกิดได้ยังไง ?
.... มิติ 9 : กับดักรายได้ปานกลาง สร้างเองแล้วเข้าไปอยู่เอง

ทำตามคนที่ล้มเหลวจะล้มเหลวยิ่งกว่า เพราะอยากเอาชนะ เขาใส่ปุ๋ย 1 เราต้องใส่ 2 เขาฉีดยา 1 เราต้องฉีด 2

ทำตามคนที่สำเร็จจะสำเร็จยิ่งกว่า เพราะเอาแนวเขามา ต่อยอด/ขยายผล เขาใส่ปุ๋ย 1 เราใส่แค่ครึ่งเดียว แล้วใส่ตัวเสริมประสิทธิภาพปุ๋ยแทน เขาฉีดยา เราไม่ฉีด แต่ใช้สารธรรมชาติแบบเข้มข้น บ่อยๆ สม่ำเสมอ แทน

ผลรับที่ได้ คือ ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลด อนาคตดี

4. @ เป็นนักวิจัยชาวบ้าน
@ แม่นสูตร แม่นหลักการ
@ ปลูกพืชตามใจพืชไม่ใช่ตามใจคน
@ ความถูกต้อง VS ความถูกใจ
@ คิด วิเคราะห์ เปรียบเทียบ
@ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน มาตรฐานโรงงาน มีหลักวิชาการรองรับ

5. อัจฉริยะสร้างเองได้ มาจาก แรงบันดาลใจ 99% ความขยัน 1% นั่นคือ ใครๆ ก็อัจฉริยะได้
- IQ คือ ความฉลาดเฉลียว .... EQ คือ ความมีน้ำใจ มนุษย์สัมพันธ์
- EQนำ + IQเสริม ประสบความสำเร็จมากกว่า IQนำ + EQเสริม

6. อยากทำปุ๋ยเอง แต่หาวัสดุส่วนผสมไม่ได้ : ไปที่ร้าน ให้ร้านสั่งให้ บอกสหกรณ์ที่หมู่บ้านเอาสินค้านี้มาขาย

อยากทำยาสมุนไพรเอง แต่ไม่รู้จัก หาซื้อไม่ได้ : ไปที่ร้านยาไทย บอกให้สหกรณ์ที่หมู่บ้านเอาสมุนไพร สำเร็จรูป/พร้อมใช้ มาขาย

อยากรู้เทคโนโลยี แต่ไม่รู้ ไม่เคยเห็น : อ่านตำรา ไปตามสวน ดูหลายๆ สวน แล้ว คิด/วิเคราะห์/เปรียบเทียบ ด้วยเหตุและผล

อยากได้โอกาส แต่ไม่รู้ ไม่เชื่อ : ถามคนขาย สินค้านั้นมาจากไหน ไปดูถึงแหล่ง แล้ว คิด/วิเคราะห์/เปรียบเทียบ ด้วยเหตุและผล

7. ต้นทุนทำเกษตรยุคนี้ ค่าปุ๋ย 30% ค่ายา 30% ค่าเทคโน 20% ค่าเสียโอกาส 20%
ต้นทุนที่จ่ายออกไป 80% เป็นต้นทุนที่สูญเปล่า
ต้นทุนลด ขายได้เท่าเดิม คือ กำไร

สวมวิญญาณนักปราชญ์ สุ-จิ-ปุ-ลิ
“+” อ่าน - ดู - ทำ - ใช้ - คิด – วิเคราะห์ - เปรียบเทียบ
“เพิ่ม” ขาย - แจก

8. ประเทศไทย ประเทศเกษตร 1 :
การศึกษาด้านเกษตรระดับ มัธยม อุดมศึกษา ปริญญาตรีโทเอก ไม่มีหลักสูตรการทำปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี ชนิด/ประเภท ทางใบ/ทางราก ฯลฯ ทั้งๆที่จำเป็นต้องใช้

นอกจากไม่มีหลักสูตรสอนแล้วยังไม่แนะให้ไปหาแหล่งเรียนรู้ด้วยตัวเองอีกด้วย นร.-นศ. จบไปแล้วจึงไม่คิด คิดไม่เป็น ไม่คิดที่จะทำเอง คิดแต่ซื้อ ที่ซื้อก็ซื้อตามโฆษณา

คนที่ทำปุ๋ยขายทุกวันนี้ ทำได้ทำเป็นเพราะ “ประสบการณ์ตรง” ของตัวเอง


9. ประเทศไทย ประเทศเกษตร 2 :
- นักเรียนอาชีวะเยอรมัน เรียน KNOWLEDGE 25% เรียน SKILL 75%
- นักเรียนอาชีวะไทย เรียน KNOWLEDGE 95% เรียน SKILL 5%

- ในหลักสูตรไม่มีเวลาสำหรับ SKILL ทางแก้ คือ เชิญเกษตรกรที่ สำเร็จ/ล้มเหลว มาเล่าประสบการณ์ตรงให้นักเรียนฟัง นอกเวลาเรียน พร้อมกับ ฝึก/สอน นักเรียนให้ซักถาม

- คนที่ทำปุ๋ยขายทุกวันนี้ ทำได้ทำเป็นเพราะ “ประสบการณ์ตรง” ของตัวเอง

10. หมอเรียนวิชาหมอ จึงมี ความรู้/ข้อมูล รักษาคนไข้ได้ หมอไม่ได้เรียนเกษตรจึงไม่มี ข้อมูล/ความรู้ เรื่องเกษตร ครั้นหมออ่านหนังสือเกษตรจึงมี ข้อมูล/ความรู้ แล้วทำเกษตรได้ ฉันใด ....

ผู้ฟัง/ประชาชนทั่วไป ไม่ได้เรียนเกษตร ไม่มีข้อมูลทางการเกษตร ไม่มีความรู้การเกษตร แต่อ่านหนังสือเกษตร ย่อม มีข้อมูล/ความรู้ เรื่องการเกษตรได้ ฉันนั้น

ฟัง 100 ครั้ง ไม่เท่าอ่าน 1 ครั้ง ......... อ่าน 100 ครั้ง ไม่เท่าทำเอง 1 ครั้ง

ทำ 100 ครั้ง ไม่เท่าขาย 1 ครั้ง ......... ขาย 100 ครั้ง ไม่เท่าแจก 1 ครั้ง

11. ข้อดีของปุ๋ยอินทรีย์ :
1. ช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน
2. อยู่ในดินได้นาน และค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างช้าๆ
3. ส่งเสริมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก
4. ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะส่งเสริมให้ปุ๋ยเคมีเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น
5. ได้ผลดีทั้ง ระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว
6. ทำเองได้
7. ทั่วโลกยอมรับ

12. ข้อด้อยของปุ๋ยอินทรีย์ :
1. มีปริมาณธาตุอาหารพืชต่อน้ำหนักปุ๋ยต่ำ ต้องใช้ปริมาณมาก สม่ำเสมอ
2. ใช้เวลานานในการปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ให้แก่พืช
3. ราคาต่อน้ำหนักของธาตุอาหารพืชมีราคาสูง
4. มีจำนวนจำกัด ไม่สามารถหาซื้อในปริมาณมากๆ ได้
5. ใช้ระยะเวลานาน ทั้งการผลิต และการใช้
6. มีข้อจำกัดในการเลือก สูตร/ชนิด/ประเภท ให้ตรงกับ ระยะ/ชนิด ของพืช
7. สิ้นเปลืองค่าขนส่งสูง

13. ข้อดีของปุ๋ยเคมี :
1. มีปริมาณธาตุอาหารพืชต่อน้ำหนักปุ๋ยสูง
2. ปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่พืชได้เร็ว
3. ราคาต่อน้ำหนักของธาตุอาหารพืชมีราคาต่ำ สะดวกต่อการขนส่งและเก็บรักษา
4. สูตรตรงตาม ชนิด/ระยะ/ปัจจัยเกี่ยวข้อง ของพืช
5. หาซื้อง่าย เพราะเป็นผลิตผลที่ผลิตได้จากโรงงาน สามารถผลิตได้จำนวนมากตามต้องการ

14. ข้อด้อยของปุ๋ยเคมี :
1. ไม่มีคุณสมบัติในการปรับปรุงคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของดิน
2. ปุ๋ยเคมีบางชนิด เช่น ปุ๋ยแอมโมเนีย ถ้าใช้ในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ดินเป็นกรดมากขึ้น .... ปุ๋ยฟอสฟอรัส ถ้าใช้ในดินปริมาณมากและติดต่อกันเป็นเวลานานจะตรึงปุ๋ยตัวอื่นไม่ปล่อยให้พืชนำไปใช้ได้

3. การใช้ปุ๋ยเคมีต้องระมัดระวัง เพราะปุ๋ยเคมีทุกชนิดมีความเค็ม ถ้าใส่มากหรือใส่ติดโคนต้นพืชจะเป็นอันตรายต่อต้นพืชและการงอกของเมล็ด

4. ต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องปุ๋ย
5. สูญเสียเงินตราของประเทศ

15. สมการปุ๋ย :
ปุ๋ยถูก + ใช้ผิด = ไม่ได้ผล
ปุ๋ยผิด + ใช้ถูก = ไม่ได้ผล
ปุ๋ยผิด + ใช้ผิด = ไม่ได้ผล ยกกำลังสอง
ปุ๋ยถูก + ใช้ถูก = ได้ผล ยกกำลังสอง
“ปุ๋ยถูก” = ถูกสูตร-ถูกประเภท-ถูก พีเอช.-ถูกปริมาณ-ถูกทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวปุ๋ย
“ใช้ถูก” = ถูกพืช-ถูกดิน-ถูกน้ำ-ถูกอุณหภูมิ-ถูกเครื่องมือ-ถูกทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวพืช

16. สมการยาสมุนไพร :
ตัวสมุนไพรถูก + ตัวศัตรูพืชถูก + วิธีทำถูก + ชนิดพืชถูก + วิธีใช้ผิด = ไม่ได้ผล
ตัวสมุนไพรถูก + ตัวศัตรูพืชถูก + วิธีทำถูก + ชนิดพืชผิด + วิธีใช้ผิด = ไม่ได้ผล ยกกำลังสอง
ตัวสมุนไพรถูก + ตัวศัตรูพืชถูก + วิธีทำผิด + ชนิดพืชผิด + วิธีใช้ผิด = ไม่ได้ผล ยกกำลังสาม
ตัวสมุนไพรถูก + ตัวศัตรูพืชผิด + วิธีทำผิด + ชนิดพืชผิด + วิธีใช้ผิด = ไม่ได้ผล ยกกำลังสี่

ตัวสมุนไพรผิด + ตัวศัตรูพืชผิด + วิธีทำผิด + ชนิดพืชผิด + วิธีใช้ผิด = ไม่ได้ผล ยกกำลังห้า
ตัวสมุนไพรถูก + ตัวศัตรูพืชถูก + วิธีทำถูก + ชนิดพืชถูก + วิธีใช้ถูก = ได้ผล ยกกำลังหก

17. สมการปุ๋ยอินทรีย์ :
- วัสดุหลักถูก+วัสดุเสริมถูก+จุลินทรีย์ถูก+วิธีทำถูก+เวลาถูก+อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องผิด = ไม่ได้ผล
- วัสดุหลักถูก+วัสดุเสริมถูก+จุลินทรีย์ถูก+วิธีทำถูก+เวลาผิด+อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องผิด = ไม่ได้ผล
- วัสดุหลักถูก+วัสดุเสริมถูก+จุลินทรีย์ถูก+วิธีทำผิด+เวลาผิด+อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องผิด = ไม่ได้ผล
- วัสดุหลักถูก+วัสดุเสริมถูก+จุลินทรีย์ผิด+วิธีทำผิด+เวลาผิด+อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องผิด = ไม่ได้ผล
- วัสดุหลักถูก+วัสดุเสริมผิด+จุลินทรีย์ผิด+วิธีทำผิด+เวลาผิด+อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องผิด = ไม่ได้ผล
- วัสดุหลักผิด+วัสดุเสริมผิด+จุลินทรีย์ผิด+วิธีทำผิด+เวลาผิด+อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องผิด = ไม่ได้ผล
- วัสดุหลักถูก+วัสดุเสริมถูก+จุลินทรีย์ถูก+วิธีทำถูก+เวลาถูก+อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องถูก = ได้ผล ยกกำลังห้า

ทุกหัวข้อต้อง “ถูก” เท่านั้น จึงจะ = ได้ผล .... หัวข้อใดหัวข้อหนึ่งเพียง “ผิด” = ไม่ได้ผลทันที

18. ปฏิทิน ลด-ละ-เลิก สารเคมี :
วันที่ 1 (ในปฏิทิน) ฉีดพ่น สารเคมี (ครั้งที่ 1) +สารสมุนไพร
วันที่ 2, 3, 4 เว้น
วันที่ 5 (ในปฏิทิน) ฉีดพ่นสารสมุนไพรเดี่ยวๆ
วันที่ 6, 7, 8 เว้น
วันที่ 9 (ในปฏิทิน) ฉีดพ่นสารสมุนไพรเดี่ยวๆ
วันที่ 10, 11, 12 เว้น
วันที่ 13 (ในปฏิทิน) ฉีดพ่น สารเคมี (ครั้งที่ 2) +สารสมุนไพร
วันที่ 14, 15, 16 เว้น
วันที่ 17 (ในปฏิทิน) ฉีดพ่นสารสมุนไพรเดี่ยวๆ

วันที่ 18, 19, 20 เว้น
วันที่ 21 (ในปฏิทิน) ฉีดพ่นสารสมุนไพรเดี่ยวๆ
วันที่ 22, 23, 24 เว้น
วันที่ 25 (ในปฏิทิน) ฉีดพ่น สารเคมี (ครั้งที่ 3) +สารสมุนไพร
วันที่ 26, 27, 28 เว้น
วันที่ 29 (ในปฏิทิน) ฉีดพ่นสารสมุนไพรเดี่ยวๆ
วันที่ 30, 31, 32 เว้น
วันที่ 33 (ในปฏิทิน) ฉีดพ่นสารสมุนไพรเดี่ยวๆ
วันที่ 37, 38, 39 เว้น
วันที่ 40 (ในปฏิทิน) ฉีดพ่นสารสมุนไพรเดี่ยวๆ

* ใช้สารเคมี ครั้งที่ 1 ใช้เต็มอัตราในฉลาก
* ใช้สารเคมี ครั้งที่ 2 ใช้ครึ่งหนึ่งของครั้งแรก
* ใช้สารเคมี ครั้งที่ 3 ใช้ครึ่งหนึ่งของครั้ง 2
* ใช้สารเคมี 3 ครั้งแล้ว ถ้าเอาศัตรูพืชไม่อยู่ต้องพิจารณา สารเคมีและวิธีการใช้
* ใช้สารสมุนไพรเต็มอัตราการใช้ ทุกครั้งที่ใช้
* ให้ปุ๋ยทางใบร่วมด้วยเมื่อครบรอบการให้ปุ๋ย

ว่านะ เจอสารเคมี (ถูกต้อง) แค่รอบเดียว เจอสารสมุนไพร (ยาน็อค) 2-3 รอบ แถมปุ๋ยเสริมความสมบูรณ์สร้างภูมิต้านทานในต้นอีก ศัตรูพืชตัวไหนก็อยู่ไม่ได้

หมายเหตุ : แต่ละรอบห่างกัน 3 วัน, เลือกใช้ เคมี/สารสมุนไพร ถูกต้องตามสมการฯ

19. แนวทางลดต้นทุน :
** ต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี ......... เลิก/เปลี่ยน วิธีเดิมเป็นแบบสีสันชีวิตไทยแนะนำ
** ต้นทุนค่าสารเคมี ....... ใช้สารสมุนไพร+ปุ๋ยทางใบ อาทิตย์ละครั้ง (ป้องกัน/กำจัด)
** ต้นทุนค่ายาฆ่าหญ้า .... ใช้เครื่อง ตัด/พรวน
** ต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ ..... ทำนาหยอด ทำนาดำเครื่อง
** ข้าวคุณภาพต่ำ ............. เลิก/เปลี่ยน วิธีเดิมเป็นแบบสันชีวิตไทยแนะนำ
** ข้าวราคาต่ำ ................. แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ขายแบบพันธะสัญญา
** ต้นทุนค่าเช่านา .......... แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ขายแบบพันธะสัญญา

- ต้นทนค่ายาฆ่าแมลง ใช้วิธี ลด/ละ/เลิก สารเคมี, ป้องกัน/กำจัด, ใช้ร่วมกับปุ๋ยทางใบ, ไอพีเอ็ม,
- จับหลัก "หัวใจเกษตรไท" *ปุ๋ย *ยา *เทคโน *โอกาส แล้วปรับทัศนคติจากที่เคยทำนาแบบเดิมๆ มาสู่การทำนาแบบใหม่ ปลูกข้าวตามใจข้าวไม่ใช่ตามใจคน

- อาชีพเกษตรกรรม หรืออาชีพอื่นใดก็สุดแท้ วันนี้ถึงยุคที่ต้อง “คิด//เปรียบเทียบ” แล้วว่า ทำแบบเดิมคงไม่มีอะไรดีกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ เพราะทุกอย่างเปลี่ยน
ไปวิเคราะห์ในทาง “ลบ” เช่น ต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี ค่ายาฆ่าแมลง ปัจจัยพื้นฐานฯ .... งานแบบนี้ต้องคิดเอาเอง

- เขียนรายการต้นทุนที่เป็นเงิน (เช่า ไถ ย่ำ พันธุ์ หว่าน/ดำ ฉีด ปุ๋ย ยา ฯลฯ) ขึ้นมาก่อน ทุกรายการ
- เขียนรายการต้นทุนที่ไม่ได้ซื้อ (ที่ดิน เวลา แรงงานตัวเอง โอกาส ฯลฯ) ขึ้นมาก่อน ทุกรายการ
- ประมาณการตลาดล่วงหน้าราคาขายว่า ขายแล้วจะได้เท่าไหร่
- คิด/วิเคราะห์/เปรียบเทียบ ต้นทุนระหว่างทำเอง 100% กับ ทำเองครึ่งนึ่งซื้อครึ่งนึง
- ลงทุนแก้ปัญหาครั้งเดียว เพื่อป้องกันปัญหาระยะยาว
- ใช้ เทคโนโลยีวิชาการ ผสมผสาน เทคโนโลยีชาวบ้าน
- ฉลาดเลือก ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้ ฉลาดวางแผน ฉลาดทำ เพื่อต้นทุนที่ต่ำกว่าแต่ประสิทธิภาพเหนือกว่า
- ใช้เครื่องทุ่นแรง เพื่อประสิทธิภาพประสิทธิผลของเนื้องาน
- ฯลฯ

20. ผู้มีหน้าที่และภารกิจส่งเสริมการเกษตร โดยอ้อม : ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ เทคโนโลยีการผลิต การแปรรูป การตลาด ค่านิยม ทัศนคติ

ผู้มีหน้าที่และภารกิจส่งเสริมการเกษตร โดยตรง : ก.เกษตรที่เกี่ยวข้องกับการผลิต
จิตอาสา : มูลนิธิ องค์กร เกษตรกรดีเด่น ปราชญ์ชาวบ้าน หมอดินอาสา

เกษตรกร : ขวนขวายไขว่คว้าใฝ่รู้ใคร่รู้ ฟัง-คิด-ถาม-เขียน อ่าน-ดู-ทำ-ใช้-คิด- วิเคราะห์-เปรียบเทียบ-ฟันธง

รัฐบาล คือ ผู้ให้นโยบาย กำหนดยุทธศาสตร์ .... ราชการ คือ ผู้ปฏิบัติ

21. ประสิทธิภาพ-ประสิทธิผล สปริงเกอร์ :
ที่ RKK แปลงไม้ผลแบ่งเป็นโซน ๆละ 50 ต้น ให้ น้ำ, น้ำ+ปุ๋ย, น้ำ+ยาสมุนไพร, น้ำ+ปุ๋ย+ยาสมุนไพร มีหม้อปุ๋ยประจำหน้าโซน ทำงานให้ทางใบครั้งละ 3-5 นาที ให้ทางรากครั้งละ 5-10 นาที ต่อการทำงาน 1 รอบ

ลากสายยาง 50 ต้น ๆละ 5 นาที = 250 นาที
สปริงเกอร์ 50 ต้น ใช้เวลา 5 นาที = 250 นาทีไฟฟ้า

สรุป : 5 นาทีไฟฟ้า ต่อ 1 ครั้งทำงาน .... ทำงาน 5ปี 10ปี 20ปี ค่าไฟฟ้าต่างกันเท่าไหร่ ?

22. สปริงเกอร์สั่งได้ :
ตี.5 :
ล้างน้ำค้าง ป้องกัน/กำจัด ราน้ำค้าง ราแป้ง ราสนิม
เที่ยง : ป้องกัน/กำจัด เพลี้ยไฟ ไรแดง ให้ ปุ๋ย/ฮอร์โมน
กลางวันฝนตก : ฝนหยุดแดดออก (ฝนต่อแดด) ล้างน้ำฝน ป้องกัน/กำจัด แอ็น
แทร็คโนส ....ไม้ผลระยะสะสมตาดอก หรือ ปรับ ซี/เอ็น เรโช ให้ปุ๋ยทางใบป้องกันการแตกใบอ่อน
ค่ำ : ป้องกันแม่ผีเสื้อเข้าวางไข่ ไข่แมลงฝ่อ ฆ่าหนอนที่ออกหากินลางคืน

ฉีดพ่นสารสมุนไพรบ่อยๆ ทุกวัน วันต่อวัน วันเว้นวัน ทำได้ตามต้องการ

23. เยอรมัน ซื้อลิขสิทธิ์สารอะแซดิแร็คติน ในสะเดาจากไทย
ฝรั่งเศส ซื้อลิขสิทธิ์สารแค็ปไซซิน ในพริกจากไทย
อเมริกา ซื้อลิขสิทธิ์ราติโนน ในหนอนตายหยากจากไทย
เยอรมัน-ฝรั่งเศส-อเมริกา ..... ซื้อลิขสิทธิ์ไปทำอะไร ?


สารออกฤทธิ์ในสมุนไพรที่มีผลต่อศัตรูพืช คือ กลิ่น (ทำให้แมลงไม่เข้าหาพืช)
รส (ทำให้แมลงไม่กัดกินพืช) ฤทธิ์ (ทำให้แมลง/หนอนตาย....ทำให้เชื้อ รา/แบคทีเรีย/ไวรัส ตาย)

24. แรงบันดาลใจ :
- วังขนาย ทำอ้อยได้ 100 ตัน/ไร่ ................ เราเอาแค่ 50 ตัน/ไร่
- มิตรผล ทำอ้อยได้ 50 ตัน/ไร่ ................... เราเอาแค่ 30 ตัน/ไร่
- สุพรรณบุรี ทำสำปะหลังได้ 60 ตัน/ไร่ .... เราเอาแค่ 30 ตัน/ไร่

- ปลูกไม้ผลยืนต้น ทำงานทั้งปี ได้ขายครั้งเดียว
- ปลูกไม้ผลอายุสั้น ทำงานทั้งปี ได้ขาย 3-4 ครั้ง
- ปลูกพืชราคาผลผลิตต่อ กก.แพงๆ ดีกว่าปลูกพืชที่ผลผลิตราคาถูกๆ

25. เกษตรแบบถอยหลัง 1 :
- ดำนาปลูกข้าวด้วยมือ ............................. ไม่ปลูกข้าวด้วยเครื่องหยอด
- ใช้ยาเคมีฆ่าหญ้า .................................... ไม่วิธีย่ำเทือกประณีต
- ใส่ปุ๋ยแบบหว่าน .................................... ไม่ใส่ปุ๋ยพร้อมทำเทือก
- ใส่ปุ๋ย 46-0-0, 16-20-0 (100 กก./ไร่) ......ไม่ใส่ 16-8-8 (10 กก.ไร่) +รอง/เสริม
- ได้ข้าวขายให้โรงสี ................................. ไม่แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม
- ทำคนเดียวตามอำเภอใจ .......................... ไม่รวมกลุ่มทำตามคนรับซื้อ
- ปลูกข้าวอย่างเดียว ................................... ไม่ปลูกพืชอื่น เสริม/แซม/แทรก

26. เกษตรแบบถอยหลัง 2 :
- แปลงเกษตรสาธิต รดน้ำด้วยฝักบัว .............ไม่ใช้สปริงเกอร์/หม้อปุ๋ย
- แปลงเกษตรสาธิต พรวนดินด้วยจอบ ..........ไม่ใช้รถไถโรตารี่
- แปลงเกษตรสาธิต ไถดินด้วยควาย ............ไม่ใช้รถไถโรตารี
- แปลงเกษตรสาธิต (พูด) ไม่ใช้สารเคมี ....... ไม่ใช้สมุนไพร ไม่ IPM
- แปลงเกษตรอินทรีย์ ปลูกกิน .................. ไม่ขาย เอาเงินที่ไหนเข้าบ้าน
- แปลงเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ............. ไม่ได้เกรอด เอ. ขายไม่ออก
- แปลงเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกอย่างเดียว ......... ไม่มีตัวตายตัวแทน

27. นาข้าว :
หอมมะลิ ทุ่งกุลาร่าเริง ได้ 35-40 ถัง/ไร่
หอมมะลิ ลำพูน พิจิตร นครชัยศรี ได้ 80 ถัง/ไร่
หอมมะลิเกวียนละ 15,000 ........ 3 ไร่ได้ 1 เกวียน = ได้ไร่ละ 5,000
ข้าวอย่างอื่นเกวียนละ 10,000 .... 1 ไร่ได้ 1 เกวียน = ได้ไร่ละ 10,000
ข้าวเปลือกขายที่โรงสี ได้เกวียนละ 12,000
ข้าวเปลือกสีเป็นข้าวกล้อง ได้เกวียนละ 30,000 (+)
นา 10 ไร่ ได้ข้าว 10 เกวียน ............……....... ความจริง ได้มากกว่า
ขายเกวียนละประมาณ 10,000 บาท ............... ความจริง ได้มากกว
นั่นคือ 10 x 10,000 = 100,000 .………........ ความจริง ได้มากกว่า

นา 10 ไร่ ลงทุน ค่าปุ๋ยทำเอง+ค่าปุ๋ยเสริมจากร้าน 4,000 .... ความจริง จ่ายน้อยกว่า
คิดแล้ว (4,000 หาร 10) ตกไร่ละไม่ถึง 400 .................. ความจริง จ่ายน้อยกว่า
นั่นคือ ได้กำไรเฉียดล้าน ต่อนา 1 รุ่น ............................. ความจริง ได้มากกว่า
ทำนาปีละ 2 รุ่น คือ 2 คูน = ? ................................... ความจริง ได้มากกว่า

แง่คิดเรื่องปุ๋ย :
*** คนเดียว “ซื้อ+ทำเอง” = ต้นทุนลด ขายได้เท่าเดิม นั่นคือ กำไรเพิ่ม
*** รวมกลุ่ม “ซื้อ+ทำเอง” = ต้นทุนลด ขายได้เท่าเดิม นั่นคือ กำไรเพิ่มเพิ่ม
*** ปุ๋ย ยา เทคโน (วิธีการ) โอกาส คือ หัวใจ ของหัวใจ ของการเกษตร ของชีวิตของชีวิต

ข้าวเปลือก 1 เกวียน ทำจมูกข้าวแค็ปซูล น้ำมันรำแค็ปซูล ราคาเหยียบแสน

เปรียบเทียบปริมาณผลผลิต นาดำ - นาหว่าน :
* พื้นที่ 1 ตร.ศอกแขน .... นาดำ :

ข้าว 1 เมล็ด = 1 กอ แตกกอได้ 50 ลำ ลำใหญ่เท่าหลอดดูดเฉาก๊วย
1 ลำ = 1 รวง, 1 รวง = 100 เมล็ด, 50 ลำ/รวง = 5,000 ม.
ต้นทุน.... นาดำ ๆด้วยรถดำนา (เมล็ดพันธุ์, กล้า, ค่าจ้าง).... นาหยอด ๆด้วยเครื่องหยอด(เมล็ดพันธุ์, กล้า, ค่าจ้าง)

* พื้นที่ 1 ตร.ศอกแขน .... นาหว่าน :
ข้าว 10 เมล็ด = 10 กอ ไม่แตกกอได้ 10 ลำเท่าเดิม ลำใหญ่เท่าหลอดดูดยาคูลท์
1 ลำ = 1 รวง, 1 รวง = 100 เมล็ด, 10 ลำ/รวง = 1,000 เมล็ด

ต้นทุน (เมล็ดพันธุ์, ค่าแรง, น้ำมัน)
* หาข้อมูลทางวิชาการเรื่อง “พืชตระกูลข้าว” จาก เอกสารตำราที่มี รายละเอียด/หัวข้อ/เรื่อง/ฯลฯ ว่าด้วย “ดิน-น้ำ-แสงแดด/อุณหภูมิ/ฤดูกาล-สารอาหาร-สายพันธุ์-โรค-ตลาด-ต้นทุน-แปรรูป-เทคโนโลยี-เครื่องทุ่นแรง-บริหารจัดการ-บรรจุภัณฑ์-ฯลฯ” ที่ เกี่ยวข้อง/เกี่ยวเนื่อง/เกี่ยวพัน/เกี่ยวก้อย ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมกับพืชตระกูลข้าว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ให้มากที่สุด

* หาข้อมูลทางประสบการณ์ตรงเรื่อง “การทำนาข้าว” จาก “พ่อแม่/ญาติ/เพื่อนบ้าน/ฯลฯ ที่ทำกับมือ ทั้งที่ “สำเร็จและล้มเหลว” ให้มากที่สุด แล้ว “คิด/วิเคราะห์/เปรียบเทียบ” อย่างเป็นเหตุเป็นผล ถึงสาเหตุและผลรับ

* หาข้อมูลเรื่อง “ต้นทุน” ทุกรายการที่ “ซื้อ/ทำเอง/เช่า/จ้าง” ต่อผล “ระยะสั้น ระยะปานกลาง ระยะยาว”

* หาข้อมูลเรื่อง “จ้างแรงงาน” ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการจ้าง และรายละเอียดอื่นๆ

* หาข้อมูลเรื่อง “เครื่องทุ่นแรง” ประเภทเครื่องจักรกล เช่น รถไถ รถดำ รถหยอด รถเกี่ยว เครื่องสี เครื่องแปรรูป ฯลฯ ในรูปแบบของการ ซื้อ/เช่า/จ้าง

* หาข้อมูลเรื่อง “การตลาด” ขายให้โรงสี ขายเป็นข้าวปลูก สีเป็นข้าวกล้อง ขาย ส่ง/ปลีก/พันธะสัญญา

* หาข้อมูลเรื่อง “การแปรรูป” ว่าด้วยเครื่องจักร ชนิด/ประเภท
* หาข้อมูลเรื่อง “การปฏิบัติ” ศึกษาส่วนที่จะเป็นปัญหาทุกประเด็นแล้วป้องกันล่วงหน้า วางแผนจัดตารางเวลางาน เปิดตำรา ทำตามโผ

* หาข้อมูลเรื่อง “ไม่คาดคิด” ....
* หาข้อมูลเรื่อง “ปชส.” โฆษณาในโซเชียล
- บันทึกทุกเรื่องเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมนำมา “คิด/วิเคราะห์/เปรียบเทียบ” ซ้ำได้ทุกเมื่อ
- ปรึกษา ผู้ร่วมงานในบ้าน-บุคคลนอกบ้าน บ่อยๆ เมื่อมีโอกาส

28. รอนักวิจัย :
- สารบำรุงข้าว ทุกสายพันธุ์ ให้หอมเหมือน กข105
- ปุ๋ย ทางใบ/ทางราก บำรุงข้าว ได้ 200 ถัง/ไร่
- ปุ๋ยสูตรเฉพาะ ประเภทแทงเข้าต้น
- สารพิเศษช่วยเสียบยอดพืชต่างตระกูล (ทุเรียนกับมะม่วง มะลิกับกุหลาบ มะระกับฟัก ฯลฯ)
- สารสมุนไพรที่สารออกฤทธิ์แรงกว่าธรรมชาติ 10 เท่า

29. งานส่งเสริมการเกษตร ในฝัน :
- เกษตรจังหวัด จัดรายการเกษตรทางวิทยุ สถานีวิทยุชุมชน มอบหมายให้เกษตรอำเภอรับผิดชอบวันละ 1 อำเภอ ไม่จำกัดการมีผู้สนับสนุนรายการ

- วิทยุคลื่นหลัก AM/FM กองทัพบก เรือ อากาศ ตำรวจ มีสถานีวิทยุในความรับผิดชอบ จัดรายการเกษตรทางวิทยุ ด้วยกำลังพลของตน ไม่จำกัดการมีผู้สนับสนุนรายการ

- รัฐบาลให้งบ 100 ล้าน ส่งเสริม/แจกฟรี กาวเหนียวดักแมลง ถึงระดับตำบล มอบหมายให้ จนท.เกษตรตำบล รับผิดชอบ/วางแผน/ปฏิบัติการ/ประเมินผล/แก้ปัญหา/แผนการปฏิบัติในอนาคต/ปชส.ผลงาน/ฯลฯ

- รัฐบาลส่งเสริมโรงงาน รูปบริษัท SME OTOP ผลิต/จำหน่าย/เผยแพร่/ปชส./ส่งออก/ฯลฯ สารสมุนไพร ป้องกัน/กำจัด ศัตรูพืช สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ และงดภาษีทุกรูปแบบเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ราคาถูก

- จนท.เกษตร ส่งเสริม/สนับสนุน เกษตรกรทุกระดับทำ ปุ๋ยเคมี/ฮอร์โมน-ชนิดน้ำ/ให้ทางใบ/สารสมุนไพร/เครื่องทุ่นแรง/ฯลฯ เป็น

- สถานศึกษาทุกระดับที่มีหลักสูตรการเกษตรด้านพืช สอนการทำ ปุ๋ยเคมี/ฮอร์โมน-ชนิดน้ำ/ให้ทางใบ/สารสมุนไพร/เครื่องทุ่นแรง/ฯลฯ

- งานส่งเสริมการเกษตร เน้นการตลาด (ราคาขาย) แล้ว ควรส่งเสริมการบริหารต้นทุน และแปลงภาษาวิชาการเป็นการปฏิบัติ

30. ที่บึงกาสาม หนองเสือ ปทุมธานี ทำปุ๋ยน้ำทางใบส่งตามออร์เดอร์เดือนละ 20,000 ล. ขึ้นเรือที่แหลมฉะบัง ไปขึ้นเรือใหญ่ต่อที่แปซิฟิค ที่เรือใหญ่ทำบรรจุขวดเล็ก แล้วติดยี่ห้อเป็นภาษาประเทศที่จะส่ง

ส่งฟิลิปปินส์ ................ ติดฉลากภาษาฟิลิปปินส์
ส่งไต้หวัน ................... ติดฉลากภาษาไต้หวัน
ส่งจีน ........................ ติดฉลากภาษาจีน
ส่งอินโดเนเซีย .............. ติดฉลากภาษาอินโดเนเซีย
ส่งมาเลเซีย ................. ติดฉลากภาษามาเลเซีย
ส่งเวียดนาม ................. ติดฉลากภาษาเวียดนาม
ไม่รู้ว่าส่งมาไทยหรือเปล่า ......... กำลังจะบอกว่า แบบนี้บ้านคุณก็ทำได้ ว่ามั้ย...

31. เกษตรแจ๊คพ็อต :
มะลิหน้าหนาว/วันครู, กุหลาบวาเลนไทน์, มะนาวหน้าแล้ง, กล้วยหอมตรุษจีน/สารทจีน/เชงเม้ง/ไหว้พระจันทร์, ผักชีหน้าฝน, มะเขือเทศหน้าหนาว, หน่อไม้หน้าแล้ง, บัวเข้าพรรษา, กล้วยไข่สารทไทย, ไม้ผลนอกฤดู

ผลผลิตระดับ ซูพรีม พรีเมียม เกรด เอ. จัมโบ้ โกอินเตอร์ ขึ้นห้าง ออกนอกฤดู ปลอดสารเคมี คนนิยม

แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม กลิ่นอะโรม่า น้ำหอมดอกไม้ น้ำมันรำแค็ปซูล จมูกข้าวแค็ปซูล ผลไม้อบแห้งกระป๋อง ผลไม้แช่อิ่มกระป๋อง

32. โรคมีเชื้อ : เกิดจากเชื้อโรค (มีชีวิต เกิด/กิน/แก่/เจ็บ/ตาย/ขยายพันธุ์) กลุ่ม รา แบคทีเรีย ไวรัส พลาสม่า ....

การปฏิบัติ :
- บำรุงต้นสร้างความสมบูรณ์สะสมเป็นภูมิต้านทาน
- ใช้สารเคมีเดี่ยวๆ หรือสารสมุนไพรเดี่ยวๆ หรือ สารเคมี+สารสมุนไพร
- ใช้มาตรการ ป้องกัน/กำจัด อย่าง เหมาะสม/ถูกต้อง
- ใช้จุลินทรีย์มีประโยชน์
- ยึดหลักสมการยา
- ไอพีเอ็ม

33. โรคไม่มีเชื้อ : เกิดจากต้นพืชขาดสารอาหาร หรือปัจจัยพื้นฐานฯ ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่เหมาะสม
การปฏิบัติ :
- ลดปุ๋ยเคมี เพิ่มปุ๋ยอินทรีย์ และสารปรับปรุงบำรุงดิน
- ลดธาตุหลัก เพิ่มธาตุรอง/ธาตุเสริม และฮอร์โมน
- จับหลักสมการปุ๋ย
- จับหลักสมการยา
- บริหารปัจจัยพื้นฐานเพื่อการเพาะปลูกที่ ถูกต้อง/เหมาะสม

34. เทคโนโลยีเครื่องทุ่นแรงฯ 1 :
- งานอุตสาหกรรมพยายามเสาะแสวงลงทุนใช้เทคโนโลยีเครื่องทุ่นแรงใหม่ๆเสมอ
- งานเกษตรกรรม "ปิดรับ" เทคโนโลยีเครื่องทุ่นแรงทุกชนิดอย่างสิ้นเชิง

- งานอุตสาหกรรม พยายามสร้างผลผลิตให้ล้ำหน้าคู่แข่ง 1 ก้าวเสมอ
- งานเกษตรกรรม ทำตามคนอื่นๆ เดี๊ยะ ถึงขนาดบอก "แถวนี้ไม่มีใครทำ"

- งานอุตสาหกรรมเอาความรู้วิชาการมา “บริหาร-จัดการ” เสมอ ตั้งเริ่มต้นจนจบ
- งานเกษตรกรรม “บริหาร-จัดการ” แบบเดิมๆ ตามประเพณี ตามข้างบ้าน ตามโฆษณา

สวนยกรองน้ำหล่อ รดน้ำด้วยเรือปากเป็ด ใช้เวลาเช้ายันเที่ยงบ่าย ให้น้ำได้อย่างเดียว ให้ ปุ๋ย/ยา ต้องสะพายเป้ลากสายยางต่างหาก งานนี้ ค่าไฟฟ้า/ค่าน้ำมัน/ค่าแรง/ค่าเวลา/คาเนื้องาน/ค่าเครดิต/ค่าโอกาส/ค่าอารมณ์ เทาไหร่ ?.... คิดใหม่-ทำใหม่ ปรับร่องเป็นน้ำเลี้ยงปลา ปลาละร่องๆ เลี้ยงผักบุ้งทอดยอดเย็นตาโฟ เลี้ยงผักกะเฉด ทำค้างคร่อมร่องปลูกมะระฟักเขียวบวบ ได้พื้นที่ คืน/เพิ่ม อีกไม่น้อย.... บนสันแปลงติด สปริงกอร์-หม้อปุ๋ย ช่วยประหยัด ค่าไฟฟ้า/ค่าน้ำมัน/ค่าแรง/ค่าเวลา/ค่าเนื้องาน/ค่าเครดิต/ค่าโอกาส/ค่าอารมณ์ เท่าไหร่ ?

35. เทคโนโลยีเครื่องทุ่นแรงฯ 2 :
- ติดสปริงเกอร์ หัวแรกออกแรง หัวกลางออกกลาง หัวท้ายออกค่อย ใช้รดน้ำอย่างเดียวยังไม่ 100% ปล่อย ปุ๋ย/ยา ไปกับสปริงเกอร์ไม่ได้ แบบนี้คุ้มค่าเหรอ ?

- ลูกจบปริญญา มีสวนไม้ผลขนาดใหญ่ ปล่อยพ่อแม่ทำ ติดสปริงเกอร์โคนต้นให้น้ำ แต่ลากสายยางฉีดพ่นทางใบต่างหาก ต้นทุน ค่ากตัญญู/ค่าไฟฟ้า/ค่าน้ำมัน/ค่าแรง/ค่าเวลา/ค่าเนื้องาน/ค่าเครดิต/ค่าโอกาส/ค่าอารมณ์ เท่าไหร่ ?

- แอร์บลาสส์ คันละล้าน (ตัวแอร์บลาสส์ 5 แสน ตัวแทร็คเตอร์ลาก 6 แสน) ต้องเว้นพื้นสวนให้เป็นถนน (เสียพื้นที่) ทำงานได้เฉพาะเวลาเท่านั้น ค่าน้ำมัน/ค่าแรง/ค่าเวลา/ค่าเนื้องาน/ค่าเครดิต/ค่าโอกาส/ค่าอารมณ์ เท่าไหร่ ?

ไม่คิด ไม่ยอมรับ ทั้งๆที่รู้ ใช้หม้อปุ๋ยฉีดพ่นสารสมุนไพรอย่างเดียว รุ่นเดียว ก็คุ้มต้นทุน

36. อินทรีย์ - เคมี :
- เกษตรอินทรีย์ ปฏิเสธปุ๋ยเคมี ได้เกรดฟุตบาท ปริมาณน้อย ตลาดไม่รับ = ไม่ได้อะไรเลย ?
- เกษตรเคมี ปฏิเสธอินทรีย์ ได้เกรดฟุตบาท+จัมโบ้ ปริมาณน้อย+มาก ตลาดไม่รับ+รับ = ได้/ไม่ได้ เท่ากัน ?

- เกษตร อินทรีย์นำ เคมีเสริม ตามความเหมาะสมของ “พืชเล็ก อายุสั้นฤดูกาลเดียว” ได้เกรดจัมโบ้ ปริมาณมาก ตลาดรับ = ได้

- เกษตร เคมีนำ อินทรีย์เสริม ตามความเหมาะสมของ “พืชใหญ่ อายุยืนนาน” ได้เกรดจัมโบ้ ปริมาณมาก ตลาดรับ = ได้ปุ๋ยเคมี คือ สารอาหารไม่ใช่สารพิษ

37. เกษตรปฏิเสธ :
- สปริงเกอร์ หม้อปุ๋ยหน้าโซน หม้อปุ๋ยที่ปั๊ม
- ปุ๋ยทางใบ
- วิธีการใส่ปุ๋ยอย่างถูกต้อง
- ป้องกันศัตรูพืช แทนการกำจัด
- บำรุงพืช สร้างภูมิต้านทานสู้ศัตรูพืช
- ชื่อปุ๋ย ประสิทธิภาพของปุ๋ยแต่ละตัว
- ปุ๋ยสูตรตาม ชนิด/ระยะ พืช
- รวยด้วยกัน
- ลงทุนครั้งเดียว

38. สารเคมียาฆ่าแมลง :
- คนใช้รับ 9 ใน 10 ส่วน ..... คนกินรับ 1 ใน 10 ส่วน
- สารเคมี 1 อย่าง สำหรับศัตรูพืช 1 ชนิดเท่านั้น
- สารเคมีเป็นกรด การใช้ต้องปรับ กรด/ด่าง ของน้ำให้เป็น “กรด” ก่อนทุกครั้ง
- ปรับน้ำเป็นกรดแล้ว ใช้สารเคมีเพียง “10%” ของอัตราใช้ที่กำหนดก็พอแล้ว
- สารเคมีตัวหนึ่งมี “ฤทธิ์” กำจัดศัตรูพืชเฉพาะตัวหนึ่ง แต่ยังมี “กลิ่น-รส” ไล่ศัตรูพืชตัวอื่นๆ ได้อีกด้วย
สารเคมีเป็นกรด น้ำเป็นด่าง .... กรด + ด่าง = เกลือ + น้ำ (เสื่อม-วิชาเคมี)
ทฤษฎีนี้ ไม่มีคนขายสารเคมีบอก .... คนใช้ก็ไม่ถาม

39. เกษตรแปลงเล็ก ขายใหญ่ ราคาแพง ตลาดต้องการ : :
- พืชกลุ่มผัก ชะอม 3 ไร่, ผักหวานบ้าน 3 ไร่, มะกรูดตัดใบ 4 ไร่ มีเงินเข้าบ้านทุกวัน วันละ 3,000
- ชะอม 3 ไร่ แรงงานคนเดียว มีเงินเข้าบ้านทุกวัน วันละ 500-1,000
- พืชไร่ งา .... งา ราคาแพงกว่าถั่วไร่ทุกชนิด, วันนี้ไม่พอส่งออก
- พืชกลุ่มกินผล (ระยะชิดพิเศษ) .... ทุเรียน หมอนทองออกลูกตลอดปี พวงมณีดกที่สุด 100 ต้น/ไร่, .... มะนาว ออกลูกตอดปี ทำแจ๊คพ็อตออกหน้าแล้ง ระยะชิด 200 ต้น/ไร่

- พืชดอก ไม้มาลัย (มะลิ รัก กุหลาบหนู จำปี)

- ไฮโดรโปรนิกส์
- เกษตรคอนโด
- เกษตรท่องเที่ยว
- เกษตรพันธะสัญญา
- เกษตรแจ๊คพ็อต .... ผักชีไทย หน้าฝน ฝนชุก ไร่ละ 100,000 .... ผักหน้าหนาวปลูกหน้าแล้ง ผักหน้าแล้งปลูกหน้าหนาว ราคาดีทั้งนั้น .... มะลิหน้าหนาว มะนาวหน้าแล้ง กล้วยหอมตรุษจีน สาร์ทจีน เชงเม้ง ไว้พระจันทร์ .... นอกฤดู ซูพรีม พรีเมียม เกรด เอ. จัมโบ้ โกอินเตอร์ ขึ้นห้าง ออกนอกฤดู ปลอดสารเคมี คนนิยม

- แตงโม/แคนตาลูป 3 เหลี่ยม, 4 เหลี่ยม, 5 เหลี่ยม, 6 เหลี่ยม, สลักนูน/ต่ำ ออร์เดอร์
- เห็ดโรงเรือน (หลินจือ ถังเฉ้า เข็มทอง ฯลฯ)

การตลาดนำการผลิต :
- หลบตลาด : ข้างบ้านปลูก เราไม่ปลูก ............. อะไรราคาแพง ไม่ปลูก
- สร้างตลาด : ข้างบ้านไม่ปลูก เราปลูก ............ อะไรราคาถูก จงปลูก
- ขายปุ๋ย ขายยา ทำเกษตรพันธะสัญญาแล้วรับซื้อผลผลิตไปส่งตลาดกลางเอง
- จับหลักหัวใจเกษตร ปุ๋ย/ยา/เทคโน (วิธี)/โอกาส .... เพื่อ ผลผลิตเพิ่ม (คุณภาพ/ปริมาณ) ต้นทุนลด อนาคตดี
- แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม .... คุณภาพ บรรจุภัณฑ์ ปชส.
- รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่

40. ขั้นตอนบำรุง ไม้ผลยืนต้น :
1. ตัดแต่งกิ่ง
2. เรียกใบอ่อน (ฟื้นฟูสภาพต้น เรียกความสมบูรณ์กลับคืนมา
3. ตรวจสอบผลการเรียกใบอ่อน
4. เร่งใบอ่อนเป็นใบแก่
5. เรียกใบอ่อนรอบ 2
6. ตัดแต่งกิ่งรอบ 2
7. สะสมตาดอก ....(สะสมแป้งและน้ำตาล)
8. ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนปรับ ซี/เอ็น เรโช
9. ปรับ ซี/เอ็น เรโช .... (เพิ่ม ซี. ลด เอ็น.)

10. ตรวจสอบความพร้อม ซี/เอ็น เรโช
11. ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเปิดตาดอก
12. เปิดตาดอก
13. บำรุงดอก (ฝน-แล้ง)
14. บำรุงผลเล็ก
15. ตัดแต่งผลเล็ก
16. บำรุงผลกลาง
17. บำรุงผลแก่ก่อนเก็บเกี่ยว (ฝน-แล้ง)
18. ป้องกันศัตรูพืช ทุกระยะ
19. ให้ ปุ๋ย/ฮอร์โมน - ทางใบ/ทางราก ตามหลักสมการปุ๋ย
20. อื่นๆ กรณีเฉพาะ ฯ

................. 41. สูตรปุ๋ยตามระยะไม้ผล ................................
...ทางใบ ....................ระยะ ........................ ทางราก ...........
. 25-5-5 ............... เรียกใบอ่อน ................... 25-7-7 ...........
. 20-20-20 ........ เร่งใบอ่อนเป็นใบแก่ .............. 25-7-7 ...........
. ธาตุรอง/ธาตุเสริม .. ปรับ ซี/เอ็น เรโช .................. งดน้ำ .............

.13-0-46, 0-52-34, 0-42-56 ...... สะสมตาดอก .......... 8-24-24

. ไธโอยูเรีย ............... เปิดตาดอก .................. น้ำเล็กน้อย .........
. 0-42-56 ............. บำรุงดอก (ฝน) ............... 8-24-24 ..........
. 15-45-15 ........... บำรุงดอก (แล้ง) .............. 8-24-24 ..........
. 21-7-14 ............ บำรุงผลเล็ก-กลาง ............. 21-7-14 ..........
. 0-21-74 ......... บำรุงผลแกก่อนเก็บเกี่ยว .......... 13-13-21 ........

42. ตรวจสอบจุลินทรีย์น้ำ : (สี. กลิ่น. กาก. ฝ้า. ฟอง. รูป. กรด-ด่าง)
สี...... น้ำตาลอ่อน ถึง น้ำตาลไหม้ แต่ไม่ถึงกับดำ ขึ้นอยู่กับปริมาณกากน้ำตาล
กลิ่น... หวานอมเปรี้ยว ออกฉุดนิดๆ ดมแล้วไม่เวียนหัว ไม่น่ารำคาญ
กาก... ส่วนที่อ่อนนิ่ม ถึง เละ จะนอนก้น ส่วนที่แข็งหยาบจะลอยหน้า
ฝ้า..... สีขาวอมเทา พวกนี้เป็นจุลินทรีย์กลุ่ม "รา" ที่ตายแล้ว เมื่อคนลงไปจะกลายเป็นสารอาหารของพวกที่ยังไม่ตาย

ฟอง... ปล่อยวางนิ่งๆ จะมีฟองเล็กๆ ละเอียดๆ ผุดขึ้นมาจากด้านล่าง เกิดจากกระบวนการจุลินทรีย์ ฟองผุดบ่อยๆ ฟองขนาดใหญ่ แสดงว่าจุลินทรีย์มากและแข็งแรง ถ้าไมมีฟองก็แสดงว่าไม่มีจุลินทรีย์

รูปลักษณ์..... ขุ่น ใส มีตะกอนละเอียดแขวนลอย
กรด-ด่าง......ค่า พีเอช 4.0- 6.0

ทดสอบ :
กรอกใส่ขวด แล้วปิดปากขวดด้วยลูกโป่ง ทิ้งไว้ในร่ม อุณหภูมิห้อง ไม่คนไม่เขย่า นาน 24 - 48 - 72 ชม. สังเกต.....

1. ลูกโป่งพอโต โตมากแสดงว่ามีจุลินทรีย์กลุ่มต้องการอากาศจำนวนมาก แข็งแรง พองน้อยจุลินทรีย์น้อย ไม่พองเลยก็แสดงว่าไม่มีจุลินทรีย์

2. ช่วงแรกที่ลูกโป่งพอโต ต่อมาลูกโป่งยุบแล้วถูกดูดเข้าไปในขวด กรณีนี้เกิดจากจุลินทรีย์กลุ่มไม่ต้องการอากาศ ก็แสงดงว่าจุลินทรีย์กลุ่มต้องการอากาศตายหมดแล้ว จุลินทรีย์กลุ่มไม่ต้องการอากาศเกิดขึ้นมาแทน

3. บรรจุขวดพลาสติกเปล่า ปิดฝาสนิท แน่น วางทิ้งไว้ ถ้าขวดบวมพองออกแสดงว่าเป็นจุลินทรีย์ดี เป็นจุลินทรีย์กลุ่มต้องการอากาศ ถ้าขวดไม่บวมพองหรือบวมพองน้อยก็หมายถึงจุลินทรีย์เหมือนกัน ก็ได้

4. บรรจุขวดช่วงแรกขวดบวมพอง ต่อมาขวดยุบบุบบู้บี้ แสดงว่า จุลินทรีย์กลุ่มต้องการอากาศตายหมดแล้ว จุลินทรีย์กลุ่มไม่ต้องการอากาศเกิดขึ้นมาแทน

หมายเหตุ :
- ประเภทต้องการอากาศ ต้องอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีอากาศ ถ้าไม่มีอากาศจะตาย.....
- ประเภทไม่ต้องการอากาศ ต้องอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่มีอากาศ ถ้ามีอากาศจะตาย

- การบรรจุในขวดปิดสนิทแน่น อากาศเข้าไม่ได้ จุลินทรีย์ประเภทต้องการอากาศจะใช้อากาศที่พอมีอยู่ในขวดนั้นเพื่อการดำรงชีวิต ช่วงนี้จุลินทรีย์ประเภทไม่ต้องการอากาศจะยังไม่เกิด ครั้นเมื่ออากาศในขวดหมด จุลินทรีย์ประเภทต้องการอากาศ เกิดอาการขาดอากาศจึงตาย พร้อมกันนั้นจุลินทรีย์กลุ่มไม่ต้องการอากาศก็เริ่มเกิดแล้วเจริญเติบโต

- จุลินทรีย์กลุ่มต้องการอากาศ อาศัยอยู่บริเวณผิวดินที่อากาศผ่านได้ ส่วนจุลินทรีย์กลุ่มไม่ต้องการอากาศอาศัยอยู่ใต้ดินลึกบริเวณที่อากาศลงไปไม่ถึง
- จุลินทรีย์กลุ่มไม่ต้องการอากาศมีพลังในการย่อยสลายสูงกว่าจุลินทรีย์กลุ่มต้องการอากาศ

43. รู้ลึกเรื่องปุ๋ย (ความรู้คือศักดิ์ศรี) :
- ปุ๋ย
คือ ธาตุหรือสารอาหารของพืช ประกอบด้วย ธาตุหลัก (N P K) ธาตุรอง (Ca Mg S) ธาตุเสริม (Fe Cu Zn Mn Mo B Si Na) ฮอร์โมน (ออกซิน จิบเบอเรลลิน ไซโตไคนิน เอทิลิน และแอบไซซิค)

- ปุ๋ยเคมี คือสารอาหารพืชมาจากการสังเคราะห์ ธาตุหลัก (N P K) ธาตุรอง (Ca Mg S) ธาตุเสริม (Fe Cu Zn Mn Mo B Si Na) ฮอร์โมน (ออกซิน จิบเบอเรลลิน ไซโตไคนิน เอทิลิน และแอบไซซิค) แน่นอน สารอาหารนี้เรียกว่า “เคมีสังเคราะห์”

- ปุ๋ยอินทรีย์ คือสารอาหารพืชที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิต (มนุษย์ สัตว์ พืช จุลินทรีย์) ธาตุหลัก (N P K) ธาตุรอง (Ca Mg S) ธาตุเสริม (Fe Cu Zn Mn Mo B Si Na) ฮอร์โมน (ออกซิน จิบเบอเรลลิน ไซโตไคนิน เอทิลิน และแอบไซซิค) เช่นกัน สารอาหารนี้เรียกว่า “เคมีชีวะ”

- ปุ๋ยอินทรีย์ .... ทางราก : ชนิดแห้ง พืชสามารถนำไปใช้ได้เมื่อจุลินทรีย์ย่อยสลายให้แล้ว .... ทางใบ : ชนิดน้ำ พร้อมใช้แล้วสามารถใช้ทางดิน (ราก) ได้เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทางใบได้ เพราะผ่านปากใบไม่ได้เนื่องจากโมเลกุลมีขนาดใหญ่ ต้องปรับโมเลกุลขนาดใหญ่ให้เป็นโมเลกุลขนาดเล็ก หรือโมเลกุลเดี่ยวก่อน โดยต้มเดือด 100 องศา ซี. นาน 4 ชม.

- ปุ๋ยเคมี .... ทางราก : ชนิดเมล็ด พืชสามารถนำไปใช้ได้เมื่อจุลินทรีย์ย่อยสลายให้แล้ว.... ทางใบ : ชนิดน้ำหรือเกร็ด (จี เกรด) พืชสามารถนำไปใช้ได้ทันทีเพราะมีโมเลกุลขนาดเล็ก

- ปุ๋ยเคมี+ปุ๋ยอินทรีย์ ทางราก : ปุ๋ยเคมี : ชนิดเม็ด ประเภทให้ทางดิน/ราก... ปุ๋ยอินทรีย์ (แห้ง/น้ำ) : +ปุ๋ยเคมีก่อนให้ หรือหว่าน/ +ปุ๋ยเคมีตามหลัง เพราะถึงอย่างไร ทั้งสองอย่างก็ต้องไปพบหรือรวมกันที่ดินอยู่แล้ว

- ปุ๋ยเคมี+ปุ๋ยอินทรีย์ ทางใบ : ปุ๋ยเคมี : ชนิด เกร็ด/น้ำ (จี เกรด) ประเภทให้ทางใบ ... ปุ๋ยอินทรีย์ (น้ำ) : ....ปรับให้เป็นโมเลกุลเดี่ยว พร้อมให้ทางใบแล้ว +ปุ๋ยทางใบ

44. รูปแบบแปลงเกษตร
1. เกษตรทฤษฎีใหม่ (กำเนิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 เสด็จ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ พบภัยแล้งนาข้าว ได้ผลผลิตเพียง 1-2 ถัง/ไร่)

2. เกษตรไร่นาสวนผสม ........................... 3. เกษตรผสมผสาน
4. เกษตรพอเพียง ...................................... 5. เกษตรทางเลือก
6. เกษตรวนเกษตร ................................... 7. เกษตรยั่งยืน
8. เกษตรป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ..... 9. เกษตรธรรมชาติ
10. เกษตรดาดฟ้า ....................................... 11. เกษตรที่เหมาะสม
12. เกษตรอินทรีย์ ..................................... 13. เกษตรแผนใหม่
14. เกษตรโซนนิ่ง ..................................... 15. เกษตรมือใหม่
16. เกษตรวันหยุด ................................... 17. เกษตรเชิงนิเวศน์

18. เกษตรเชิงอนุรักษ์ ................................. 19. เกษตรในฝัน
20. เกษตรเชิงเดี่ยว ...................................... 21. เกษตรอุตสาหกรรม
22. เกษตรท่องเที่ยว .................................... 23. เกษตรบ้านเล็กในป่าใหญ่
24. เกษตรแปลงเล็ก .................................... 25. เกษตรแปลงเล็กในแปลงใหญ่
26. เกษตรพึ่งตนเอง ................................... 27. เกษตรประณีต
28. เกษตรครบวงจร ................................... 29. เกษตรอารมณ์ดี
30. เกษตร 1 ไร่ 1 แสน ............................. 31. เกษตรยังชีพ
32. เกษตรชีวภาพ ..................................... 33. เกษตรก้าวหน้า
34. เกษตรบ้านจัดสรร ............................... 35. เกษตรคอนโด
36. เกษตรโรงเรือน ................................... 37. เกษตรไฮโดรโปรนิกส์
38. เกษตรในวัสดุปลูก .............................. 39. เกษตรแจ๊คพ็อต

40. เกษตรพันธะสัญญา ............................. 41. เกษตรออร์แกนิกส์
42. เกษตรปลอดภัย ................................... 43. เกษตรปลอดสารพิษ
44. เกษตรชีววิถี ........................................ 45. เกษตรสมัยใหม่
46. เกษตรวิชญา ........................................ 47. เกษตร SMART FARM
48. เกษตร STARTUP FARM .................. 49. เกษตร 4.0
50. เกษตร 9101

ที่มาของชื่อโครงการ หรือชื่อรูปแบบการทำการเกษตร : /color]
- พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 และ ร.10
- จากรัฐบาล และภาคราชการ
- จากภาคเอกชน (มูลนิธิ สมาคม ชมรม กลุ่ม) และจากภาคบุคคล (ประชาชนทั่วไป)

[color=red] 45. นวัตกรรมเกษตร :

INNOVATION หรือ INNOVARE หรือนวัตกรรม หรือนวกรรม หมายถึง วิธีการปฏิบัติใหม่ๆ ที่ได้มาจากการ คิดค้น/ค้นพบ วิธีการใหม่ๆ หรือการปรุงแต่งของเก่าให้ใหม่และเหมาะสม และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้รับการทดลองพัฒนาจนเป็นที่เชื่อถือได้

- นวัตกรรมเกษตร หมายถึง การบูรณาการด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัย เข้ากับเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม เพื่อเพิ่มผลผลิต ปริมาณ คุณภาพ ประสิทธิภาพ และความมั่นคงทางเศรษฐศาสตร์ ของผลผลิต ....

- บูรณาการ หมายถึง การรวมการของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาปฏิบัติการด้วยกัน กรณีนาข้าว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ได้แก่ กระทรวงเกษตร กระทรวงพานิช กระ
ทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงเทคโนโลยี กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ และฯลฯ

นวัตกรรมเกษตร :
- นวัตกรรมเกษตร คือ การบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัยต่างๆ เข้ากับเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก เพิ่มผลผลิต และเพิ่มคุณภาพของผลิตผล โดยใช้ข้อมูลของต้นพืช สภาพแวดล้อมของฟาร์ม และฐานข้อมูลด้านการเกษตร ที่เชื่อมโยงถึงกันเป็นเครือข่าย มาประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยการตัดสินใจปรับปัจจัยการผลิตและการดูแลรักษาต้นพืชอย่างพอเหมาะ รวมถึงการจัดการผลิตผลเกษตรหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อคงคุณภาพเอาไว้ให้นานที่สุด

46. ปุ๋ยทางใบ :
ข้อดีของการใช้ปุ๋ยทางใบ :

1. ช่วยให้พืชรับเข้าสู่ต้น ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
2. เพื่อชดเชยธาตุอาหารที่ขาด หรือเพิ่มเติมเพื่อเร่งการเจริญเติบโตแก่พืชได้
3. ใช้ผสมร่วมไปกับสารเคมี หรือสารสกัดสมุนไพร อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง ได้ เพื่อประหยัดเวลาและแรงงาน

4. ใช้กับพืชที่มีปัญหาเกี่ยวกับดิน เช่น ดินเค็ม ดินเปรี้ยวจัด ดินทรายจัด ดินเหนียวจัด หรือดินที่มีปัจจัยแวดล้อมขวางการดูดใช้ธาตุอาหารทางระบบราก

5. พืชสามารถดูดธาตุอาหารโดยทางใบได้มากกว่า และเร็วกว่าการดูดทางราก
6. ช่วยให้พืชฟื้นตัวเร็วหลังจากชะงัก เนื่องจากกระทบแล้งหรือถูกโรคแมลงทำลาย
7. ปุ๋ยชนิดน้ำมีความสม่ำเสมอของเนื้อปุ๋ยแน่นอนกว่าปุ๋ยชนิดแข็งและปุ๋ยชนิดเกล็ด มีปริมาณเนื้อปุ๋ยรวม (N+P2O5+K2O) สูงกว่าปุ๋ยเม็ด ทำให้ได้ประสิทธิภาพเหนือกว่า

8. ปุ๋ยชนิดน้ำผลิตง่าย และเปลี่ยนแปลงปรับปรุงสูตรได้ง่าย จึงผลิตได้มากสูตรกว่าปุ๋ยชนิดแข็งหรือชนิดเกล็ด

ข้อเสียของปุ๋ยทางใบ :
1. การให้ปุ๋ยทางใบเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืชได้ จึงควรให้ทั้ง 2 ทาง คือ ทั้งทางใบและทางราก หรือใช้ควบคู่กัน
2. การให้ปุ๋ยทางใบควรให้ปุ๋ยบ่อยครั้งตามกำหนดเวลาอย่างสม่ำเสมอ
3. ให้ในระดับความเข้มข้นสูงเกินไป อาจทำให้พืชใบไหม้
4. ปุ๋ยชนิดน้ำควบคุมคุณภาพได้ยากกว่าปุ๋ยเม็ด และปุ๋ยเกล็ด

5. ปุ๋ยชนิดน้ำไม่สามารถทำให้มีเปอร์เซ็นต์เนื้อปุ๋ยสูงๆ ได้ โดยทั่วไปมักมีปริมาณของธาตุอาหารหลัก (N+P2O5+K2O) รวมไม่เกิน 30 %

6. ปุ๋ยชนิดเกล็ด มักมีคุณสมบัติดูดความชื้นจากอากาศได้ง่ายกว่าปุ๋ยเม็ด แม้จะมีการใส่สารป้องกันความชื้นแล้ว จึงทำให้เสื่อมคุณภาพเร็ว

7. ราคาของปุ๋ยชนิดเกล็ดสูงกว่าปุ๋ยชนิดเม็ดมาก
8. ปุ๋ยชนิดน้ำละลายธาตุอาหารเสริมและธาตุอาหารรองได้น้อย ยกเว้นปุ๋ยชนิดน้ำที่ใช้แม่ปุ๋ยในรูปของโพลิฟอสเฟต และสารคีเลต

วัตถุประสงค์หลักในการให้ปุ๋ยทางใบ :
1. เพื่อแก้ไขอาการขาดธาตุอาหาร
2. เพิ่มคุณภาพและผลผลิต :
3. เพื่อช่วยให้พืชฟื้นตัวจากปัญหาความขาดแคลนในบั้นปลาย :

47. สารพัดสูตรสารสมุนไพร :
สูตรเฉพาะ : หมายถึง สมุนไพรตัวหนึ่ง ที่มีสารออกฤทธิ์ตรงกับศัตรูพืชชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ ตอนทำก็ทำแยกถัง ตอนใช้ก็ใช้ทีละอย่างตามต้องการ เช่น สะเดา หนอนตายหยาก หางไหล กลอย น้อยหน่า ซาก มันแกว มะลินรก ขอบชะนาง ฯลฯ ต่างก็มีสารออกฤทธิ์ต่อ “หนอน” โดยเฉพาะ เลือกใช้สมุนไพรเหล่านี้ อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวในการ ป้องกัน/กำจัด หนอน

สูตรรวมมิตร : หมายถึง สมุนไพรหลายตัว แต่มีสารออกฤทธิ์ตรงกับศัตรูพืชชนิดเดียวกัน ตอนทำก็ทำแยกถัง แต่ตอนใช้ เอาหลายๆอย่างมารวมกันแล้วใช้ เช่น สะเดา หนอนตายหยาก หางไหล กลอย น้อยหน่า ซาก ขอบชะนาง มะลินรก ฯลฯ ต่างก็มีสารออกฤทธิ์ ป้องกัน/กำจัด “หนอน” โดยเฉพาะ .... สาบเสือ ดาวเรือง บอระเพ็ด พริก ยาสูบ ฟ้าทะลายโจร ฯลฯ ต่างก็มีสารออกฤทธิ์ ป้องกัน/กำจัด “แมลง” โดยเฉพาะ.... ว่านน้ำ. กานพลู. ตะไคร้. กระเทียม. ข่า. ขิง. ขมิ้น. กระชาย ต่างก็มีสารออกฤทธิ์ ป้องกัน/กำจัด “โรค” โดยเฉพาะ

สูตรสหประชาชาติ : หมายถึง สมุนไพรหลายตัว แต่ละตัวต่างก็มีสารออกฤทธิ์ตรงกับศัตรูพืชชนิดนั้น แล้วเอามารวมกัน ทำพร้อมกัน ในถังหรือภาชนะเดียวกัน เช่น สมุนไพร ป้องกัน/กำจัด
หนอน+สมุนไพร ป้องกัน/กำจัด แมลง+สมุนไพร ป้องกัน/กำจัด โรค แล้วใช้รวมกัน หรือพร้อมกัน

สูตรหนามยอกหนามบ่ง : หมายถึง สมุนไพร ป้องกัน/กำจัด ในพืชสมุนไพร เช่น
- สะเดา โดนหนอนทำลาย ใช้น้อยหน่า ป้องกัน/กำจัด
- น้อยหน้าโดนหนอนทำลาย ใช้สะเดา ป้องกัน/กำจัด
- สาบเสือโดนเชื้อรา ใช้พริก

สูตรผีบอก : มิได้หมายถึงสมุนไพรโดยตรง แต่หมายถึงสิ่งที่เป็นอันตรายต่อการดำรงชีวิตหรือวงจรชีวิตของศัตรูพืช กระทั่งทำให้ศัตรูพืชนั้นตายได้

48. เกษตรเกษตรอิสราเอล :
อิสราเอลมีแต่ทรายทั้งประเทศ แต่อิสราเอลสามารถสร้างผลผลิตทางการเกษตรส่งออกต่างประเทศได้เป็นว่าเล่น อิสราเอลประชากรน้อย ขาดแรงงานอย่างรุนแรง คนไทยไปช่วยทำงานในฟาร์มเกษตร คนอิสราเอลพอใจมากถึงขนาด THANK YOU คนไทย

- นิทัศน์การงานเกษตรที่อิสราเอล มีบู๊ธขายผลิตภัณฑ์และบู๊ธวิชาการเหมือนของไทย แต่คนอิสราเอลมุ่งเข้าแต่บู๊ธวิชาการ บางครั้งกำหนดจัดงาน 7วัน 10วัน คนไม่เลิกสนใจ ต้องเพิ่มระยะเวลาจัดงาน ในขณะที่งานเกษตรไทย คนเข้าแต่บู๊ธซื้อผลิตภัณฑ์ ไม่สนใจบู๊ธวิชาการ

- เกษตรกรอิสราเอลปลูกพืชอายุสั้นในถุง ใช้วัสดุปลูกเป็นทรายล้วน เป็นทรายฆ่าเชื้อด้วยความร้อนกำจัดสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ทั้งจุลินทรีย์มีประโยชน์และจุลินทรีย์เชื้อโรค เกษตรกรไม่พึ่งจุลินทรีย์สร้างสารอาหารแต่เป็นคนให้สารอาหารทุกอย่างแก่พืชเอง เพราะเกรงว่า จะมีจุลินทรีย์เชื้อโรคแฝงเข้ามาอยู่ด้วย .... เหมือนไฮโดรโปรนิกส์ ที่มีแต่สารอาหารจากคน ไม่มีสารอาหารจากฝีมือจุลินทรีย์เลย

- เกษตรกร 1 หรือ 1 ราย สนใจปลูกแคนตาลูป (สมมุติ) ไปปรึกษา จนท.เกษตร ทางราชการพร้อมสนับสนุนแต่มีข้อแม้ว่า ต้องมีจำนวน สมช.เกษตรกรปลูกมากกว่านี้ เมื่อปลูกแล้วต้องได้ผลผลิตระดับส่งออกได้ เพราะการส่งออกหมายถึงรายได้ของประเทศ เกษตรกรต้องไปรวม สมช. รวมพื้นที่ได้ตามเกณฑ์ แล้ว จนท.เกษตรจะเปิดอบรมเทคนิคการทำแคนตาลูปตามต้องการก่อน ระหว่างการปลูกก็จะตามไปดูแล ให้คำแนะนำ ตั้งแต่เริ่มต้นจนเก็บเกี่ยว

- เกษตรกรอิสราเอล ปลูกมะเขือเทศเอาเมล็ดพันธุ์ เอาไปขายที่อเมริกาได้ กก.ละ 125,000 $ อเมริกาซื้อเมล็ดแล้วปลูกเอาผลผลิต ต้องได้มะเขือเทศ 2 ตู้รถไฟจึงจะได้มูลค่าเท่ากับเมล็ดพันธุ์ 1 กก. ....

ประเทศไทย : ..... ปลูกผักบุ้งจีนเอาเมล็ดที่ ต.พังตรุ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ได้เมล็ดแล้วใส่กระสอบปุ๋ยไป PACKAGING ที่เมืองจีน แล้วกลับมาประเทศไทยอีกที คราวนี้ขาย 1 ซอง 50 เมล็ด 50 บาท .... ปลูกผักกาด ผักคะน้า อีกหลายๆผัก ที่เชียงราย เอาเมล็ด ได้เมล็ดแล้วใส่กระสอบปุ๋ยไป PACKAGING ที่เมืองจีน แล้วกลับมาประเทศไทยอีกที คราวนี้ขาย 1 ซอง 20 เมล็ด 50 บาท....

- คนไทยนับหมื่นคนไปทำงานที่อิสราเอล ได้รู้ได้เห็นได้ใช้ เทคโนโลยีใหม่ๆ สไตล์อิสราเอล แต่พอกลับมาเมืองไทย ยังเผาฟางเหมือนเดิม

- นักวิชาการไทย ทำปริญญาเอกด้านเกษตรที่อิสราเอล กลับมาเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง เล่าว่า ได้ถามเกษตรกรอิสราเอลถึงปุ๋ยทางใบที่ใช้ “สูตรว่าอย่างไร ?” เกษตรกรอิสราเอลตอบว่า “บอกไม่ได้ เป็นความลับของชาติ....”

- นศ.ไทย ไปฝึกงานที่อิสราเอล กลับมาเรียนต่อในเมืองไทย จบปริญญาแล้วกลับไปทำเกษตรของตัวเองที่บ้าน หรือไปทำงานด้านส่ง เสริมการเกษตรก็ยังทำเกษตรแบบเดิมๆ แบบที่พ่อแม่ญาติพี่น้องเพื่อนบ้านทำแล้วมีแต่หนี้ แม้แต่จะรวมกลุ่มกันเป็น “กิ๊บบุต” แบบอิสราเอลก็ไม่ทำ ....

49. เกษตรอินทรีย์ช้า ไม่ได้ผล เพราะอะไร ?
คำว่า “ช้า” คืออะไร......... หลักภาษาไทย ช้า-เร็ว ความหมายคือ “เวลา” .... ไม่ใช่เล็ก/ใหญ่ เบา/หนัก สูง/ต่ำ

นาข้าว 110 วัน ................. ช้า คือ 120วัน 150วัน เก็บเกี่ยว ยังงั้นเหรอ ?
เผือก 7 เดือน ..................... ช้า คือ 8เดือน 10เดือน เก็บเกี่ยว ยังงั้นเหรอ ?
ผัก 45 วัน .......................... ช้า คือ 60วัน2เดือน เก็บเกี่ยว ยังงั้นเหรอ ?
มะม่วง ทุเรียน 120 วัน .... ช้า 150วัน 5เดือน 180วัน 6 เดือน เก็บเกี่ยว ยังงั้นเหรอ

ในความเป็นจริงก็ใช้ระยะเวลาเท่าเดิม ตามธรรมชาติของพืชนั้นๆ สิ่งที่น่า “คิด/วิเคราะห์/เปรียบเทียบ” ก็คือ คุณภาพที่ได้ต่างหาก เรื่องของเรื่องก็คือ ไม่รู้-ไม่เข้าใจ อินทรีย์ คืออะไร ต้นไม้ต้นพืชไม่ได้กินอินทรีย์ แต่กินสารอาหารในอินทรีย์ .... อินทรีย์แปลว่า “ร่าง” (มนุษย์ สัตว์ พืช) เมื่ออินทรีย์เน่าสลายก็จะ
กลายสภาพหรือสถานะเป็นสารอาหารพืช ที่เรียกว่า “ปุ๋ย” นั่นแหละ

51. อบรมเกษตร ไม่ได้ผล :
* ทีวี. สัมภาษณ์ เลขาสมาคนชาวนาแห่งประเทศไทย (สมาคมไหนไม่รู้ เพราะประเทศไทยมีสมาคมชาวนาหลายสมาคม....คนให้สัมภาษณ์ คือ เลขาฯ แต่ ทีวี.ก็ยังเรียนนายกๆ) พูดว่า การช่วยชาวนาต้องแก้ที่ “ราคา” ให้ราคาสูงๆ เพราะต้นทำนาสูง .... พูดเน้นย้ำแต่ ราคา ราคา ตั้งแต่เริ่มจนจบ แต่ต้นทุน เพียงครั้งเดียว คำเดียว....

* จบสัมภาษณ์เลขาสมาคมชาวนาวแล้ว สัมภาษณ์อธิบดีกรมการข้าวต่อ...สรุปได้ว่า :

- เลิกการอบรมแบบกะเกณฑ์กันมามากๆ ยิ่งมากยิ่งดี แบบนี้ไม่ได้ผล เพราะเกษตรที่มาไม่มีความรู้พื้นฐานเลย หลากหลายสาขาอาชีพเกษตร การอบรมก็พูดแบบทั่วๆไป พูดทุกเรื่อง ไม่ได้เจาะจงเฉพาะเรื่อง ผลก็คือ การอบรมแบบนี้ไม่ได้ผล เพราะเกษตรจับจุดไม่ได้ กอร์ปกับผู้รับการอบรมไม่มีความรู้พื้นฐานเลย

วันนี้มีเด็กรุ่นใหม่ ความรู้ระดับปริญญา ตกงานจำนวนนับแสน เราเปิดรับสมัครเด็กหนุ่มรุ่นนี้มาอบรม วิธีการคือ เริ่มจาก DISCUSS (แปลว่า สนทนา, แลกเปลี่ยนความเห็น, ปรึกษาหารือ, อภิปราย, ถกเถียง, ถกปัญหา) กันก่อน เพื่อค้นหาว่า ปัญหา/ความล้มเหลว/ความสำเร็จ สาเหตุเพราะอะไร ? ค้นหาตัวเองว่าต้องการอะไร ? อันนี้เป็นการตรวจสอบพื้นฐานทุกมิติของแต่ละคนก่อน

จากนั้นจึงลงมือสอน สอนแบบ LEARNING BY DOING (เน้นย้ำ....LEARNING BY DOING เรียนโดยปฏิบัติ) ให้ทุกคนลงมือปฏิบัติกันเลย วิธีการนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรทำแล้วประเมินผลพบว่า 80% ของผู้เข้ารับการอบรม ประสบความสำเร็จ ....

งานนี้ลุงคิมเคยทำ โดยให้ผู้ที่จะเข้ามาเรียนรู้เตรียมคำถามมาล่วงหน้าคนละ 1 คำถาม เป็นคำถามจากปัญหาของตัวเอง หรือของเพื่อนบ้านก็ได้ เพื่อว่าลุงคิมจะได้พูดเรื่องที่คุณอยากรู้จริงๆ ปรากฏว่า ไม่เคยมีคำถามมาเลย งานนั้นคนฟังเลยไม่รู้เรื่องที่ตัวเองอยากรู้เลย....



ส่วนลึกของใจ :


.


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 26/02/2026 5:10 am, แก้ไขทั้งหมด 28 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
หาวด้า
หาวด้า


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 11975

ตอบตอบ: 22/02/2026 7:50 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

..


.... สูตรปุ๋ย ...

เปิดตาดอก
13-0-46 300-500 Gm
6-32-32 300-500 Gm
ชูรส 100 Gm
สาหร่ายทะเล 50 Gm
ฮอร์โมนไข่ 300-500 Gm
-------------------------------------------------
บำรุงดอก
10-52-17 300 Gm
13-0-46 200 Gm
กลูโคส 100-200 ซีซี.
สาหร่ายทะเล 50 Gm
-------------------------------------
1. เปลือกไข่เผาเกรียม บดละเอียด แช่น้ำ 7-10 วัน กรองกากออก ใช้น้ำใสเจือจางน้ำเปล่าฉีดพ่น ช่วยไล่แมลงศัตรูพืช..
2. เปลือกไข่บดละเอียด + (น้ำส้มสายชู + น้ำ 1:1) หมักนาน 7-10 วัน ใช้เจือจางน้ำรดต้นไม้ช่วยบำรุง
-----------------------------
สูตรปุ๋ยที่ต้องการ 21-7-14 (100 กก.)
8-46-0 (16 กก) + 46-0-0 (40 กก.) + 0-0-60 (24 กก.)
- ใช้แม่ปุ๋ยตามนี้ใช่หรือไม่ ?
เตรียมแก้ปัญหา "ข้อจำกัด" ให้กับตัวเองอย่างไร ?
5. ข้อจำกัด
5.1 เสียเวลาผสม (10 กระสอบ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที)
5.2 ผสมแล้วควรใช้ให้หมดใน 30 วัน
5.3 แม่ปุ๋ยมีขายไม่ครบทั้ง 3 ชนิด
5.4 แหล่งขายแม่ปุ๋ยมีน้อย
5.5 ต้องอ่านเข้าใจจึงทำได้
5.6 ต้องมีตารางผสมปุ๋ย
http://www.gracezone.org/index.php/agriculture/897-2010-07-18-22-56-37
----------------------

สูตรปุ๋ยยูเรียน้ำ บำรุงต้นข้าว
ส่วนผสม
ถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม
สับปะรดทั้งเปลือก 2 กิโลกรัม
กากน้ำตาล 3 กิโลกรัม
จุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ลิตร (นำหน่อกล้วยมาสับให้ละเอียด ทั้งต้น เติมกากน้ำตาลลงไป 1 ลิตร หมักไว้ 10 วัน) น้ำซาวข้าว 10 ลิตร หรือ น้ำมะพร้าว 10ลิตร
วิธีทำการ
นำถั่วเหลืองลงในถังหมัก นำสับปะรดมาสับเป็นชิ้นเล็กๆเอาทั้งเปลือกก่อนลงถังหมัก จากนั้นเอากากน้ำ ตาล จุลินทรีย์ น้ำซาวข้าวที่เตรียมไว้ผสมลงในถังหมักคนให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 14 วัน กรองเอาแต่น้ำก็จะได้ปุ๋ยยูเรียน้ำที่ต้องการ
คุณสมบัติที่ควรรู้
ถั่วเหลืองเป็นพืชตระกูลถั่วที่มีสารไนโตรเจน เมื่อผ่านกระบวนการหมักจะได้กรดอะมิโม-โปรตีนต่างๆที่เป็นปุ๋ยได้ดี สับปะรดทำหน้าที่เป็นเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนทำให้กรดอะมิโนออกมาจึงทำให้ได้กรดอะมิโนเป็นน้ำปุ๋ยยูเรียที่มีคุณภาพ กากน้ำตาลช่วยเป็นอาหารจุลินทรีย์ทำให้กระบวนการหมักปุ๋ยสมบูรณ์ได้คุณภาพยิ่งขึ้น
จุลินทรีย์หน่อกล้วยช่วยเป็นหัวเชื้อย่อยสลายวัตถุดิบที่หมักให้ขยายจุลินทรีย์ต่างๆออกมาเป็นปุ๋ยยูเรียน้ำ น้ำซาวข้าวมีวิตามิน บี. ซึ่งช่วยเร่งราก
-------------------------------------

วิธีทำการทำปุ๋ยยูเรียน้ำ
การทำปุ๋ยยูเรียน้ำ นำถั่วเหลือง (ที่มีสารไนโตรเจน เมื่อผ่านกระบวนการหมักจะได้กรดอะมิโม-โปรตีนต่างๆ) ลงในถังหมัก จากนั้นนำสับปะรด(หน้าที่เป็นเอนไซม์ช่วยในการย่อยโปรตีนทำให้กรดอะมิโนออกมา และทำให้ได้กรดอะมิโนเป็นน้ำ จะทำให้ปุ๋ยยูเรียมีคุณภาพขึ้น) เอาทั้งเปลือกมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนลงถังหมัก จากนั้นเอากากน้ำ ตาล (ช่วยเป็นอาหารจุลินทรีย์และทำให้กระบวนการหมักปุ๋ยมีความสมบูรณ์และได้คุณภาพ) และตามด้วย จุลินทรีย์หน่อกล้วย (เป็นหัวเชื้อย่อยสลายวัตถุดิบที่หมัก เพื่อให้ขยายจุลินทรีย์ต่างๆออกมาเป็นปุ๋ยยูเรียน้ำ) น้ำซาวข้าว (มีวิตามิน บี. ซึ่งช่วยเร่งราก) ที่เตรียมไว้ นำมาผสมลงในถังหมักแล้วจัดการคนให้เข้ากันโดยหมักทิ้งไว้เป็นเวลา 14 วัน กรองเอาแต่น้ำ เพียงเท่านี้ก็จะได้ปุ๋ยยูเรียน้ำที่ต้องการ
การนำไปใช้
ปุ๋ยยูเรียน้ำ 2 ช้อน ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วต้นกล้า/ข้าวหรือพืชผัก ประมาณ 3-7วัน (กรณีใช้จำนวนมาก ปุ๋ยยูเรียน้ำ 5 ลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร
ประโยชน์ของปุ๋ยยูเรียน้ำบำรุงต้นข้าว ปุ๋ยยูเรียน้ำสูตรนี้เทียบเท่ากับ ปุ๋ยเคมี 46-0-0 ปุ๋ยสูตรนี้คุณสมบัติเท่ากับปุ๋ยยูเรีย 2 กระสอบ ช่วยลดต้นทุนการผลิตอย่างเห็นได้ชัด เพราะปุ๋ยยูเรียสูตรนี้ลงทุนไม่ถึง 100 บาท
วัตถุดิบหาง่าย เกษตรกรผู้สนใจสามารถผลิตด้วยต้นเองอยู่ได้แบบยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เหมาะสำหรับเกษตรอินทรีย์ที่ทดแทนการใช้ปุ๋ยยูเรีย
ปุ๋ยยูเรียน้ำไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมทำให้ดินร่วนซุย ไม่แน่น ไม่แข็งเหมือนกับใส่ปุ๋ยเรียที่เป็นสารเคมี
รากของต้นข้าว-พืชจะงอกหรือเดินได้เร็วขึ้น เนื่องจากได้วิตามิน บี. จากน้ำซาวข้าวเป็นตัวช่วยดังที่กล่าวมาข้างต้น
**กรณีฉีดพ่นต้นกล้าหรือข้าวนาหว่านที่กำลังเริ่มงอกแตกยอด ให้ใช้ปุ๋ยยูเรียน้ำ 5 ลิตร + จุ
ลินทรีย์หน่อกล้วย 5 ลิตร + ฮอร์โมนไข่ 5 ลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วนาข้าวประมาณ 3-7 วัน จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตได้ ทำให้ต้นข้าวแข็งแรง ต้านทานโรค รวงใหญ่ น้ำหนักดี โดยที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีอีกต่อไป
ฟาร์มสุข สวนกระแส farmsuk Suangrasae
---------------------------------------------------------------

ฮอร์โมน เร่งโต-เร่งดอก-เร่งใบ-เร่งราก
วัสดุอุปกรณ์
1. ยอดกระถิน (เก็บตอนเช้ามืด ยังไม่ถูกแสงแดด) 1 กก.
2. หัวไชเท้า 1 กก.
3. มะพร้าวขูด 1 กก.
4. น้ำมะพร้าวแก่ 19 ลิตร
5. จุลินทรีย์ 1 ลิตร
การขยายจุลินทรีย์ในน้ำมะพร้าว นำจุลินทรีย์ 1 ลิตร ผสมลงในน้ำมะพร้าวแก่ จำนวน 19 ลิตร คนให้เข้ากัน 1-3 วันแรกเปิดฝาระบายอากาศวันละครั้ง หมักไว้ 15 วัน
ขั้นตอนที่ 2
เก็บยอดกระถินตอนเช้ามืดสับหรือโขลกให้พอแตก หัวไซเท้าสับหรือโขลกให้พอแตก มะพร้าวขูด นำทั้ง 3 อย่างมาห่อผ้าเสื้อยึดอย่างหนา แช่ในน้ำมะพร้าวที่ขยายในจุลินทรีย์ หมักไว้ 15 วัน ยกถุงพืชบีบน้ำ นำน้ำหมักที่ได้บรรจุใส่ขวดเก็บไว้ใช้ในการฉีดพ่นเป็นฮอร์โมน
ประโยชน์ : เป็นฮอร์โมนเร่งโต เร่งดอก เร่งใบ เร่งราก
อัตราการใช้ : 40 ซีซี ต่อ น้ำ 20 ลิตร ควรฉีดพ่น 10-15 วันต่อครั้ง
Cr… kasedtakon
https://www.facebook.com/kasetInterChiangMai/
--------------------------------
วิธีการปลูกผักไร้ดิน
1. เพาะเมล็ด บนฟองน้ำ
2. นำโฟมมาตัดตามขนาดความกว้างของปากกะละมัง หรือลังโฟม (ในกรณีที่ใช้ลังโฟม หรือกะละมังเป็นวัสดุที่ขังสารละลายธาตุอาหาร)ควรให้มีเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่าปากลังโฟม หรือกะละมัง เพื่อสามารถให้แผ่นโฟมสามารถขึ้นลงได้ตามระดับของสารละลาย
3. ทำการเจาะรูของโฟมเพื่อใช้สำหรับปลูกพืช ตามลักษณะของภาชนะที่ใส่น้ำ โดยอาจให้ระยะของรูห่างตามลักษณะทรงพุ่มของพืชที่ใช้ปลูก (ถ้าปลูกผักไทยให้รูที่เจาะ ห่างกันประมาณ 10 -15 ซม.แต่ถ้าผักสลัด ต้องให้ รูที่เจาะประมาณ 20-25 ซม.)
4. นำน้ำประปา มาใส่ในภาชนะที่ใช้ปลูก เช่น โฟม หรือกะละมัง ให้ความสูงของน้ำแตะรากของพืชที่จะนำมาปลูก จากนั้นน้ำสารละลาย A และ B อย่างละเท่าๆกัน มาใส่ในลังโฟม หรือ กะละมัง ที่ใส่น้ำไว้แล้ว โดยการใส่สารละลาย A และ B ต้องทิ้งระยะห่าง ประมาณ 4 ชั่วโมง หรืออาจจะใส่สารละลายชนิดใดเข้าไปก่อนแล้ว 1 ตัว แล้วกวนให้เข้ากับน้ำดีแล้ว ถึงจะใส่สารอาหารอีกชนิดลงไป เพื่อป้องกันการตกตะกอนของสารละลายทำให้พืชไม่สามารถดูดสายอาหารได้ โดยให้มีค่า PH = 6.5 ส่วนค่า EC =1.5 -2.5 (สำหรับผักไทย กวางตุ้ง) ส่วน
ค่า EC = 1.2-1.4 (สำหรับผักสลัด)
5. จากนั้นใช้ปั๊มอากาศเพื่อเพิ่มอ๊อกซิเจนในน้ำให้แก่สารละลายและให้พืชขณะปลูก
6. นำแผ่นโฟมที่เจาะรูไว้แล้ว มาวางลงในภาชนะที่บรรจุน้ำ และมีส่วนผสมของสายละลาย ผสมอยู่แล้วโดยแผ่นโฟมจะลอยอยู่บนผิวน้ำ
7. นำต้นกล้ามาใส่ถ้วย โดยให้ฟองน้ำ เลยก้นถ้วยลงมาประมาณ 1 ใน 3 ของก้น ฟองน้ำ เพื่อให้รากพืชได้สัมผัสกับน้ำ แล้วนำไปใส่ตามรูที่เจาะไว้ การปลูกในลักษณะนี้ต้องมั่นตรวจดูสารละลาย และควรเปลี่ยนน้ำและเติมสารละลายใหม่ ประมาณ 7-10 วัน ครั้ง เพื่อต้นกล้าที่สมบูรณ์
8. เมื่อพืชเติบโตไปได้ซักระยะเวลาหนึ่ง ประมาณ 15 -20 วัน นับตั้งแต่วัน ลงปลูกในภาชนะ ต้นพืชก็จะมีรากยาวขึ้นและจำนวนมากขึ้น ให้ทำการลดระดับน้ำลงไปอีก เพื่อเพิ่มอากาศให้กับ รากพืชจะทำให้พืชเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น
9. เมื่อพืชมีอายุประมาณ 40 - 45 วัน นับแต่วันเพาะเมล็ด ก็สามารถเก็บเกี่ยวนำมารับประทาน ได้
ขอบคุณข้อมูลจาก blogspot
รูปภาพของ เกษตร อินเตอร์เชียงใหม่
https://www.facebook.com/kasetInterChiangMai/photos/pcb.539998389531108/539998086197805/?type=3
------------------------------------

การใช้กะปิ เร่งการแตกรากในการตอนกิ่ง
เนื่องจากในกะปิมีสารอินโดล ที่ได้จากการหมักกุ้งที่ใช้ทำกะปิ สารอินโดลนี้มีรูปร่างโมเลกุลคล้ายกับ สารออกซิน (อินโดล อะซิติก แอซิด) ของน้ำยาเร่งราก นั่นเอง ดังนั้นการใช้กะปิก็สามารถเร่งการเกิดรากได้ หรือบางตำราก็ว่า เนื่องจากในกะปิจะใช้กุ้งหรือเคยมาทำ ในตัวของกุ้งหรือเคยจะมีสารที่เรียกว่า Kinetin ในส่วนของเปลือกหรือผิวกุ้งที่เราเห็นเป็นสีแดงเมื่อโดนความร้อน สาร Kinetin เป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนที่เรียกว่าไคโตซาน ซึ่งจะมีผลต่อการขยายของเซลล์จึงทำให้ต้นพืชที่ได้รับสารนี้มีการแบ่งเซลล์ที่มากขึ้น จึงเกิดรากในจำนวนที่เพิ่มขึ้นเมื่อนำไปใช้กับการตอนกิ่ง
ในการใช้กะปิกับกิ่งตอน มีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้
1. เลือกกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนที่สมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลง
2. ควั่นกิ่ง ลอกเอาเปลือกออก แล้วขูดเยื่อเจริญที่เป็นเมือกลื่น ๆ ออก นำกะปิเท่าหัวนิ้วมือ ผสมน้ำ 1 แก้ว(150 CC.) คนให้ เข้ากัน ใช้ทาส่วนที่เราต้องควั่นกิ่ง
3. นำตุ้มตอน (ขุยมะพร้าวที่แช่น้ำ แล้วบีบหมาด ๆ อัดลงในถุงพลาสติก ผูกปากถุงให้แน่น) มาผ่าตามความยาวแล้วนำไปหุ้มบน รอยแผลของกิ่งตอน มัดด้วยเชือกทั้งบนและล่างรอยแผล
4. เมื่อกิ่งตอนมีรากงอกแทงผ่านวัสดุ และเริ่มแก่เป็นสีเหลือง สีน้ำตาล ปลายรากมีสีขาว และมีจำนวนมากพอจึงตัดกิ่งตอนได้
5. นำกิ่งตอนไปชำในภาชนะ กระถางหรือถุงพลาสติก เพื่อรอการปลูกต่อไป
-------------------------------------------------

ฮอร์โมนผลไม้สุก
ฮอร์โมนผลไม้สุกจะมีพวกฟอสฟอรัสสูง ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในช่วงที่จะออกดอกออกผล
ส่วนผสม
กล้วยสุก มะละกอสุก ฟักทองแก่จัด อย่างละ 1 กิโลกรัม
กากน้ำตาล 100 ซีซี
หัวเชื้อจุลินทรีย์ 100 ซีซี
น้ำสะอาด 5 ลิตร
วิธีทำ
นำผลไม้สุกที่เตรียมไว้มาสับให้ละเอียด ใส่ลงในถัง จากนั้นนำหัวเชื้อจุลินทรีย์ กากน้ำตาล และน้ำลงไป ผสมให้เข้ากัน แล้วเทใส่ลงไปในถังที่มีผลไม้สุก ปิดฝา หมักทิ้งไว้ 7 วัน กรองน้ำหมักออกมาใช้ โดยเวลาใช้ให้เจือจางตามความเหมาะสม แต่ในสูตรที่นำมานี้เขาแนะนำให้ใช้น้ำหมัก 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 7-10 วัน
-------------------------------------------

# วิธีทำหมักอินทรีย์ชีวภาพสำหรับผักไฮโดรโปนิกส์และพืชต่างๆ แบบลดต้นทุน (ปลอดสารพิษ)
การปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน โดยได้ใช้น้ำหมักปุ๋ยคอก น้ำหมักมูลค้างคาว น้ำสกัดชีวภาพจากนมสด น้ำหมักซุปเปอร์โบกาฉิ น้ำหมักดินระเบิด น้ำสกัดชีวภาพจากพืช น้ำสกัดชีวภาพจากมูลสัตว์ มาทดลองผสมกับปุ๋ยเคมีในอัตราส่วน 1:3 แล้วพบว่า การใช้น้ำหมักดินระเบิด และน้ำสกัดชีวภาพจากนมสด สามารถทำให้พืชผักมีการเจริญเติบโตทัดเทียมกับการใช้ปุ๋ยเคมี

ขั้นตอนในการผสมน้ำหมักต่างๆเพื่อใช้ในการบำรุงผักแบบไฮโดรโปนิกส์
เคล็ดลับในการทำน้ำหมักสำหรับผักไฮโดรโปนิกส์
# สูตรที่ 1 น้ำหมักแบบพืชสด
เก็บผักสดๆ เป็นวิธีการหมักแบบไม่ใช้น้ำ ต้องเก็บผักสดโดยไม่ให้ถูกแดด เก็บช่วงเช้า
ขั้นตอนการทำ :
นำผักสดที่เก็บมา 90 กิโลกรัม
กากน้ำตาล 15 กิโลกรัม
น้ำตาลทราย 15 กิโลกรัม
น้ำมะพร้าว 200 ลิตร
หมักรวมกันไว้ 1 เดือน ก็สามารถนำไปใช้ได้
อัตราการใช้ : ให้กรองเอาน้ำหมัก 1-2 ช้อน ผสมกับน้ำ 20 ลิตร นำไปฉีดพ่น ช่วยเร่งการเจริญเติบโต

# สูตรที่ 2
1. ฝรั่ง 10 กก.
2. มะละกอ 8 กก.
3. แตงไทย 8 กก.
4. กากน้ำตาล 20 กก.
5. น้ำ 20 ลิตร
6. สารเร่ง (พด.2)
วิธีทำ
หั่นฝรั่ง มะละกอ และแตงไทย ให้เป็นชิ้นเล็ก ใส่ถังหมักขนาด 120 ลิตร ละลายกากน้ำตาลในน้ำสะอาด 20 ลิตร ใส่ พด.2 คนให้เข้ากัน เทส่วนผสมทั้งหมดใส่ถังหมัก ปิดฝาถังให้แน่น เปิดฝาคนทุกๆ 3 วัน เมื่อครบ 45 วัน นำมากรองด้วยผ้ามุ้งสีฟ้า เอาเฉพาะน้ำ...จะได้น้ำหมักชีวภาพ 100 ลิตร
จากการทดลองในต้นหอม ผักชี ผักกาดหอม พริก ใช้น้ำสกัดชีวภาพเข้มข้นผสมน้ำ ในอัตรา 1:500...นำเมล็ดพันธุ์มาแช่ในน้ำหมักเมล็ดงอกเร็วขึ้น 20-30% รากยาวกว่า ต้นกล้ายาวกว่าการงอกแบบธรรมดา...เมื่อนำต้นกล้าลงปลูก นำน้ำหมักผสมน้ำในอัตราเดียวกัน รดพืชทุกสัปดาห์จนกระทั่งเก็บเกี่ยว พบว่าให้ผลผลิตสูงขึ้น 15-30% เมื่อเทียบกับการปลูกแบบเดิม

# สูตรที่3 สมุนไพรไล่แมลงสูตรรวมเอนกประสงค์
สะเดา ตะไคร้หอม (ตะไคร้บ้านก็ได้) ใบสะเดาหรือเมล็ดสะเดาก็ได้
ส่วนผสม :
ใบสะเดาหรือเมล็ดสะเดา 1 ก.ก.
หัวข่า 1 ก.ก.
ตะไคร้หอม 1 ก.ก.
วิธีทำ : สับส่วนผสมแต่ละอย่างให้เป็นชิ้น ขนาด 3.5 เซนติเมตร หรือตำรวมกันให้ละเอียด เติมน้ำ 20 ลิตร หมัก 3 คืน กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ใช้
วิธีใช้ : นำน้ำสมุนไพรที่หมักได้ 1 ลิตร ผสมน้ำ 10 ลิตร พ่นพืชผักผลไม้
ประโยชน์ : ใช้ป้องกันผีเสื้อกะหล่ำ หนอนคืบ เพลี้ยอ่อน แมลงในยุ้งฉาง

สูตรใช้อย่างเดียวเอนกประสงค์
** สาบเสือ
ส่วนผสม : ต้นสาบเสือและใบสด 1 กก. (หนึ่งกิโลกรัม) นำมาสับเป็นชิ้นขนาด 3.5 เซนติเมตร ผสมน้ำ 3 ลิตร หมักไว้ 1 คืน กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ใช้
วิธีใช้ : นำน้ำที่หมักได้ 1 ลิตร ผสมน้ำ 5 ลิตร ฉีดพ่นพืชผักทุก ๆ 5 - 7 วัน ในช่วงเวลาเย็น
ประโยชน์: ใช้ใส่และกำจัดแมลงพวก เพลี้ยกระโดด, เพลี้ยจักจั่น, เพลี้ยหอย, เพลี้ยไฟ, หนอนกระทู้, หนอนใยผัก

** ดาวเรือง
ส่วนผสม: ดาวเรืองทั้งต้น ใบ ดอก 0.5 กก. (ครึ่งกิโลกรัม) นำมาตำหรือปั่นให้ละเอียด ผสมน้ำ 3 ลิตร หมักไว้ 1 คืน นำมากรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ใช้
วิธีใช้ : นำน้ำหมักดาวเรือง 5 ช้อนแกงผสมน้ำ 5 ลิตร และน้ำสบู่ หรือยาสระผม 1 ช้อนแกง ผสมด้วย เพื่อช่วยให้เป็นสารจับใบ ฉีดพ่นพืชผัก ผลไม้
ประโยชน์ : ใช้ป้องกันเพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหอย เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว แมลงวันผลไม้ หนอนใยผัก หนอนผีเสื้อหัวกะโหลก หนอนกะหล่ำปลี ด้วงปีกแข็ง ไส้เดือนฝอยรากปม

** บอระเพ็ด
ส่วนผสม : ใช้เถาบอระเพ็ดแก่ ๆ ทั้งใบ 1 ก.ก. สับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาด 3-5 เซนติเมตร ผสมน้ำ 4 ลิตร หมักไว้ 1 คืน กรองเอาแต่น้ำเก็บไว้ใช้
วิธีใช้ : นำน้ำหมักบอระเพ็ดที่กรองแล้ว 1 ลิตร ผสมน้ำ 5 ลิตร ฉีดพ่นพืชผัก
ประโยชน์ : ใช้ไล่และกำจัดเพลี้ยกระโดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น หนอนกอ โรคยอดเหี่ยว โรคข้าวลีบ

** พริก
ส่วนผสม : พริกชี้ฟ้าสุก 0.5 กก. (ครึ่งกิโลกรัม) ตำหรือปั่นให้ละเอียด ผสมน้ำ 3 ลิตร หมักไว้ 1 คืน กรองเอาน้ำเก็บไว้ใช้
วิธีใช้ : นำน้ำหมักบอระเพ็ดที่กรองแล้ว 1 ลิตร ผสมน้ำ 10 ลิตร ฉีดพ่นพืชผัก ผลไม้
ประโยชน์ : ใช้ขับไล่และกำจัดแมลง เพลี้ยอ่อน หนอนผีเสื้อกะหล่ำ ด้วงงวงช้าง แมลงในยุ้งฉาง เพลี้ยไฟ ไรแดง เพลี้ยแป้ง

ข้อควรปฏิบัติในการใช้สารสกัดจากพืชสมุนไพร
1. ควรใช้สารสกัดชีวภาพจากพืชสมุนไพรแต่ละสูตรสลับกันไปทุก ๆ 5 - 7 วัน เช่น อาทิตย์แรกใช้สารสกัดบอระเพ็ด อาทิตย์ที่ 2 ใช้สารสักจากสะเดา อาทิตย์ที่ 3 ใช้สารสกัดจากพริก อาทิตย์ที่ 4 ใช้สารสกัดจากสาบเสือ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการดื้อยาของแมลงศัตรูพืช จึงไม่ควรใช้สารสกัดสูตรเดียวติดต่อกันเป็น เวลานาน อย่างที่เกษตรกรปฏิบัติอยู่ขณะนี้
2. การหมักน้ำสกัดจากพืชสมุนไพรจากพืชบางชนิด เช่น พริก ข่า ตะไคร้หอม สะเดา ไม่ควรหมักไว้เกินกว่า 3 วัน เพราะทำให้น้ำหมักมีกลิ่นบูดเน่า และสารกำจัดแมลงเสื่อมคุณภาพได้ ควรหมักไว้ 1 - 2 คืน แล้วกรองเอาน้ำสกัดออกมาเก็บไว้ใช้จะมีประสิทธิภาพมากกว่า
3. ควรจะหมักน้ำสกัดพืชสมุนไพร หลาย ๆ ขนาน พร้อม ๆ กัน แล้วกรองเก็บไว้สลับกันใช้ตามข้อ 1
4. การใช้น้ำสกัดสมุนไพรควรเริ่มใช้ในอัตราส่วนที่ต่ำ ๆ ก่อน เช่น 5 ช้อนแกง ต่อน้ำ 10 ลิตร แล้วจึงเพิ่มอัตราส่วนขึ้นทีละน้อย เพราะพืชผักบางชนิด อาจจะชะงักการเจริญเติบโต หรือทำให้ยอดหรือใบไหม้ได้
5. เศษพืชสมุนไพรที่กรองเอาน้ำหมักออกแล้ว นำไปใส่ตามโคนต้นไม้ผล หรือหว่านในแปลงกล้าข้าว เพื่อขับไล่หรือกำจัดแมลงศัตรูพืชได้
ขอขอบคุณรูปภาพจาก สวนการ์เด้นไนน์
----------------------------------

ฮอร์โมนเร่งโต เร่งดอก เร่งใบ เร่งราก
วัสดุอุปกรณ์
1. ยอดกระถิน (เก็บตอนเช้ามืดยังไม่ถูกแสงแดด) 1 กก.
2. หัวไชเท้า 1 กก.
3. มะพร้าวขูด 1 กก.
4. น้ำมะพร้าวแก่ 19 ลิตร
5. จุลินทรีย์ 1 ลิตร

ขั้นตอนที่ 1
การขยายจุลินทรีย์ในน้ำมะพร้าว นำจุลินทรีย์ 1 ลิตร ผสมลงในน้ำมะพร้าวแก่ จำนวน 19 ลิตร คนให้เข้ากัน 1-3 วันแรกเปิดฝาระบายอากาศวันละครั้งหมักไว้ 15 วัน

ขั้นตอนที่ 2
เก็บยอดกระถินตอนเช้ามืดสับหรือโขลกให้พอแตก หัวไซเท้าสับหรือโขลกให้พอแตก มะพร้าวขูดนำทั้ง 3 อย่างมาห่อผ้าเสื้อยึดอย่างหนา แช่ในน้ำมะพร้าวที่ขยายในจุลินทรีย์ หมักไว้ 15 วัน ยกถุงพืชออบีบน้ำ นำน้ำหมักที่ได้บรรจุใส่ขวดเก็บไว้ใช้ในการฉีดพ่นเป็นฮอร์โมน
ประโยชน์ : เป็นฮอร์โมนเร่งโต เร่งดอก เร่งใบ เร่งราก
อัตราการใช้ : 40 ซีซี. ต่อ น้ำ 20 ลิตร ควรฉีดพ่น 10-15 วันต่อครั้ง
Cr… kasedtakon

ฝากติดตาม เพจความรู้และ สาระดีๆ ด้วยนะครับ
https://www.facebook.com/kasetInterChiangMai/
-----------------------------------

การทำปุ๋ยมูลไส้เดือน
หลังจากไส้เดือนกินอาหารหมดแล้ว (จากการสังเกตด้วยตาเปล่า) ก็จะเหลือเฉพาะมูลที่ถ่ายไว้เท่านั้น ให้แยกไส้เดือนออกมาจากภาชนะเลี้ยง (ไส้เดือนที่แยกสามารถนำไปเลี้ยงต่อ) แล้วนำมูลไส้เดือนไปตากแห้งสัก 2 วัน เพื่อให้สะดวกต่อการร่อนในตะแกรง เมื่อร่อนเสร็จจึงได้มูลไส้เดือนล้วนก็สามารถนำมาใส่ในต้นไม้หรือพืชต่างๆ ได้ ทั้งนี้ ในกรณีที่ต้องการทำขายด้วยการแพ็กใส่ถุงต้องให้ตากแดดต่อไปอีกสัก 1 สัปดาห์ หลังจากร่อนแล้วจึงนำไปแพ็กใส่ถุงสุญญากาศ
มูลสัตว์จำนวน 100 กิโลกรัม จะได้มูลไส้เดือนจำนวน 70 กิโลกรัม ถึงแม้น้ำหนักจะลดลง แต่ได้ตัวไส้เดือนเพิ่มมากขึ้นแทน เพราะเพียง 1 เดือน ตัวไส้เดือนเพิ่มขึ้นถึง 1 เท่า ยิ่งถ้าเลี้ยงนานถึง 2 เดือน โดยสภาพการเลี้ยงยังสมบูรณ์จะได้ตัวไส้เดือนเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า
นอกจากปุ๋ยมูลไส้เดือนแบบตากแห้งแล้ว น้ำมูลไส้เดือน ซึ่งเป็นน้ำที่ไหลออกมาจากภาชนะที่ใช้เลี้ยง นิยมใช้ฉีดพ่นทางใบหรือต้น โดยน้ำมูลไส้เดือนนี้จะต้องนำไปผสมกับน้ำเปล่าในอัตรา 1 ต่อ 50 หรืออีกวิธีอาจใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือนที่ตากแดดแล้วมาผสมน้ำในอัตรา 1 ต่อ 10 แล้วทิ้งไว้สัก 1 สัปดาห์ จึงค่อยนำมาใช้
“วิธีหลังนี้จะได้ประโยชน์มาก เนื่องจากมาจากมูลไส้เดือนล้วน ทั้งนี้ ประโยชน์ของน้ำมูลไส้เดือนมักใช้ฉีดพ่นทางใบและต้นเช่นเดียวกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้พืชมีการเจริญเติบโตได้ดอกได้ผลอย่างสมบูรณ์แล้ว ยังเป็นการช่วยป้องกันการเกิดโรคและแมลงศัตรูพืชได้ด้วย”
การขายปุ๋ยมูลไส้เดือน โดยจะขายให้แก่เกษตรกรที่ทำสวนเกษตรหรือปลูกต้นไม้ดอก ไม้ประดับ เพราะจะช่วยให้ไม้เหล่านั้นเจริญเติบโต แข็งแรง ให้ดอกสวยงาม มีผลขนาดใหญ่ อีกทั้งถ้าเป็นไม้ผลจะช่วยเพิ่มความหวานด้วย “ธุรกิจไส้เดือนสามารถนำไปต่อยอดได้อีกหลายอย่าง ขณะเดียวกัน ยังสามารถผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนไปพร้อมกันอีก จึงถือเป็นการลงทุนที่ใช้เงินน้อย แต่นำไปต่อยอดได้มากมายในรายได้ที่เพิ่มมาก ทั้งยังไม่จำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิด”
การเลี้ยงไส้เดือน เพื่อขายพันธุ์
รายละเอียดขั้นตอนการเพาะ-ขยายพันธุ์ไส้เดือน ควรเลือกสถานที่ให้เหมาะสม ซึ่งควรเป็นสถานที่ที่มีร่มเงาทั้งวัน มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อบอ้าว และมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20-30 องศา จากนั้นจัด
เตรียมภาชนะสำหรับเลี้ยง ซึ่งสามารถเลือกใช้วัสดุเลี้ยงได้หลายชนิดตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นกะละมังพลาสติกที่ควรมีความกว้างไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร หรือในวงบ่อซีเมนต์ กระสอบปุ๋ย หรือแม้แต่ในกระถางมังกร
ให้เตรียมวัสดุที่ใช้เลี้ยง ได้แก่ มูลสัตว์ อย่างมูลวัว แพะ กระต่าย ช้าง แต่ในกรณีที่เป็นมูลสัตว์ปีกควรปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นก่อน ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานจึงไม่ค่อยนิยม สำหรับสัดส่วนที่ผสมให้ใช้มูลสัตว์ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ กับใช้ดินผสมใบไม้แห้งหรือฟางหรือหญ้าแห้งประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ ดินที่ใช้ควรเป็นดินชีวภาพหรือดินอินทรีย์ ไม่ควรใช้ดินที่มีส่วนผสมของสารเคมี และอาหารที่ใช้เลี้ยงไส้เดือนอาจเป็นขยะอินทรีย์ อย่างผัก ผลไม้ นำมาฝังกลบให้เป็นอาหารของไส้เดือน
อย่างไรก็ตาม หากเป็นการเลี้ยงไส้เดือนเชิงธุรกิจขนาดใหญ่มักใช้มูลสัตว์เป็นหลักอย่างเดียว ใช้มูลวัวนมที่ผสมกับขุยมะพร้าวหรืออาจใช้มูลวัวนมล้วน โดยมีวิธีทำคือนำมูลวัวมาทุบหรือป่นให้ละเอียด แล้วจึงนำไปใส่ในภาชนะอย่างกะละมังหรือวงซีเมนต์ จากนั้นรดน้ำเพื่อให้คลายความร้อน ให้รดทุกวัน วันละ 1 ครั้ง
ทิ้งไว้สัก 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ ขณะรดน้ำจะมีน้ำที่ผ่านมูลวัวไหลออกมาให้จัดหาภาชนะมารองเพื่อนำน้ำมูลวัวไปใช้รดต้นไม้ได้ ให้ลองใช้นิ้วจุ่มลงดินดูว่าเย็นหรือยัง ถ้าเย็นแล้วจึงค่อยปล่อยพันธุ์ไส้เดือนโดยมีอัตราการปล่อยพันธุ์ในกรณีที่มีพื้นที่สัก 1 ตารางเมตร ให้ปล่อยไส้เดือนประมาณ 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นมือใหม่อาจน้อยกว่าก็ได้ประมาณครึ่งกิโลกรัม เพราะจะช่วยให้เลี้ยงง่าย แล้วค่อยปล่อยให้ไส้เดือนขยายพันธุ์เอง
ภายหลังปล่อยไส้เดือนลงในภาชนะเลี้ยงแล้วโดยธรรมชาติมักใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ไส้เดือนคุ้นเคยกับวัสดุเลี้ยงเสียก่อน จากนั้นไส้เดือนจะผสมพันธุ์กัน แล้วออกไข่ทุกสัปดาห์ละ 3 ฟอง ต่อตัว และในไข่ 1 ฟอง สามารถให้ลูกเฉลี่ย 2 ตัว สำหรับพันธุ์แอฟริกันAF ทั้งนี้ ไข่ไส้เดือนจะมีทุกสัปดาห์
พันธุ์ไส้เดือนที่มีขนาดเล็กจะถูกเลี้ยงไปในระยะเวลาประมาณ 1 ถึง 1 เดือนครึ่ง จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการจำหน่าย โดยไส้เดือนจะมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 4-6 นิ้ว มีขนาดใหญ่ประมาณดินสอ ทั้งนี้ วิธีการขายจะกำหนดเป็นตัวหรือเป็นน้ำหนักแล้วแต่การตกลงกัน ขายครึ่งกิโลกรัมในราคา 400-500 บาท และ 1 กิโลกรัม ราคา 800-1000 บาท
ไส้เดือน เป็นสัตว์ที่มีโปรตีนสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ มักนิยมนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยงหลายชนิด โดยสัตว์ที่กินไส้เดือนเป็นอาหารจะมีสุขภาพแข็งแรง มีขนาดใหญ่ มีสีขนสวย นอกจากนั้น ถ้านำไปใช้เลี้ยงหมูจะพบว่าจะช่วยในเรื่องการผสมพันธุ์หมูได้อย่างดี
ในกรณีที่ลูกค้าอยู่ไกลแล้วต้องการให้จัดส่ง จะส่งเป็นไข่ไส้เดือนเป็นชุด ใน 1 ชุด มีจำนวนไข่ 150 ฟองไปให้ ซึ่งระหว่างเดินทางอาจมีการฟักตัว เหตุผลที่ต้องส่งเป็นไข่ไส้เดือนเพราะมิเช่นนั้นไส้เดือนอาจตายได้ระหว่างเดินทาง ทั้งนี้ มียอดการสั่งซื้อไส้เดือนในทุกสัปดาห์ โดยสัปดาห์ละ 3-4 ชุด โดยลูกค้าที่ซื้อมักนำไปเลี้ยงเพื่อทำปุ๋ยมูลไส้เดือน
ใครที่สนใจต้องการทำเป็นรายได้เสริมหรืองานอดิเรก แนะว่า ควรใช้พื้นที่เล็กน้อยเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบริเวณข้างบ้านหรือระเบียงบ้านก็ได้ หรืออาจดัดแปลงชั้นวางของที่เป็นลิ้นชักใช้เลี้ยงไส้เดือนได้
สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงไส้เดือนก็เป็นอาหารที่เหลือจากการกินประจำวัน ทั้งนี้ ถ้าเป็นกรณีของชาวสวน ชาวไร่ที่เลี้ยงตามต่างจังหวัดสามารถนำพืชผักที่เสียหายจากการเพาะปลูกนำมาใช้เป็นอาหาร
ไส้เดือนได้ แต่เน้นว่าต้องฝังกลบในดินเพื่อป้องกันสัตว์อื่นมากิน
ระยะเวลาการให้อาหารไส้เดือนควรพิจารณาในทุก 7 วัน ว่าอาหารหมดหรือยังด้วยการใช้วิธีเขี่ยดู ถ้าอาหารหมดสามารถเติมลงไปได้ในจำนวนที่ไม่มาก และควรกระจายอาหารให้เป็นบริเวณกว้าง ไม่ควรให้เป็นกลุ่มหรือกระจุก สิ่งที่ไม่ควรนำมาเป็นอาหารไส้เดือนคือสิ่งที่มีรสเผ็ดร้อน หรือมีกลิ่นฉุน หรือรสเปรี้ยว
“ผู้เลี้ยงท่านใดที่คิดในเชิงการค้าควรเลี้ยงให้มีความชำนาญเสียก่อน แล้วเมื่อมั่นใจจึงลงทุนซื้อหาวัสดุมาเลี้ยง ที่สำคัญควรหาตลาดไว้ก่อนเพราะเมื่อไส้เดือนมีการแพร่ขยายพันธุ์รวดเร็วมาก”
---------------------------------
8 สูตรธรรมชาติ กำจัดหอยทากแบบเด็ดขาด
วิธีป้องกันคือ
1. อย่าปล่อยให้บ้าน หรือสวนรก สกปรก มีเศษใบไม้ ใบหญ้า ผลไม้สุกเน่า เศษอาหาร ข้าวสุก หกหล่นอยู่ตามพื้น เป็นการหยุดสร้างแหล่งอาหารให้กับหอยทาก พอหอยทากขาดแหล่งอาหารมันก็จะอพยพ ย้ายไปหาแหล่งอาหารใหม่
2. ไม่ทำให้บ้าน สวน อับชื้น หมั่นดูแลตัดแต่งต้นไม้อย่าให้ร่มครื้นจนแดดส่องลงมาถึงพื้นดินไม่ได้ถึง พอพื้นดินได้รับแสงแดด หรือผนังบ้านโดนแดดก็จะสะสมความร้อนเอาไว้ หอยทนร้อนไม่ไหวก็จะถอยออกไป
3. เก็บหอยทากออกไปทิ้ง ในที่รกร้างข้างทาง อย่างน้อยเราก็เอาไปปล่อยในที่เขายังหาอาหารกินได้ เพราะหอยทากขยายพันธุ์เร็ว
วิธีกำจัดหอย
สูตร 1 กากกาแฟ
นำกากกาแฟมาโรยไว้รอบๆ แปลงผัก หรือรอบๆ กระถาง ความหยาบของกาแฟจะช่วยไม่ให้ทากเดินผ่านเข้าไปกินพืชผัก เพราะกากกาแฟจะติดลำตัวทาก
หากจะฉีดพ่นทางใบ ควรใช้กาแฟดำเข้มข้นผสมน้ำ อัตราส่วนเข้มข้น 1 ถ้วยต้องมีคาเฟอีนไม่ต่ำกว่า 1-2 % หากเจือจางน้อยก็คงเหมือนกับน้ำชาทั่วๆ ไป อาจไม่ตาย
สูตร 2 หินภูเขาไฟ ( Lava Rock)
หินภูเขาไฟ นำมาโรยไว้รอบๆ กระถางหรือแปลงผัก เพื่อป้องกันทาก และหอยทากได้ด้วย เพราะหินภูเขาไฟจะมีความหยาบมากๆ และมีแรงดึงดูดเหมือนแม่เหล็ก หากทากและหอยทากเดินผ่านมันจะหมดเรี่ยวแรงทันที
สูตร 3 สาหร่ายทะเล (Seaweed)
นำสาหร่ายไปตากแดดให้แห้ง และนำมาวางไว้รอบๆ แปลงผัก หรือรอบๆ กระถาง ทาก และหอยทากจะไม่มาใกล้ เพราะสาหร่ายทะเลมีความเค็มอยู่ในตัว และเวลาแห้งแล้วมันจะหยาบๆ กรอบๆ ซึ่งหอยและทากมันไม่ชอบอะไรที่เค็มๆ หยาบๆ
สูตร 4 เปลือกไข่
นำเปลือกไข่ไปล้างให้สะอาด ตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาบี้ให้แตกเป็นชิ้นๆ เล็กๆ ไม่ให้ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป นำไปโรยไว้รอบๆ แปลงผัก หรือรอบๆ กระถางต้นไม้ ให้วางหงายด้านในสีขาวๆของเปลือกไข่ขึ้น (ห้ามคว่ำเด็ดขาด) เพราะเปลือกไข่จะบางและคม บาดลำตัว นอกจากนี้ ในเปลือกไข่จะมีสาร แคลเซียมคาบอเนท calcium carbonate (CaCO3) สารตัวนี้จะละเหยออกมา ทำให้มันหันเหไปทิศทางอื่นทันที
สูตร 5 กระเทียม
กระเทียม มีธาตุกำมะถันสูง ที่สามารถต่อต้าน ขจัด ยับยั้ง และป้องกันสัตว์และแมลงต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น ยุง เพลี้ย เห็บ หมัด เหา แมลงหวี่ ทาก และหอยทาก สัตว์พวกนี้จะมีประสาทสัมผัสเร็วต่อกลิ่น ถึง 10,000 เท่าของมนุษย์ ตราบใดที่ยังมีกลิ่นของกระเทียม สัตว์พวกนี้จะไม่เข้าไปใกล้ จนกว่ากลิ่นจะหายหมดไปโดยนำกระเทียมทั้งเปลือก 2-3 กำมือ มาตำให้ละเอียด นำไปแช่น้ำ 1 แกลลอน หรือ 16 ถ้วย (ตักเปลือกกระเทียมที่ลอยอยู่ทิ้งไป) แช่น้ำค้างคืนไว้ 1 คืนโดยไม่ต้องผสมสารจับใบอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะกระเทียมจะมีน้ำมันอยู่แล้วในตัว (หากลองทุบกระเทียมแล้วเอามือบี้ๆ ดูจะเห็นว่ามียางเหนียวๆ ข้นๆ ติดนิ้วมือมาด้วย และจะมีรสชาติเผ็ดร้อน) กรองน้ำกระเทียมด้วยผ้าขาวบาง เอาแต่น้ำ แล้วนำไปฉีดพ่นตามใบผัก หรือฉีดพ่นตามกระถางต้นไม้ ให้รอบๆ กลิ่นของกระเทียมจะช่วยขับไล่ทาก,หอยทาก และแมลงต่างๆออกไปจากสวน
สูตร 6 ถ่าน
ถ่านที่ใช้หุง ต้ม กันทั่วไป โดยนำถ่าน มาตำ บด ให้เป็นผงๆ หยาบๆ ไม่ต้องละเอียดมาก แล้วนำไป
โรยรอบๆ กระถางต้นไม้ หรือรอบๆ แปลงผัก ทาก และหอยทากจะไม่เดินลุยผงถ่าน และถ่านที่ตากแดดไว้
อย่างน้อย 3 ชั่วโมง จะมีพลังงานกระแสไฟฟ้าด้วย เวลาทากและหอยมันเดินผ่านมันจะโดนถ่านดูด ลักษณะจะเหมือนโดนไฟดูด ทำให้ ทากและหอยมันเสียความทรงตัว มึนๆ แต่ไม่ถึงกับตาย
สูตร 7 ขี้แกลบ
เปลือกข้าวที่กะเทาะออกจากเมล็ดข้าว นอกจากจะใช้ทำปุ๋ยแล้ว ยังสามารถนำมาโรยไว้รอบๆ แปลงผัก หรือรอบๆ กระถาง ใช้ป้องกันทาก และหอยทากได้อีกด้วย เมื่อทากและหอยทากเดินผ่าน ขี้แกลบจะติดลำตัวมันไปด้วย และเอาออกยาก มันจะไม่ชอบ
สูตร 8 ขี้เลื่อย
ขี้เลื่อย นำมาโรยรอบๆ กระถาง หรือแปลงผัก เพื่อป้องกันทาก และหอยทาก ไม่ให้เข้าไปกินพืชผักได้ อะไรก็แล้วแต่ ที่เป็น ฝุ่นๆ ผงๆ หยาบๆ แหลมคม เหล็ก โลหะ ทาก และหอยทากจะไม่ชอบ
ข้อมูล: มติชน
---------------------------------------
วิธีทำปุ๋ยหมักไนโตรเจน จากกากถั่วเหลืองน้ำเต้าหู้
ปุ๋ยหมักกากถั่วเหลือง
อุปกรณ์
1. กากถั่วเหลืองจากการทำน้ำเต้าหู้
2. ใบก้ามปู
3. ขี้วัวแห้ง
4. เข่ง
5. กะละมัง
6. ผ้าปิดจมูก ถุงมือ
วิธีทำ
1. นำกากถั่วเหลืองมาตากแดด ให้มีความชื้นหมาดๆ ไม่ถึงกับแห้งสนิทหรือแฉะเกินไป ห้ามตากเกิน 2 วันเพราะกากถั่วเหลืองจะเน่าเละ หนอนขึ้นเต็ม แล้วถ้าไม่ตากแล้วมาทำปุ๋ยเลย เมื่อผสมทำปุ๋ยกากถั่วเหลืองจะเน่ามีกลิ่นเหม็น เป็นที่สะสมของหนอน เป็นปุ๋ยหมักช้า และจะเหลือแต่ใบไม้ ไม่มีเนื้อปุ๋ยเพราะ
1. หนอนกินไปหมดแล้ว
2. นำกากถั่วเหลืองที่ตากแดดแล้ว มาผสมกับใบก้ามปู และขี้วัว โดยการตวงปริมาณไม่ใช้การชั่ง อัตราส่วน กากถั่วเหลือง 2 ส่วน ขี้วัว 1/2 ส่วน ใบก้ามปู 1/2 ส่วน คลุกเคล้ากัน
3. นำกะละมังวางใต้เข่งโดยต้องยกพื้นเข่งให้มีอากาศถ่ายเท จากนั้นเทส่วนผสมที่คลุกเคล้าเสร็จแล้ว ใส่เข่งพลาสติก ถ้ายังไม่เต็ม สามารถเติมได้เรื่อยๆ กองปุ๋ยในเข่งจะยุบทุกวัน ภายใน 2 สัปดาห์ ถ้าเกินกว่านี้เนื้อปุ๋ยจะย่อยไม่เท่ากัน
4. เมื่อเต็มเข่งแล้ว ประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากที่ทิ้งไว้ ถ้าหน้าปุ๋ยแห้งเกิน 5-10 ซม. ให้พรมน้ำให้น้ำซึมเข้าไปลึกครึ่งหนึ่งของส่วนที่แห้ง เพราะน้ำจะซึมไปในส่วนที่เหลือเอง
5. กองปุ๋ยอายุประมาณหนึ่งเดือนให้พลิกกลับกอง คลุกเคล้าส่วนที่แห้งเช่น ด้านบน ขอบเข่ง ผสมกับช่วงกลางและล่างที่แฉะถ้าเนื้อปุ๋ยแห้งไป วิธีสังเกตคือ เนื้อปุ๋ยเป็นราสีขาวให้ผสมน้ำแล้วคลุกเคล้าพอหมาด ทำความสะอาดเข่งเปิดรูที่ถูกใบไม้หรือกากถั่วเหลืองอุด เสร็จแล้วให้ใส่ปุ๋ยกลับไปใหม่
6. เมื่อครบ 2 เดือน ให้คุ้ยดูกองปุ๋ย ถ้ากองปุ๋ยไม่มีกลิ่นเหม็น มีกลิ่นเหมือนดิน เนื้อยุ่ย ร่วนซุย ให้เทกองปุ๋ยตาก จนแห้ง แล้วเก็บใส่กระสอบ ถ้ายังไม่เป็นปุ๋ยอาจเกิดจากกองปุ๋ยแห้งหรือแฉะเกินไปทำให้จุลินทรีย์ไม่ทำงาน
- ปุ๋ยแห้งเกินไปจนเห็นเป็นราสีขาว ให้คลุกกองปุ๋ยกับน้ำ ผสมกันพอหมาด แล้วหมักต่อ
- ปุ๋ยแฉะเกินไปให้เทกองปุ๋ยตาก จนกองปุ๋ยเปียกแบบหมาดๆ แล้วนำไปใส่เข่งหมักต่อ
อัตราการใช้
ส่วนน้ำไนโตรเจนที่อยู่ในกะละมังจะมีสีดำข้นไม่มีกลิ่นเน่า สามารถนำไปผสมน้ำรดพืชผักได้ น้ำไนโตรเจนครึ่งแก้วต่อน้ำ 10 ลิตร
สำหรับใช้ผสมในดินปลูกพืชผัก แปลงปลูกผักให้ใช้ 1 กิโลกรัมต่อ พื้นที่แปลง 1 ตารางเมตร หรือใช้โรยหน้าดินแล้วรดน้ำตาม
---------------------------------------------------
เทคนิคเกร็ดความรู้เกษตร
1.จุลินทรีย์สับปะรด :

เลือกสับปะรดสดใหม่แก่จัด (ตัดจากต้นใหม่ๆ) ล้างทำความสะอาด สับเล็กทั้งเนื้อและเปลือก 5 กก. + น้ำตาลทายแดง 1 กก. + ยิสต์ทำขนมปัง 100 กรัม ผสมคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี บรรจุลงภาชนะทึบแสง (ลนไฟแอลกอฮอร์ฆ่าเชื้อแล้ว) ปิดฝาภาชนะด้วยสำลี เก็บในร่ม อุณหภูมิห้อง หมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน (อุณหภูมิปกติ) หรือหมัก 10 วัน (อากาศเย็น) ก็จะได้ "หัวเชื้อจุลินทรีย์กลุ่มบาซิลลัสและแอลกอฮอร์" เข้มข้น พร้อมใช้งาน.......ใช้ "หัวเชื้อ 20-30 ซีซี. + น้ำ 20 ล." ราดรดลงดินทุก 7-10 วัน จุลินทรีย์และแอลกอฮอร์จะช่วยกำจัดเชื้อราไฟธอปเทอร่า (โรครากเน่าโคนเน่า) ปรับสภาพโครงสร้างดินให้โปร่งร่วนซุยดี และแก้ปัญหาค่า EC ในดิน
2..ปุ๋ยสูตรเร่งหวาน :
ใช้ "เกลือสมุทร 1 แก้ว + มูลค้างคาว 1 กก. + ฟางขี้เห็ดฟางเปื่อยยุ่ยจนเกือบเป็นดิน 2 กก. + แป้งข้าวหมาก 1 ก้อน + น้ำตาลทรายแดง 1 แก้ว + ปูนขาว 1 แก้ว" ผสมคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากันดี ใส่ถุงพลาสติก รัดปากถุงไม่ให้อากาศเข้าได้ ทิ้งไว้ 3-5 วัน นำไปใส่โคนต้นไม้ผผล อัตรา 1 กก./ต้น/3 เดือน นอกจากจะช่วยให้ไม้ผลต้นนั้นออกดอกติดผลตลอดปีได้แล้วยังช่วยให้ได้คุณภาพ กลิ่นรสดีอีกด้วย หรือหากใส่ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 10-15 วัน ก็จะช่วยให้ผลกลิ่นดี รสหวานจัด
(บุญลือ สุขเกษม / นิตยสารไม่ลองไม่รู้)
3.ฮอร์โมนบำรุงดอก :
ใช้ "ใบผักหวานบ้านสดใหม่แก่จัด 3 กก. + ร็อคฟอสเฟต 1 กก. + น้ำมันรำ 1 ช้อน + น้ำมะพร้าวอ่อน 1 ผล + โยเกิร์ต 150 กรัม + น้ำตาลทรายแดง 1 กก. + น้ำคลองสะอาด 5 ล." สับละเอียดใบผักหวานแล้วผสมคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี ใส่ภาชนะปิดฝาพอหลวม เก็บในอุณหภูมิห้อง หมักนาน 3 อาทิตย์ กรองแล้วยคั้นเอาแต่น้ำได้ "หัวเชื้อเข้มข้น" พร้อมใช้งาน......ใช้ "หัวเชื้อ 20-30 ซีซี./น้ำ 20 ล."ฉีดพ่นทางใบให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลงถึงพื้นดินโคนต้น ทุก 7-10 วัน จะช่วยบำรุงดอกให้สมบูรณ์ พร้อมที่จะผสมติดเป็นผล ซึ่งจะส่งผลให้มีผลดกขึ้น......ประสิทธิภาพดีมากในผักกินผล อายุสั้นฤดูกาลเดียว
(บุญลือ สุขเกษม / นิตยสารไม่ลองไม่รู้)
4..ปรับ ซี/เอ็น เรโช :
จากหลักการที่ว่า จะเปิดตาดอกในไม้ผลยืนต้นให้ประสบความสำเร็จได้นั้นไม้ผลต้นนั้นจะต้องได้ รับการบำรุงทั้งสารอาหารกลุ่ม ซี. (กลุ่มสร้างดอก-ผล) และสารอาหารกลุ่ม เอ็น. (กลุ่มสร้างใบ-ต้น) ทั้ง
สองกลุ่มเท่าๆ กันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก่อน ทั้งนี้สังเกตได้จากสภาพความสมบูรณ์ของต้น
ไม้ผลต้นที่สะสมสารอาหารทั้งกลุ่ม ซี. และกลุ่ม เอ็น. ไว้ในอัตราส่วน ซี. เท่ากับ เอ็น. เมื่อเปิดตาดอกจะออกทั้งดอกและใบ หรือมีดอกแซมใบ ไม้ผลต้นที่สะสมสารอาหารทั้งกลุ่ม ซี. และกลุ่ม เอ็น. ไว้ในอัตราส่วน ซี. มากกว่า เอ็น. เมื่อเปิดตาดอกจะออกดอก ไม่มีใบตาดอกจะออกเป็นใบ ไม่มีดอก ดังนั้น เพื่อความมั่นใจก่อนลงมือเปิดตาดอก หรือเมื่อให้ปุ๋ยสูตรเปิดตาดอกแล้ว ไม้ผลต้นนั้นจะต้องออกดอก จึงต้องมีวิธีการจัดการเพื่อปรับอัตราส่วนระหว่าง ซี. กับ เอ็น. อย่างถูกต้อง นั่นคือ ปรับเพิ่ม ซี. และปรับลดเอ็น....โดยการปฏิบัติดังนี้
- เปิดหน้าดินโคนต้นจนถึงพื้นให้แสงแดดส่องทั่วบริเวณทรงพุ่ม
- ใส่ปุ๋ยทางราก 8-24-24 อัตรา 2 กก./ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม. โดยละลายน้ำราดรดบริเวณชายพุ่มพอหน้าดินชื้น จากนั้นงดให้น้ำเด็ดขาด
- ให้ปุ๋ยทางใบสูตร "0-42-56 (400-500 กรัม) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม (100 ซีซี.) + น้ำ 100 ล." สลับครั้งกับ "นมสด 100-200 ซีซี.+ สารสกัดสมุนไพร 300-500 ซีซี. + น้ำ 100 ล." (นมสด ซี/เอ็น เรโช เท่ากับ 39 : 1)แต่ละครั้งห่างกัน 3-5 วัน ฉีดพ่นพอเปียกใบ ไม่ควรให้ลงถึงพื้นโคนต้นเพราะจะกลายเป็นการให้น้ำ ช่วงเช้าแดดจัด
- รมควันโคนต้นช่วงหลังค่ำระหว่างเวลา 19.00-20.00 ครั้งละ 10-15 นาที รวม 2-3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2-3 วัน
ลักษณะอาการของต้นไม้ผลที่แสดงว่าการปรับเพิ่ม ซี. และปรับลด เอ็น. ได้ผลก็คือใบยอดคู่สุดท้ายที่ปลายกิ่งแก่จัดเขียวเข้ม ใบแก่โคนกิ่งเส้นใบ หนานูน เนื้อใบหนาส่องแดดไม่ทะลุ หูใบอวบอ้วน ข้อระหว่างใบสั้น กิ่งเปราะ....ด้วยมาตรการงดน้ำเด็ดขาดนี้จะให้ต้นเกิด อาการใบสลด ให้สังเกตอาการใบสลด ถ้าใบเริ่มสลดเมื่อเวลาประมาณ 11.00-12.00 น. แล้วเริ่มชูตั้งตรงอย่างเดิมราว 16.00 น. ติดต่อกัน 3 วัน ให้ลงมือเปิดตาดอกด้วยสูตจรเปิดตาดอก (ให้ทั้งทางใบและทางราก) ได้ทันที....แต่ถ้าใบสลดช่วงประมาณบ่ายโมงแล้วกลับชูตั้งตรงอย่างเดิมราว 16.00 น. ถือว่ายังไม่พร้อมจริง ให้งดน้ำควบคู่กับให้ทางใบต่อไป.....ปัญหางดน้ำไม่ได้ผลประการหนึ่ง คือ น้ำใต้ดินโคนต้น ซึ่งจะต้องหามาตรการป้องกันหรือควบคุมให้ได้
5.กดใบอ่อนสู้ฝน :
ธรรมชาติของพืชทุกชนิดมักแตกใบอ่อนหลังได้รับน้ำฝนเสมอ พืชทั่วไปอาจจะไม่มีปัญหาหรือถือว่าดี แต่
กรณีไม้ผลยืนต้นที่ต้องการบังคับให้ออกผลนอกฤดูจะต้องไม่มีการแตกใบชุด ใหม่เด็ดขาดแม้จะได้รับ
น้ำฝนก็ตาม การบำรุงต้นไม้ผลยืนต้นไม่ให้แตกใบอ่อนช่วงฝนชุกก็คือ มาตรการเพิ่มสารอาหารกลุ่ม ซี. ควบคู่กับงดสารอาหารกลุ่ม เอ็น. โดยการปฏิบัติดังนี้.....
- เปิดหน้าดินโคนต้นให้แสงแดดส่องทั่วบริเวณทรงพุ่ม พร้อมกับทำช่องระบายน้ำฝนออกจากโคนต้น อย่าให้น้ำฝนขังค้างนาน และงดการให้น้ำเด็ดขาด
- ใส่ปุ๋ยทางรากสูตร 8-24-24 (1-2 กก.)/ต้นทรงพุ่ม 3-5 ม.
- ให้ปุ๋ยทางใบสูตร "0-42-56 หรือ 0-21-74 หรือ 0-39-39 (สูตรใดสูตรหนึ่ง400-500 กรัม)+ ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100-200 กรัม + น้ำ 100 ล." สลับครั้งกับ "นมสด 100-200 ซีซี. + สารสกัดสมุนไพร 300-500 ซีซี." หรือ "ฮอร์โมนไข่สูตรไต้หวัน 500 ซีซี. + น้ำ 100 ล." (อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือใช้ทั้งสองอย่างสลับครั้งกัน) ทุก 3-5 วัน ช่วงเช้าวันที่ไม่มีฝน
ถ้ามีฝนตกตอนกลางวัน หลังฝนหยุดใบแห้งให้ฉีดพ่นทันที ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้าหรือบ่าย ถ้าช่วงเช้าฉีดพ่นไปแล้ว 1 รอบ ครั้นถึงเที่ยงมีฝนตกลงมา ก็ให้ฉีดพ่นซ้ำอีกครั้งหลังฝนหยุดใบแห้ง......กรณีนี้เท่ากับฉีดพ่น 2 ครั้งใน 1 วัน ถ้าวันนี้ไม่มีฝน ฉีดพ่นไปแล้ว ครั้นตกกลางคืนมีฝนตกลงมา ให้ฉีดพ่นซ้ำในเช้าวันรุ่งขึ้นทันที.....กรณีนี้เท่ากับฉีดพ่นวันต่อวัน
ปุ๋ยทางใบสูตรนี้เป็นสารอาหารกลุ่ม ซี. ที่ไม่ทำให้ต้นแตกใบอ่อนได้ เมื่อให้หลายๆครั้ง หรือติดต่อกันนานนับเดือน ไม้ผลต้นนั้นจะเกิดอาการอั้นตาดอก เนื้อใบหนา ใบและกิ่งกรอบ ผิวใบกร้าน ส่วนปลายสุดของใบไหม้ แต่ไม่เป็นปัญหาหรือไม่เป็นอันตรายใดๆต่อต้นตราบใดที่ยังมีฝนตกก็ขอให้บำรุง ทางใบด้วยสูตรนี้ไปเรื่อยๆจนกระทั่งหมดฝนและแน่ใจว่าจะไม่มีฝนตกอีกใน 15-20 วันข้างหน้า ก็ให้ลงมือเปิดตาดอกด้วยสูตรเปิดตาดอกได้เลย
6.โซดาปรับ เพิ่ม ซี.- ลด เอ็น. :
ตอนกลางวันพืชหายใจดูดคาร์บอนได อ๊อกไซด์เข้าสู่ต้นสำหรับใช้สังเคราะห์อาหาร แล้วคายอ๊อกซิเจนออกมา ส่วนตอนกลางคืนพืชหายใจดูดออกซิเจนเข้าไปสำหรับใช้ปรุงอาหารที่สะสมไว้ ตั้งแต่ตอนกลางวันแล้วคายคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ออกมา ในน้ำโซดามีคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดอ๊อกไซด์แก่พืชเพื่อใช้ในในการสะสมอาหาร สำหรับการออกดอก แนะนำให้ใช้ "น้ำ 100 ล. โซดาเปิดใหม่ยังไม่หมดฟอง 200-300 ซีซี. (เปิดนานไม่เกิน 2-3 นาที) + ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 ซีซี. + สารอาหารอื่นๆตามความเหมาะสม" ฉีดพ่นในช่วงปรับ ซี/เอ็น เรโช. ที่สภาพอากาศปกติ หรือหลังฝนเมื่อใบแห้ง นอกจากเพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดอ๊อกไซด์สำหรับสังเคราะห์อาหารได้ มากขึ้นแล้วยังช่วยป้องกันการแตกใบอ่อน (กดใบอ่อน) ได้อีกด้วย
7.สมุนไพร + ปุ๋ยกำจัดหอยเชอรี่ :
ใช้ "สารสกัดสมุนไพร (กลอย. หนอนตายหยาก.หางไหล.กากชา.)80 ล. + น้ำหมักชีวภาพ 20 ล." ผสมให้เข้ากันดี ได้ "หัวเชื้อเข้มข้น" พร้อมใช้.......ใช้ "หัวเชื้อ 3-5 ล. + น้ำ 10-20ล." สาดให้ทั่วแปลงนาก่อนย่ำเทือก สารออกฤทธิ์จากพืชสมุนไพร สารท็อกซิคจากน้ำหมักชีวภาพ และกลิ่นของน้ำหมักชีวภาพจะเป็นอันตรายต่อหอยเชอรี่ ทำให้หอยเชอรี่ตายหรือหนีไปได้
(บุญลือ สุขเกษม / นิตยสารไม่ลองไม่รู้)
8.ยาฆ่าหญ้า :
ใช้ "น้ำ + กากน้ำตาลเปล่าๆ หรือ ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่หมักใหม่ๆ มีส่วนผสมของกากน้ำตาลเข้มข้น + สารเร่งการดูดซึม"(ยูเรีย)เล็กน้อย ฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบช่วงแดดจัด ไม่ช้าใบหญ้าจะสลด เหี่ยว แล้วเหลืองแห้ง หรือเรียกว่า "ใบไหม้".....ยาฆ่าหญ้าจริงๆ ไม่ได้ทำให้ต้นหญ้าตาย เพราะหลังจากไม่นานหญ้าก็นั้นงอกใหม่ แสดงว่ายาฆ่าหญ้ามีฤทธิ์เพียงทำให้ใบไหม้เท่านั้น นอกจากนี้ยาฆ่าหญ้ายังมีสถานะเป็น "กรดจัด" ตัวยาที่สะสมอยู่ในเนื้อหญ้า เมื่อเนื้อหญ้าเน่าสลาย ยาฆ่าหญ้านั้นก็จะออกมาปนเปื้อนอยู่ในเนื้อดิน
9.สูตรปรับดิน :
กากมันสำปะหลังที่เหลือจากการทำ กลูโคส ตากแห้ง + ดินเหลือง (เยลโลเค้ก) + 35-0-0 (แอมโมเนียมไนเตรท) คลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วปั้นเม็ด ตากแดดให้แห้ง พร้อมใช้งาน
- ดินเหลืองเหนียวกว่าดินดำ นิยมใช้ดินเหลืองปั้นเม็ดปุ๋ยอินทรีย์
- ใช้ขี้เค้กโรงงานน้ำตาลแทนกากมันสำปะหลังได้
10.สูตรปรับดิน :
กากมันสำปะหลังที่เหลือจากการทำ กลูโคส ตากแห้ง + ดินเหลือง (เยลโลเค้ก) + 35-0-0 (แอมโมเนียมไนเตรท) คลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วปั้นเม็ด ตากแดดให้แห้ง พร้อมใช้งาน
- ดินเหลืองเหนียวกว่าดินดำ นิยมใช้ดินเหลืองปั้นเม็ดปุ๋ยอินทรีย์
- ใช้ขี้เค้กโรงงานน้ำตาลแทนกากมันสำปะหลังได้
11. ยูเรียต่ออ้อย ผลเสียมากกว่าผลดี :
ไนโตรเจน (46-0-0) ที่ได้จากยูเรีย ราคาแพง เห็นผลเร็วเพราะพืชสามารถดูดซับเข้าสู่ต้นได้ทันทีเนื่องจากเป็นไนโตรเจนที่ อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนรูปอีก แต่ก็ระเหยออกจากต้นได้เร็วเช่นกัน อ้อยที่ใช้ยูเรียลำต้นจะอวบอ้วน น้ำหนักดี เพราะมียูเรียอยู่ในต้น หลังจากตัดมาแล้ว 6-12 ชม.ยูเรียระเหยออกจากต้น น้ำหนักจะลดลงมาก ลำต้นเหี่ยว 15-0-0 หรือ 21-0-0 ราคาถูกกว่ายูเรีย ให้ไนโตรเจนเหมือนกันแต่ยังอยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ไม่ได้ ต้องรอให้จุลินทรีย์เปลี่ยนรูปเสียก่อนพืชจึงจะนำไปใช้ได้
12. ป้องกันแบคทีเรียในอาหารสัตว์ :
ใช้ หอมหัวใหญ่. พริกสดเผ็ดจัด. มะเขือเทศสุกหรือดิบ. หัวมันฝรั่งสด. อย่างละเท่าๆกัน คั้นแล้วกรองเอาแต่น้ำ ได้ "หัวเชื้อเข้มข้น" พร้อมใช้งาน
อัตราใช้ "หัวเชื้อ 20 ซีซี./น้ำ 20 ล." ฉีดพ่นที่บริเวณผิวหน้าอาหารสัตว์ที่ผสมเสร็จแล้วพอชื้นจะช่วยป้องกันเชื้อ โรคประเภทแบคทีเรียที่ล่องลอยอยู่ในอากาศเข้าไปเกาะอาศัยอยู่กับอาหารสัตว์ นั้นเพื่อแพร่ขยายพันธุ์ได้ ทำให้อาหารสัตว์ปลอดเชื้อแบคทีเรีย
13. ลดปริมาณไนเตรทในผัก
ผักสวนครัวประเภทกินใบที่ได้รับไนโตรเจนมากๆจะเกิดการสะสม จนกลายเป็นไนเตรท
-----------------------------------------
สูตรการทำปุ๋ยหมักมูลวัว
ประยุกต์จากจากหนังสือ เกษตรธรรมชาติ
วัตถุดิบ
สำหรับปุ๋ยหมักมูลวัว 1 ตัน
เศษพืช 650 กิโลกรัม
มูลสัตว์ 350 กิโลกรัม
เชื้อจุลินทรีย์ พด.1 1 ซอง
วิธีทำ
ในการทำปุ๋ยหมัก ให้จัดหาที่ที่น้ำไม่ท่วมขัง สำหรับปุ๋ยหมัก 1 ตัน จะใช้เนื้อที่ประมาณ 2 เมตร×3 เมตร และเพื่อความสะดวกควรแบ่งที่ไว้ข้างๆสำหรับกลับกองด้วย
เตรียม พด.1 โดยละลายในอัตราส่วน 1 ซอง ต่อน้ำ 20 ลิตร คนให้เข้ากันนาน 15-20 นาที
เตรียมปุ๋ยหมักโดยทำเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นประกอบด้วยเศษพืชหนาประมาณ 30-40 เซนติเมตร ทับด้วยมูลสัตว์หนาประมาณ 5-10 เซนติเมตร และรดให้ทั่วด้วยน้ำ พด.1 ประมาณ 5 ลิตร ตามด้วยการรดน้ำให้มีความชื้นประมาณ 60% (ทดสอบได้โดยจับขึ้นมากำควรจะมีน้ำออกมาเล็กน้อย) ย่ำให้พอแน่น
ทำเช่นนี้ จำนวน 4 ชั้น กองปุ๋ยควรมีขนาดกว้างประมาณ 2 เมตร ยาวประมาณ 3 เมตร สูงประมาณ 1.6 เมตร
คลุมชั้นบนด้วยฟาง หญ้า หรือทางมะพร้าว ไม่ควรใช้พลาสติกหรือผ้าใบคลุม
กลับกองทุกๆ 3-4 สัปดาห์ เพื่อลดอุณหภูมิ ระหว่างที่กลับกองถ้ากองปุ๋ยแห้งเกินไปให้รดน้ำ
หมักประมาณ 3 เดือน หรือจนวัสดุย่อยสลายตัวดี กลิ่นที่ได้จะเป็นกลิ่นดิน
-----------------------------------
สูตรการทำปุ๋ยหมักมูลไก่
ประยุกต์จากปุ๋ยน้ำชีวภาพจากหนังสือ เกษตรธรรมชาติ
เนื่องจากรำข้าวมีราคาค่อนข้างสูง ทางไร่ จึงประยุกต์สูตรโดยการทำหัวเชื้อก่อนแล้ว จึงนำหัวเชื้อไปต่อเชื้อเพื่อทำปุ๋ยหมักมูลไก่ต่อไป ทั้งนี้สูตรข้างล่างเป็นเพียงการแนะนำ และอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมต่อไป
ผลิตหัวเชื้อปุ๋ยหมักรำ
วัตถุดิบ
สำหรับผลิตหัวเชื้อปุ๋ยหมักรำ 100 กิโลกรัม
รำละเอียด 60 กิโลกรัม
มูลไก่ไข่ 40 กิโลกรัม
เชื้อ พด.1 1 ซอง
ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต 1 ช้อนทัพพี
วิธีทำ
นำวัสดุทุกอย่างผสมคลุกเคล้ากัน และพรมน้ำให้มีความชื้น 40 % (ดูได้จากทดสอบเอามือปั้น ก้อนวัสดุควรจะยังคงรูปร่างอยู่)
เมื่อคลุกให้เข้ากันแล้วให้คลุมกองด้วยกระสอบ
กลับกองทุกวัน วันละ 1 ครั้ง
หมักไว้ 7-10 วัน
เมื่อครบกำหนด ให้แผ่กองปุ๋ยเป็นการผึ่งให้แห้ง เมื่อแห้งดีได้เป็นปุ๋ยแห้งหัวเชื้อแล้ว จึงเก็บในกระสอบที่สามารถระบายอากาศได้ดี จะสามารถเก็บได้นาน (ไม่ควรเก็บนานเกิน 6 เดือน)
ผลิตปุ๋ยหมักมูลไก่
วัตถุดิบ
สำหรับผลิตปุ๋ยหมักมูลไก่ 105 กิโลกรัม
หัวเชื้อปุ๋ยหมักรำ 5 กิโลกรัม
มูลไก่ไข่ 100 กิโลกรัม
วิธีทำ (หมักในลักษณะเดียวกับการทำหัวเชื้อ)
นำวัสดุทุกอย่างผสมคลุกเคล้ากัน และพรมน้ำให้มีความชื้น 40 % (ดูได้จากทดสอบเอามือปั้น ก้อนวัสดุควรจะยังคงรูปร่าง)
เมื่อคลุกให้เข้ากันแล้วให้คลุมกองด้วย กระสอบ
กลับกองทุกวัน วันละ 1 ครั้ง
หมักไว้ 7-10 วัน
เมื่อครบกำหนด สามารถนำไปใช้งานได้
----------------------------------------------
วิธีทำปุ๋ยหมักแบบง่ายๆ ไม่ต้องเปลืองแรง
ปัจจุบันเกษตรปลอดสารหรืออาหารที่ปลอดภัย การจะได้มายังอาหารที่ปลอดภัยเหล่านั้นต้องมาเรียนรู้วิธีการหมักปุ๋ยหมักสร้างอาหารให้พืชกันก่อน ซึ่งวิธีการหมักปุ๋ยนี้อาจไม่ต่างกับการปุ๋ยหมักแบบทั่วไปเท่าไหร่นัก แต่วิธีนี้และอุปกรณ์ในคลิปที่เราจะแนะนำนับว่าเหมาะกับการหมักปุ๋ยแบบเป็นกองที่ไม่ต้องใช้เวลาทำนาน วันหนึ่งๆสามารถหมักปุ๋ยได้ไม่ต่ำกว่า 10 กอง (ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ) สะดวกไม่ต้องกลับกองปุ๋ย หมักไว้ประมาณ1-2เดือนก็นำไปใช้งานได้ เช่น เป็นปุ๋ยบำรุงพืช,รองก้นหลุมก่อนปลูกพืชผักทุกชนิดก็ดีนัก ซึ่งวิธีการดังกล่าวตามคลิปที่เราจะนำเสนอ ซึ่งเจ้าของสูตรคุณสมโภช ปานถม เกษตรผสมผสาน เจ้าของศูนย์เรียนรู้ฯอ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ได้ให้ชื่อว่า"ปุ๋ยหมักชีวภาพอัดแท่งเคลื่อนที่" จะเป็นอย่างไรติดตามรายละเอียดวิธีการทำในคลิปเกษตรดังต่อไปนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก รักบ้านเกิด Rakbankerd.co
----------------------------------------------
มะนาวแป้นมักจะประสบปัญหาจากโรคแคงเกอร์
วิธีธรรมชาติ
เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัสซับติลิส (บีเอส) ช่วยได้
ให้ไปขอ พด.3 จากกรมพัฒนาที่ดินมาฉีกซองใส่น้ำและน้ำตาลทิ้งไว้ 1 วันแล้วไปฉีดให้มะนาว
อัตราส่วน น้ำ 20 ลิตร ต่อน้ำตาล ครึ่งกิโล พด.3 หนึ่งซอง ผสมทิ้งไว้ หนึ่งวัน แล้วนำไปใช้โดยไม่ต้องผสมน้ำ ส่วนประกอบในพด.3 เป็นเชื้อราไตรโคเดอร์มากับเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ข้อดีของการใช้พด.3 คือได้ใส่เชื้อราไตรโคเดอร์มาให้มันด้วยซึ่งราตัวนี้ช่วยป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าได้และช่วยป้องกันโรคจากเชื้อราอีกหลายชนิด ในพด.3 เป็นเชื้อราไตรโคเดอร์มากับเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส สายบีเอสช่วงสัปดาห์แรกยังไม่เห็นผลชัดเจนก็ปล่อยทิ้งไว้ครบเดือนมาดูอีกทีพบว่าแทบจะไม่เหลืออาการของโรคให้เห็นแล้ว แต่ถึงจะเหลือร่องรอยของโรคอยู่บ้างแต่ก็ถือว่าอยู่ในระยะปลอดภัยแล้ว ที่ต้องรอดูต่อไปคือมันจะอยู่ได้นานแค่ไหน อีกนานไหมกว่าโรคจะกลับมา ตัวนี้รักษาได้ดีกว่า เห็นผลไวกว่าด่างทับทิม
---------------------------------
ฮอร์โมนถั่วเหลือง
ฮอร์โมนถั่วเหลือง ช่วยให้ผักพวกประเภทกินต้น กินใบ เช่นผักบุ้ง คะน้า ผักกาดต่างๆ เจริญเติบโตได้ดี ต้นสวย สมบูรณ์แข็งแรง ผักที่ใช้รดด้วยฮอร์โมนถั่วเหลืองนี้จะมีความกรอบ น่ารับประทาน ดังนั้นในการปลูกผัก จึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเลย
ขอบคุณข้อมูลจาก Narimon Atibaed
-----------------------------------------------
จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง PSB
ประโยชน์ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ทั้งแบบพ่นและรดลงดิน
• ทำให้ปุ๋ยดีขึ้นโดยเพิ่มไนโตรเจนในดิน ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีในดิน
• ทำให้การเก็บเกี่ยวทำได้มากขึ้น โดยทำให้พืชโตเร็วขึ้นถึงแม้ว่าจะมีแสงอาทิตย์น้อย
• ทำให้รากพืชโตเร็ว โดยเพิ่มโปรตีน , แร่ธาตุและกรดต่างๆ ที่จำเป็นต่อพืช
• ป้องกันไม่ให้ดินเป็นกรด
• ป้องกันไม่ให้ แบคทีเรียจำพวกบาซิลลัสเกิดขึ้น
จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง กับ พืช โดยใช้ทั้งแบบพ่น (100ccต่อน้ำ20ลิตร) และแบบรดลงดิน(200ccต่อน้ำ20ลิตร). ทุุก 7วัน ทำให้ พืช โตเร็ว และได้น้ำหนักดี
......หากต้องการไล่และกำจัดแมลงรวมทั้งเชื้อราชนิดต่างๆด้วยให้ผสม น้ำส้มควันไม้ ในการพ่นด้วยจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง
นาข้าวเขาจะฉีดพ่นจุลินทรีย์ 4 ครั้งดังนี้ครับ
ครั้งที่ 1 เมื่อข้าวอายุครบ 20 วัน นับจากวันที่เริ่มหว่าน ฉีดพ่นเชื้อจุลินทรีย์ขยาย 20 ลิตรต่อ 1 ไร่
ครั้งที่ 2 เมื่อข้าวอายุครบ 40 วัน ฉีดพ่นเชื้อจุลินทรีย์ขยาย 20 ลิตรต่อ 1 ไร่
ครั้งที่ 3 เมื่อข้าวอายุครบ 60 วัน ฉีดพ่นเชื้อจุลินทรีย์ขยาย 20 ลิตรต่อ 1 ไร่
ครั้งที่ 4 เมื่อข้าวเริ่มตั้งท้องออกรวง ฉีดพ่นเชื้อจุลินทรีย์ขยาย 40 ลิตรต่อ 1 ไร่
หัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง 1 ลิตร ขยาย ได้ 1000 ลิตร ใช้ได้กับพื้นที่ 5 ไร่
ประโยชน์กับพืช
- ช่วยตรึง เพิ่ม ไนโตรเจนให้กับพืช
- ช่วยกำจัดแก็สไฮโดรเจนซัลไฟล์(แก๊สไข่เน่า)ในดินจากกระบวนการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ ที่เป็นพิษต่อรากพืช
- ทำให้พืชโตเร็วขึ้น โดยการเพิ่มแร่ธาตุในดินและย่อยสลายแร่ธาตุในดินให้พืชนำมาใช้ได้
- เป็นตัวทำกระบวนการรีไซเคิลให้กับ คาร์บอน , ไนโตรเจน , และสารประกอบจำพวกซัลเฟอร์ ทำให้พืชใบเขียวนาน มัน และไม่เหี่ยวง่าย
- เป็นแหล่งรวมแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ เช่น กรดอะมิโน ( Amino acids ), กรดนิวเคลียริค ( Nucleic acids ) , สารประกอบทางกายภาพ ( Physiologically active compounds ) และ โพลีแซคคาไรด์ ( Polysaccharides ) etc. เนืองจากเซลล์ของจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จะประกอบด้วยโปรตีนประมาณร้อยละ 60 ซึ่งโปรตีนเหล่านี้ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วน และยังมีวิตามินและแร่ธาตุ เช่น B1 B2 B6 B12 กรดโฟลิค วิตามินซี วิตามินดี วิตามินอี รงควัตถุสีแดง (carotenoid) และสารโคแฟคเตอร์ เช่น ยูบิควิโนน โคเอนไซม์คิวเท็น ไซโตไคนิน ซีเอติน ออกซิน กรดอินโดล -3- อะซิติก (Indole-3-acetic acid : IAA) กรดอินโดล -3-บิวทีริก (Indole-3-butyric acid : IBA) ซึ่งเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
- ทำให้พืชมีรสชาติ ผลสมบูรณ์ โตเร็ว แข็งแรง
- ช่วยทำให้รากของพืชแข็งแรงโตเร็วสามารถหาอาหารได้เก่งสามารถดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้น
- ช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยหลักลง 50 %
- ช่วยให้ผลิตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30 % เนื่องจากพืชมีความสามารถในการดูดกินปุ๋ยได้ดีขึ้น ช่วย ให้พืชมีความแข็งแรงและต้านทานโรคและแมลงต่างๆได้ดีขึ้น ใช้ในนาข้าว,พืชไร่,ไม้ผล,ไม้ประดับ ฯลฯ โดยเฉพาะการใช้เพิ่มผลผลิตข้าวได้มากถึงไร่ละ 30 เปอร์เซ็นต์ เพราะดินในบริเวณราก ข้าวจะเกิดแก๊สไข่เน่า(ไฮโดรเจนซัลไฟด์) ซึ่งไปยับยั้งการดูดซึมของรากข้าว แต่จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงจะไปเปลี่ยนแก๊สไข่เน่าให้ไปอยู่ในรูปสารประกอบซัลเฟอร์ที่ไม่เป็นพิษต่อรากทำให้รากข้าวเจริญงอกงามสามารถดูดซึมอาหารให้ ต้นข้าวแข็งแรงและขจัดสารพิษในนา ส่วนในพืชอื่นๆก็เช่นกัน และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงยังมีโปรตีนสูงและวิตามินแร่ธาตุมากมาย เป็นประโยชน์กับพืชอย่างมากเพิ่มคุณภาพผลผลิต ช่วยเพิ่มแร่ธาตุในดิน เช่น ไมคอริซ่า,อาโซโตแบคเตอร์ ฯลฯ

สนใจ ผลิตภัณสอบถามเพิ่มเติมได้ ที่ข้อความนะครับ
ขอบคุณคลิปจาก kongphop kumruengsri
----------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สูตรดินผสม
สูตรดินผสม นี้ใช้ได้ครอบจักรวาล ทั้งเป็นดินเพาะกล้า, ดินกลบหลุมปลูก, ดินปลูกต้นไม้ในกระถาง
สูตร 1
ดินร่วน 1 กระสอบปุ๋ย
แกลบดิบ 2 กระสอบปุ๋ย
ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 1 กำมือ
ปุ๋ยน้ำชีวภาพ 200 cc.

สูตร 2
ดินร่วน 1 กระสอบปุ๋ย
แกลบดิบ 3 กระสอบปุ๋ย
แกลบดำ(แกลบเผา) 3 กระสอบปุ๋ย
ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 1 kg.

สูตร 3
ดินร่วน 1 กระสอบปุ๋ย
แกลบดิบ 1 กระสอบปุ๋ย
โบกาจิ(ปุ๋ยหมัก EM ) 1/2 กระสอบปุ๋ย
ปุ๋ยน้ำชีวภาพ 500 cc.
---------------------------------------------
หัวเชื้อจุลินทรีย์บาซิลลัส
ส่วนประกอบ
– เปลือกสับปะรดสับละเอียด 3 กิโลกรัม
– ใส่กากน้ำตาล 1 ลิตร หรือน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
– ใส่ยาคูลท์ 2 ขวด
– ปิดฝาซีนให้แน่น หมักไว้ 15 วัน เติมน้ำ 5-10 ลิตร หมักต่อ 1 เดือน กรองเอาแต่น้ำใส่ขวด

ประโยชน์ จุลินทรีย์ในกลุ่มของบาซีลลัสนี้มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายสูง ย่อยซากอินทรียวัตถุ และแร่ธาตุในดินให้กลับมาเป็นธาตุอาหารของพืช
วิธีใช้ หัวเชื้อ 1-2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 5 ลิตร ฉีด พ่น ราด รด วันเว้นวัน หัวเชื้อนี้สามารถนำไปทำน้ำยาเอนกประสงค์ได้ด้วย
----------------------------------
วัตถุที่ใช้แทนกากน้ำตาล
– น้ำผึ้ง , น้ำตาลทรายแดง , นมสด
– น้ำผลไม้สดทุกชนิด เช่น น้ำมะพร้าว น้ำส้ม น้ำสับปะรด น้ำอ้อน ฯลฯ
– น้ำซาวข้าว
– น้ำปัสสาวะ
– ฯลฯ
สำหรับคนที่มีเศษอาหารสดในครัวเรือนมากมายต่อวัน อย่าขุดฝังใต้โคนต้นไม้นะคะ เพราะจะเน่าเสีย นอกจากคุณจะมีพื้นที่บ้านมากพอ อย่าโยนใส่รถขยะเทศบาล เพราะจะเน่าเสีย กว่ารถจะนำไปกลบฝังหรือบำบัดแบบอื่นๆ กรุณาร่วมใจ ช่วยกันบำบัดสดครัวเรือน ด้วยการหมักเป็นปุ๋ยชีวภาพ เศษอาหาร ผัก ผลไม้ ที่เหลือจากการบริโภค ทุกอย่าง ยกเว้นน้ำมัน
ใส่ถังหมัก หรือ ภาชนะ หรือแม้แต่ถุงดำหนาๆ เติมน้ำตาล หรือ กากน้ำตาล และน้ำเปล่า ใช้สูตรการหมักโดยน้ำหนัก เศษอาหาร 5 ส่วน ต่อกากน้ำตาล 1 ส่วน ต่อน้ำเปล่า 1 ส่วน เคล้าให้เข้ากัน ปิดฝาถัง ตั้งไว้ในที่ร่ม อย่าให้โดดแดดส่อง เพราะจุลินทรีย์จะตาย ฝาไม่ต้องปิดสนิท เพราะจะมีแก๊ซบางชนิดเกิดในระหว่างการหมัก
เติมเศษอาหารใหม่ได้ทุกวัน ใช้สูตรผสมตามเดิม น้ำตาลเป็นส่วนสำคัญในการหมัก เพราะจุลินทรีย์ที่มีในถังหมัก ต้องกินน้ำตาล น้ำปุ๋ยชีวภาพ ใช้ผสมน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ต่อน้ำ 1 ถัง ใช้รดน้ำต้นไม้ สัปดาห์ละสองครั้งกำลังดี ชนิดเข้มข้น ใช้ราดในโถส้วม ราดท้องร่อง หรือบริเวณน้ำขังเน่าเสีย ชนิดเจือจางสามถึงห้าเท่า ใช้ราดดับกลิ่นมูลสัตว์ หรือผสมน้ำอาบสุนัข ล้างคอกสัตว์เลี้ยง ดับกลิ่นต่างๆ เนื้อปุ๋ย ใช้ผสมดิน 5 เท่า สำหรับปลูกผัก หรือขุดหลุมฝังที่โคนต้นไม้
-----------------------------------------------

น้ำหมักชีวภาพ สูตรไล่หอย เพลี้ยไฟ
1. ยอดยูคาลิปตัส 2 กก.
2. ยอดสะเดา 20 ยอด หรือ 2 กก.
3. ข่าแก่ 2 กก.
4. บอระเพ็ด 2 กก.
5. จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว
6. กากน้ำตาล 1 แก้ว

วิธีทำ
นำยอดยูคาลิปตัส ยอดสะเดา ข่าแก่ และบอระเพ็ด แต่ละอย่างแยกกันใส่ปิ๊บ ใส่น้ำให้เต็ม ต้มให้เหลือน้ำ
อย่างละครึ่งปิ๊บ ทิ้งไว้ให้เย็น นำมาเทรวมกันในถังใหญ่หรือโอ่ง ใส่จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว

วิธีใช้
ใช้แก้วผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีด พ่น รด ในแปลง ผัก พืช ในนาข้าว ป้องกันใบข้าวไหม้ด้วย
---------------------------------------

วิธีการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพตัวขยาย

นี่เป็นอัตราเริ่มต้น เหมาะสำหรับทำใช้ในครัวเรือน และพื้นที่น้อย
– ถังพลาสติกที่มีฝาปิดใส่น้ำสะอาด 8 ลิตร ถ้าเป็นน้ำประปาก็ขังไว้ให้หมดคลอรีน 3-4 วัน
– ใส่กากน้ำตาล 300 ซีซี (ครึ่งขวดเล็ก) คนให้กากน้ำตาลละลาย
– ใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์ 300 ซีซี คนให้เข้ากัน (หัวเชื้อแอ๊คติโนมัยซิท หรือหัวเชื้อบาซิลลัส )
– ปิดฝาซีนให้แน่น 3-4 วัน

เมื่อครบ 3-4 วัน พอเปิดฝาถังออกจะเกิดฝ้าขาวลอยอยู่ด้านบน
นั่นแสดงว่าขบวนการหมักสมบูรณ์ดี ประโยชน์การใช้ถ้านำไปใช้กับสิ่งแวดล้อม
ประมง การปศุสัตว์ใช้เวลาหมัก 3-7 วันก็สามารถนำไปใช้ได้แล้ว เพราะว่าเอาแค่จุลินทรีย์ไม่ได้เอาธาตุอาหาร

แต่ถ้าใช้กับต้นไม้ ให้หาธาตุอาหารมาใส่ และหมักไปถึง 3 เดือน ให้ความเป็นกรดลดลงเสียก่อน
แต่เนื่องจากความแตกต่างของพืชแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน เช่น พืชบางชนิดต้องการดอก
บางชนิดต้องการผล บางชนิดต้องการต้นและใบ

ถ้าจะเร่งต้น เร่งใบ ก็เอา พืชประเภท ไนโตรเจน มาใส่ เช่น กระถิน กระเฉด คะน้า กวางตุ้ง ถั่วต่างๆ
เอามาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกันให้ได้ 1 ก.ก.สับเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ถุงตาข่าย นำไปหมัก 3 เดือน
ถ้าเร่งดอก ก็ใช้หน่อไม้ฝรั่ง ใบแก่ชะอม มูลค้างคาว หินฟอสเฟต เปลือกกุ้ง ฟักทอง บล๊อกโคลี่ เปลือกไข่
ถ้าเร่งผล ก็พวก ผลไม้สุก กล้วยหอมงอม พริกสด กระเจี๊ยบเขียว

อัตราการใช้ 1-2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 5 ลิตร ฉีด พ่น ราด รด วันเว้นวัน จะช่วยปรับปรุงดิน ธาตุอาหารจะช่วยบำรุงต้นไม้
ใช้กับสิ่งแวดล้อม นำไปใส่ท่อเพื่อขจัดไขมันอุดตัน ใส่แหล่งน้ำเพื่อขจัดน้ำเสีย ใส่ห้องน้ำดับกลิ่น
ใช้กับปศุสัตว์ 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 50 ลิตร ให้สัตว์กิน ผสมน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นเพื่อขจัดกลิ่น
-----------------------------------------------
ปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ
ส่วนประกอบ
1.แกลบหรือใบไม้หรือชังข้าวโพด. 1 กระสอบ
2.มูลสัตว์. 1 กระสอบ
3.ขี้เถ้าแกลบ(แกลบดำ) 1 กระสอบ
4.รำอ่อน. 1 กระสอบ
5.หัวเชื้อจุลินทรย์. 0.5ลิตร
6.น้ำ. 10 ลิตร
วิธีทำ
1.คลุกแกลบ มูลสัตว์ ขี้เถ้าแกลบ ใบไม้ รำอ่อนให้เข้ากันดี
2.ผสมหัวเชื้อลงในน้ำ ให้เข้ากัน
3.ผสมน้ำและหัวเชื้อลงในกองปุ๋ย ให้ทั่วไปมีความชื้นพอประมาณ ทดลองกำมือบีบดู จะสามารถเกาะกันเป็นก้อนได้ แต่ไม่เหนียวเมื่อทิ้งลงพื้นสูงประมาณ1เมตร ก้อนจะแตก แต่ยังคงมีร่องรอยนิ้วมืออยู่
4.ตักใส่กระสอบแล้วมัดปากถุง
5.กองกระสอบปุ๋ยเป็นระยะห่างกัน ให้ความร้อนระบายออกได้ทุกด้านทั้ง4ด้านไม่ติดกัน(สามารถวางซ้อนกันได้)
6.กองปุ๋ยทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วันตรวจดูจะมีกลิ่นหอม ไม่มีไอร้อนแล้วนำไปใช้งานได้ และเก็บรักษาไว้ได้นาน
วิธีใช้
ควรเริ่มตั้งแต่ขั้นเตรียมดิน ควรหมักดินไว้ประมาณ 7วันก่อนปลูกพืช
อัตราการใช้
1.นาข้าว. 200 กก./ไร่
2.พืชไร่ พืชผัก 2. กำมือ/1 ตารางเมตร
3.ไม้ยืนต้น. 1. กก./1 ตารางเมตร
ข้อแนะนำ
1.ควรคลุมดินด้วยฟางหรือเศษหญ้าทับลงบนดินหวังหว่านปุ๋ยหมักแล้ว
2.ควรใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพผสมน้ำรดราดบนฟางหรือเศษหญ้าควบคู่กันไปกับการ
การใช้ปุ๋ยหมักแห้งจะได้ผลดีมาก ทำให้ดินฟู รากเจริญได้ดีมาก
--------------------------------------------------
การทำน้ำส้มสายชูแท้จากสับปะรด ไร้สารเคมี แก้ท้องอืด
ว่างแล้วไม่มีอะไรทำว่างๆ เรามาลองทำน้ำส้มสายชูจากเปลือกสับปะรดจะได้น้ำส้มแท้บริสุทธิไม่มี สารเคมีเจือปนและยังช่วยให้สุขภาพดีขึ้นเพราะว่าในน้ำส้มสับปะรดนั้นช่วยแก้ ปัญหาท้องอืดท้องเฟ้อได้ด้วยเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลามาลองทำตามวิธีนี้ได้เลยครับ
วัสดุ อุปกรณ์
เปลือกสับปะรด 1 กิโลกรัม
น้ำตาลทราย 300 กรัม
ยีสต์ทำขนมปัง 2 ช้อนชา
หม้ออะลูมีเนียม
เตาไฟ
ขวดโหลปากกว้าง (สำหรับใส่เปลือกสับปะรด)
ถุงพลาสติกพร้อมยางรัดปิดปากขวดโหล
วิธีทำ
หั่น หรือ บดเปลือกสับปะรดให้ละเอียด
ใส่เปลือกสับปะรดลงในหม้ออะลูมีเนียมเติมน้ำให้ท่วมเปลือกสับปะรด
ยก หม้อตั้งไฟเติมน้ำตาลทรายลงในหม้อ ต้มให้เดือด และถ้าน้ำงวดลงให้เติมน้ำเพิ่มเล็กน้อย แล้วชิมดูซิว่ามีความหวานนิดๆ หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้เติมน้ำตาลเพิ่ม
จากนั้นต้มให้เดือดอีกครั้ง แล้วยกทิ้งไว้ 5 นาที เพื่อให้เย็นลง
ลวกขวดโหลด้วยน้ำเดือด แล้วคว่ำให้น้ำออก
เทเปลือกสับปะรดลงในขวดโหล แล้วปิดปากขวดโหลด้วยพลาสติก เอายางรัดไว้ให้แน่น แล้วก็ตั้งทิ้งไว้ให้อุ่น (ที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส)
ใส่ ยีสต์ 2 ช้อน ลงในโหล แล้วใช้ช้อนสะอาด (อย่าลืมลวกน้ำร้อนก่อนนะ) คนเบาๆ จากนั้นปิดปากขวดด้วยพลาสติก ตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม ประมาณ 2- 3 สัปดาห์
นำ น้ำส้มสายชูที่กรองเอาแต่น้ำแล้วเทใส่ขวดปากแคบ (เช่นขวดน้ำหวาน) ปิดฝา แล้วก็นำไปแช่ตู้เย็น เราก็จะได้น้ำส้มสายชูใส น่าใช้ และยังปราศจากสารเคมีเจือปนด้วย

หลังจากหมักไว้ 2-3 วัน จะเกิดฟองก๊าซ นั่นแสดงว่าได้เกิดขบวนการหมักของยีสต์ขึ้น
เรา สามารถนำน้ำส้มสายชูที่ทำขึ้นนี้ไปใช้ประกอบอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติได้เหมือน กับน้ำส้มสายชูที่มีขายในท้องตลาด และบางทีอาจจะปลอดภัยกว่าอีกด้วย
ข้อมูลจากคุณ:นายเกษตร
---------------------------------------------------------------------
มารู้จักกับเทคนิคและวิธีการทำน้ำหมักสมุนไพร 7 รส
การทำน้ำหมักสมุนไพร 7 รส คือ การเลือกเอาสมุนไพรรสต่างๆมาทำน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพ เพื่อประโยชน์ทางการเกษตร ใช้ได้กับนาข้าว และพืชผักทุกชนิด น้ำหมักสมุนไพร 7 รส ประกอบด้วย
1.น้ำหมักสมุนไพรรสจืด
วัตถุดิบ ได้แก่ ใบกล้วย ผักบุ้ง รางจืด และพืชสมุนไพรที่มีรสจืดทุกชนิด
สรรพคุณ จะเป็นปุ๋ยบำรุงดิน ให้ดินมีความร่วนซุย โปร่ง และทำให้ดินไม่แข็ง และใช้บำบัดน้ำเสียได้ด้วย
2.น้ำหมักสมุนไพรรสขม
วัตถุดิบ ได้แก่ ใบสะเดา บอระเพ็ด ใบขี้เหล็ก และพืชสมุนไพรที่มีรสขมทุกชนิด
สรรพคุณ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพืช
3.น้ำหมักสมุนไพรรสฝาด
วัตถุดิบ ได้แก่ ปลีกล้วย เปลือกมังคุด เปลือกฝรั่ง มะยมหวาน และพืชสมุนไพรที่มีรสฝาดทุกชนิด
สรรพคุณ ฆ่าเชื้อราในโรคพืชทุกชนิด
4.น้ำหมักสมุนไพรรสเบื่อเมา
วัตถุดิบ ได้แก่ หัวกลอย ใบเมล็ดสบู่ดำ ใบน้อยหน่า และพืชสมุนไพรที่มีรสเบื่อเมาทุกชนิด
สรรพคุณ ฆ่าเพลี้ย หนอน และ แมลง ในพืชผักทุกชนิด
5.น้ำหมักสมุนไพรรสเปรี้ยว
วัตถุดิบ ได้แก่ มะกรูด มะนาว กระเจี๊ยบ และพืชสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวทุกชนิด
สรรพคุณ ไล่แมลงโดยเฉพาะ
6.น้ำหมักสมุนไพรรสหอมระเหย
วัตถุดิบ ได้แก่ ตะไคร้หอม ใบกะเพรา ใบเตย และพืชสมุนไพรที่มีรสหอมระเหยทุกชนิด
สรรพคุณ จะเป็นน้ำหมักที่เปลี่ยนกลิ่นของต้นพืช เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงไปกัดกินทำลาย
7.น้ำหมักสมุนไพรรสเผ็ดร้อน
วัตถุดิบ ได้แก่ พริก ขิง ข่า และพืชสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อนทุกชนิด
สรรพคุณ ไล่แมลง และ ทำให้แมลงแสบร้อน
วิธีทำปุ๋ยน้ำหมักอินทรีย์ชีวภาพ
สูตรที่ 1 : ประกอบด้วย
1. สมุนไพร 3 กิโลกรัม
2. หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น ( EM ) 1 ลิตร
3. น้ำตาลทรายแดง หรือ กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
4. น้ำสะอาด 10 ลิตร
ใส่ภาชนะ ปิดฝาให้แน่นทิ้งไว้ 90 วัน ระหว่างนั้นก็ให้คลายล็อคเพื่อระบายความดันทุก ๆ 5-7 วัน ต่อครั้งอัตราการใช้ ผสมน้ำ 200 - 500 เท่า ฉีดพ่น
สูตรที่ 2 : ประกอบด้วย
1. สมุนไพร 30 กิโลกรัม
2. พด. 2 1 ซอง ละลายน้ำสะอาด 3 ลิตร
3. กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม
4. น้ำสะอาด 10 ลิตร
ใส่ภาชนะ ปิดฝาให้แน่นทิ้งไว้ 15 วัน ระหว่างนั้นก็ให้คลายล็อคเพื่อระบายความดันทุก ๆ 5-7 วัน ต่อครั้งอัตราการใช้ ผสมน้ำ 200 - 500 เท่า ฉีดพ่น
-----------------------------------------------
ใช้รำทำปุ๋ยบำรุงข้าว
ชาวนาที่เน้นการทำนาแบบปลอดสาร ได้ให้เกียรติกับทีมงานรักบ้านเกิดบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตการทำนาและยังฝากสูตรการทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากรำหยาบและสารเร่ง พด.2 ซึ่งวัสดุทั้งสอง สามารถหาง่ายในชุมชน เกษตรกรทำได้จริงและเห็นผลจริง ซึ่งน้ำหมักชีวภาพจากรำหยาบและสาร พด.2 สิ่งนี้จะมีประสิทธิภาพช่วยในการบำรุงดินได้อย่างดี ช่วยให้ดินมีความร่วนซุย รากพืชสามารถดูดสารอาหารต่างไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งเป็นการใช้วัตถุดิบที่มีในธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ต้นทุนต่ำและปลอดภัยจากสารเคมี
ขอบคุณข้อมูลจาก รักบ้านเกิด Rakbankerd.com
-----------------------------------------------

การเลี้ยงหมูหลุม เป็นการผลิตเนื้อหมูสาหรับบริโภคในท้องถิ่น เน้นเทคนิคด้วยการจัดการคอกไม่ให้มีของเสียออกจากฟาร์ม โดยเฉพาะน้าเสียจากการทาความสะอาดคอก ที่มีการกาจัด/บาบัดของเสีย(มูลสัตว์)ในคอก ด้วยจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ จากน้าหมักชีวภาพ พด.2 หรือ พด.6 โดยใช้ผสมในอาหารที่ให้หมูกิน หรือฉีดพ่นเพิ่มเติมบนตัวหมู วัสดุรองพื้นคอก และบริเวณคอก มูลสัตว์ที่เคยเป็นของเสียเหล่านั้นจะถูกนากลับเป็นปัจจัยการผลิตในการปลูกพืชที่สำคัญ คือ ปุ๋ยชั้นเยี่ยมจากกระบวนการหมักและย่อยสลายของจุลินทรีย์ พอเพียงต่อการใช้ในการปลูกพืชในพื้นที่ 10-12 ไร่ ทั้งพืชที่ปลูกเป็นรายได้และพืชที่เป็นอาหาร เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ พืชอาหารสัตว์ เป็นการหมุนเวียน/ใช้พลังงานธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีที่พึ่งพาตนเอง การเลี้ยงหมูในคอกที่ไม่แออัด แบบธรรมชาติ ได้สัมผัสดินแสงแดดอากาศดี มีราข้าว พืชผัก หญ้าสดผสมน้าหมักชีวภาพพริกป่นและเกลือ เป็นอาหารธรรมชาติ ที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุธรรมชาติทาให้ลาไส้มีสุขภาพดีย่อยและดูดซึมอาหารได้ดีหมูแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันโรค ทาให้ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะและยาเคมีในการป้องกันรักษาโรค เหมือนหมูฟาร์ม
พันธุ์หมูที่เลือกใช้ คือพันธุ์ลูกผสมหมูป่า+เหมยซาน เพราะกินอาหารง่าย มีภูมิต้านทานโรคสูง ไม่ส่งเสียงร้องเมื่อหิว และมีนิสัยชอบขุดคุ้ย(ช่วยกลับกองปุ๋ย)อาจขายเป็นหมูอินทรีย์หรือเนื้อหมูป่าให้ร้านอาหารป่าที่มีราคาดีกว่าหมูฟาร์ม ที่สาคัญคือประหยัดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงและได้ปุ๋ยคุณภาพดีไว้ใช้
ขั้นตอนและวิธีการเลี้ยง
1.ขนาดคอก 3x4 เมตร ลึก 80 เซนติเมตร สาหรับเลี้ยงหมู 4 ตัว (ใช้ลูกหมูอายุ 1 เดือน เลี้ยง 140-150 วัน)
2.โรยวัสดุรองพื้น ได้แก่ แกลบดิบ ฟางข้าว ขี้เลื่อย ใบไผ่ เศษหญ้า หรือใบไม้แห้ง
3.เลี้ยงด้วยพืชผัก หยวกกล้วย หญ้าสด ใบกระถิน และรา คลุกเคล้าด้วยน้าหมักชีวภาพ(ผสมเกลือแกงพริกป่น)
4.อาจเปลี่ยนวัสดุรองพื้นทุก 2 เดือน หรือเติมวัสดุรองพื้นเรื่อยๆ แล้วขนออกตอนทาความสะอาดคอก หลังจากจับหมูขายทีเดียว ซึ่งจะได้ปุ๋ยคอกจากขี้หมูเฉลี่ย 1 ตัน/เดือน หรือ 12 ตัน/ปี
-----------------------------------------------
สูตรทำยาคุมหญ้าในข้าวนาหว่านอินทรีย์
1.นำสูตรปรามโรค 20 CC.ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมให้เข้ากัน
2.เสร็จแล้วนำมาฉีดพ่นให้ทั่วแปลงนาข้าว หลังจากที่หว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว
ประโยชน์
-ช่วยควบคุมและลดการเจริญเติบโตของวัชพืชรวมทั้งศัตรูข้าว จึงทำให้ข้าวนาหว่านไม่มีหญ้า
-ในขณะเดียวกันสูตรนี้ยังทำหน้าให้ความชุ่มชื่นถึงแม้ที่นาจะดินแห้งก็ตาม
-ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยได้ดี เนื่องจากสูตรนี้ก็เป็นปุ๋ยจุลินทรีย์อยู่แล้ว
-ลดต้นทุนการใช้สารเคมี ยาหญ้าฆ่าหรือคุมหญ้าได้ดี
-ปลอดภัยต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม
สูตรปรามโรค
1.จุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 ส่วน
2.น้ำส้มสายชู 50%-60% 1 ส่วน
3.เหล้าขาว 1 ส่วน
4.กากน้ำตาล 1 ส่วน
-นำทุกอย่างมาผสมให้เข้ากัน หมักไว้ในที่ร่ม ปิดผ้าให้สนิทประมาณ 24 ชม./นำไปใช้ได้
-------------------------------------------------
น้ำหมักเร่งด่วนกำจัดเชื้อราในนาข้าว
ด้วยสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงเกษตรกรมักประสบกับปัญหาเรื่องของเชื้อราที่เข้ามาระบาดในแปลงนาเป็นวงกว้างส่งผลเสียต่อเรื่องการออกผลผลิตในขั้นต่อไป ดังนั้น "น้ำหมักจานด่วนกำจัดเชื้อราในนาข้าว" สามารถนำไปช่วยยับยั้งการระบาดของเชื้อราไม่ให้แพร่กระจายไปในวงกว้างได้ โดยการใช้วัตถุดิบที่มีรสชาดฝาด(หมาก เปลือกมังคุด) 1/2 กก. กระเทียม 1/2 กก.แอลกอฮอล์ 2 ขวด(หรือใส่พอท่วมวัตถุดิบ) หมักไว้เพียงแค่ 24 ชม.ก็สามารถนำเอาฉีดพ่นในนาข้าวเพื่อเป็นการยับยั้งเชื้อรา อัตราส่วนในการใช้ 50 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7 วัน (ถ้าหากฝนตกหลังการฉีดพ่นไปแล้ว 1 วัน เราสามารถไปฉีดพ่นซ้ำเพิ่มเติมได้)
ขอบคุณข้อมูลจาก รักบ้านเกิด Rakbankerd.com
--------------------------------------------
ยาฆ่าหญ้าสูตรเกลือกำจัดวัชพืชในนาข้าวอินทรีย์
วัชพืช ถือได้ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการปลูกข้าว ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าวโดยวิธีใด ทั้งนี้ เนื่องจากความชื้นในดินทำให้เกิดมีวัชพืชขึ้นมากกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ซึ่งวัชพืชจะสร้างปัญหาให้มากที่สุด การกำจัดวัชพืชควรจะเริ่มตั้งแต่การปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยว ส่วนวิธีการกำจัดนั้นก็สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของวิธีการเหล่านั้นและความพร้อมของเกษตรกรเอง ดังนั้น ในการจะเลือกใช้วิธีใด เกษตรกรควรต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลาย ๆ ด้าน เช่น สภาพพื้นที่ที่ปลูกข้าว ชนิดของวัชพืช ผลดี-ผลเสียของแต่ละวิธี วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ระยะเวลาที่ใช้ สุขภาพของผู้ใช้ รวมทั้งความคุ้มค่าต่อการลงทุนอีกด้วย
วัตถุดิบที่ต้องเตรียม
1.เกลือ จำนวน 2 กิโลกรัม
2.น้ำ จำนวน 20 ลิตร
3.ปุ๋ยยูเรีย 21-0-0 จำนวน 2 กิโลกรัม
ขั้นตอนการทำ
นำเกลือมาผสมกับปุ๋ยยูเรีย แล้วนำไปผสมกับน้ำ 20 ลิตร จากนั้นนำไปฉีดในนาข้าวที่มีต้นข้าวที่มีความสูงเหนือหัวเข่า ใช้ระยะเวลาเพียง 3 วันเท่านั้น ต้นหญ้าหรือวัชพืชที่เกษตรกรไม่ต้องการก็จะแห้งเหี่ยวตายไปเองกลายเป็นปุ๋ย ชั้นดีในนาข้าวได้ดีอีกด้วย
-------------------------------------
สูตรปุ๋ย ฮอร์โมนเร่งดอก ผล กำจัดไล่แมลง.!!
สูตรปุ๋ย ฮอร์โมน สารไล่แมลง..

การขยายจุลินทรีย์ EM
1. จุลินทรีย์ EM 2 ช้อนโต๊ะ
2. กากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำสะอาด 1 ลิตร
วิธีทำ
ผสมจุลินทรีย์ EM กากน้ำตาล และน้ำเข้าด้วยกัน ใส่ขวดพลาสติกชนิดฝาเกลียวปิดฝาให้แน่น เก็บไว้ 3 – 5 วัน
จะเป็นหัวเชื้อขยายเป็นการนำจุลินทรีย์มาขยายให้ได้จำนวนมาก ลดต้นทุนนำไปใช้หรือขยายต่อได้อีก
(เก็บไว้ได้นาน 3 เดือน)
วิธีใช้
ใช้ทำปุ๋ยน้ำ ฮอร์โมน สารไล่แมลง และปุ๋ยแห้ง ฯลฯ
หมายเหตุ 1 แก้ว ประมาณ 250 ซีซี
1 ช้อนโต๊ะ ประมาณ 10 ซีซี

การทำฮอร์โมนผลไม้
1. มะละกอสุก 2 กก./ สัปรดสุก
2. ฟักทองแก่จัด 2 กก.
3 . กล้วยน้ำว้าสุก 2 กก.
4. จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว
5. กากน้ำตาล 1 แก้ว
6. น้ำสะอาด 1 ถัง หรือ 10 ลิตร
วิธีทำ
สับมะละกอ ฟักทอง กล้วยทั้งเปลือกและเมล็ดให้เข้ากันผสม EM และกากน้ำตาล อย่างละ 1 แก้ว ใส่น้ำ
10 ลิตร หรือ 1 ถัง คนให้เข้ากันปิดฝาให้แน่น หมักไว้ 7 – 8 วัน เปิดก๊อกแล้วกรองใส่ขวดเก็บได้นาน 3 เดือน
วิธีใช้
4 – 5 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 10 ลิตรหรือถัง 1 ถัง ฉีด พ่น ราด จะทำให้ดอกติด ผลดก ขนาดโต น้ำหนักดี
รสชาติอร่อย
การทำฮอร์โมนยอดพืช
1. ยอด/ใบยูคาลิปตัส 1 กก./ ใบกระเพรา / ยอดใบโหระพา
2. ยอดสะเดา 1 กก. (ยอดและเมล็ด)
3. น้ำสะอาด 1 ถัง / 10 ลิตร
4. จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว
5. กากน้ำตาล 1 แก้ว
วิธีทำ
นำใบยูคาลิปตัส ยอดสะเดา และน้ำ 10 ลิตร ต้มรวมกันประมาณ 15 นาที ทิ้งให้เย็น ผสมจุลินทรีย์ EM
1 แก้ว กากน้ำตาล 1 แก้ว ปิดฝาหมักทิ้งไว้ 7 – 10 วัน ใช้ได้
วิธีใช้
4 – 5 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 10 ลิตรหรือถัง 1 ถัง ฉีด พ่น ราด รด จะทำให้ดอกติด ผลดก ขนาดโต น้ำหนักดี

ขั้วเหนียว รสชาติอร่อย.!!

การทำปุ๋ยน้ำ (ใช้ทันที)

1. จุลินทรีย์ EM 2 ช้อนโต๊ะ
2. กากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำสะอาด 10 ลิตร หรือ 1 ถัง
วิธีทำ
นำจุลินทรีย์ EM และกาน้ำตาลผสมในน้ำให้เข้ากัน

วิธีใช้
พืช ผัก ใช้ ฉีด พ่น รด ราด ทุก 3 วัน ไม้ดอกไม้ผล พืชสวน ฉีด พ่น ทุก 7 วัน เดือนละ 1 – 2 ครั้ง
ใช้ให้หมดภายใน 1 วัน หากไม่หมดให้นำไปราดห้องน้ำ ล้างพื้นซีเมนต์หรือเทลงท่อระบายน้ำกำจัดกลิ่นเหม็น

สูตรไล่หนอน,กำจัดแมลง ทุกชนิด ได้ผลชงัดนักแล.!!
1. จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว
2. กากน้ำตาล 1 แก้ว
3. น้ำสมสายชู 5% 1 แก้ว
4. เหล้าขาว 28 – 40 ดีกรี 2 แก้ว
5. น้ำสะอาด 10 ลิตร
วิธีทำ
นำส่วนผสมมาผสมให้เข้ากัน ใส่ภาชนะปิดฝาให้สนิท หมักไว้ 7 – 10 วัน เขย่าถังเบาๆ ทุกวันและเปิดฝานิดๆ
ให้ก๊าซระบายออก ครบกำหนดเก็บใส่ขวดพลาสติกเก็บไว้ใช้ได้นาน 3 เดือน /หลัง3 เดืือนจะเป็นยาฆ่าหญ้า
วิธีใช้
4 – 5 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 20 ลิตร ใช้ฉีด พ่น รด ราด พืชผัก ไม้ใบ ไม้ดอก พืชสวน ทุกสัปดาห์

สูตรไล่หอย , เพลี้ยไฟ
1. ยอดยูคาลิปตัส 2 กก.
2. ยอดสะเดา 20 ยอด หรือ 2 กก.
3. ข่าแก่ 2 กก.
4. บอระเพ็ด 2 กก.
5. จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว
6. กากน้ำตาล 1 แก้ว
วิธีทำ
นำยอดยูคาลิปตัส ยอดสะเดา ข่าแก่ และบอระเพ็ด แต่ละอย่างแยกกันใส่ปิ๊บ ใส่น้ำให้เต็ม ต้มให้เหลือน้ำ
อย่างละครึ่งปิ๊บ ทิ้งไว้ให้เย็น นำมาเทรวมกันในถังใหญ่หรือโอ่ง ใส่จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว
วิธีใช้
ใช้แก้วผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีด พ่น รด ในแปลง ผัก พืช ในนาข้าว ป้องกันใบข้าวไหม้ด้วย

การทำปุ๋ยแห้ง (โบกาฉิ)
1. มูลสัตว์ (ทุกชนิด) 1 ส่วน (กระสอบ)
2. แกลบดิบ 1 ส่วน (กระสอบ)
3. รำละเอียด 1 ส่วน (กระสอบ)
4. จุลินทรีย์ EM 20 ซีซี (2 ช้อนโต๊ะ)
5. กากน้ำตาล 20 ซีซี (2 ช้อนโต๊ะ)
6. น้ำสะอาด 10 ลิตร หรือ 1 ถัง

วิธีทำ
ขั้นที่ 1 เตรียมจุลินทรีย์ EM , กากน้ำตาล , น้ำสะอาด , ผสมไว้ในถังน้ำ
ขั้นที่ 2 นำมูลสัตว์ + รำละเอียดผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
ขั้นที่ 3 นำแกลบดิบใส่ลงในน้ำที่ขยายจุลินทรีย์ EM ในขั้นที่ 1 จุ่มให้เปียกแล้วบีบพอหมาดๆ
นำมาคลุกกับส่วนผสม ขั้นที่ 2 ให้เข้ากันจะได้ความชื้น 40 – 50 %(กำแล้วไม่มีน้ำหยดจากง่ามมือ)
การหมัก เอาส่วนผสมทั้งหมดบรรจุลงในกระสอบป่าน , ถุงปุ๋ย ที่อากาศถ่ายเทได้ โดยบรรจุลงไป ? ของกระสอบไม่ต้องกดให้แน่น นำไปวางลงในที่มีฟางรอง เพื่อการระบายอากาศในส่วนส่วนล่างพลิกกลับกระสอบ ในวันที่ 2,3,4 ทุกๆ วัน ในวันที่ 2 – 3 อุณหภูมิ จะสูงถึง 50 0c – 60 0c วันที่ 4 และวันที่ 5 อุณหภูมิเย็นลงจนปกติตรวจดูไม่ให้อุณหภูมิเกิน 36 0c ปุ๋ยแห้งสนิทสามารถนำไปใช้ได้

การเก็บรักษา
เก็บรักษาเมื่อโบกาฉิแห้งสนิทควรเก็บรักษาในที่ร่ม ไม่โดนฝนและไม่โดนแดด สามารถเก็บรักษา
ได้นานประมาณ 1 ปี
วิธีใช้
1. ใช้ปุ๋ยแห้งในแปลงปลูกต้นไม้ทุกชนิดในอัตราส่วนปุ๋ยแห้ง 1 กำมือ/พื้นที่ 1 ตรม. แล้วทำการเพาะปลูกได้
2. พืชผักที่มีอายุเกิน 2 เดือน เช่น ฟักทอง , แตงกวา , ถั่วฝักยาว , กระหล่ำปลี ใช้ปุ๋ยแห้งรองก้นหลุมก่อนปลูกใช้ประมาณ 1 กำมือ
3. ไม้ยืนต้น , ไม้ผล ควรรองก้นหลุ่มด้วย เศษหญ้า – ใบไม้ ฟางแห้ง และปุ๋ยแห้งประมาณ 1 – 2 บุ้งกี๋ ส่วนไม้ยืนต้น , ไม้ผลที่ปลูกแล้วให้ใส่ปุ๋ยแห้ง ให้รอบทรงพุ่มแล้วคลุมด้วยเศษหญ้า ใบไม้แห้ง, ฟางแห้ง
4. ไม้ดอก , ไม้ประดับ , ไม้กระถาง ควรใส่ปุ๋ยแห้งสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ รอบๆ โคนต้น
ข้อควรจำ
เมื่อใช้ปุ๋ยแห้ง (โบกาฉิ) ต้องใช้ปุ๋ยน้ำฉีดพ่นด้วยเสมอ เพื่อให้จุลินทรีย์ ที่พักตัวทำงานได้ดี

สูตรน้ำซาวข้าว
1. น้ำซาวข้าว (ประมาณ) 2 ลิตร
2. จุลินทรีย์ EM 1 ช้อนโต๊ะ
3. กากน้ำตาล 1 ช้อนชา
4. น้ำสะอาด ? แก้ว
วิธีทำ
1. น้ำซาวข้าว (น้ำเพื่อล้างฝุ่นข้าวและส่งสกปรกออกก่อนนำไปหุง) ประมาณ 2 ลิตร หากไม่ถึงให้เติมน้ำสะอาดลงไปกรองด้วยผ้าขาวบางให้ใส
2. ผสมกากน้ำตาลที่ละลายน้ำเจือจางแล้ว 3 ช้อนโต๊ะ ลงในน้ำซาวข้าวใส่จุลินทรีย์ EM 1 ? ช้อนโต๊ะ แล้วบรรจุ ในขวดพลาสติกชนิดฝาเกลียวปิดฝาให้สนิท
3. เก็บไว้ประมาณ 3 – 5 วัน น้ำที่ได้มีสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอมจึงนำไปใช้
วิธีใช้
1. ใช้แทนผงซักฟอก โดยใช้สูตรน้ำซาวข้าว ผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 20 แช่ผ้าทิ้งไว้ 1 คืน กรณีใช้เครื่องซักผ้าประมาณ 500 ซีซี วันรุ่งขึ้นซักน้ำสะอาด และน้ำผ้าตากให้แห้ง ผ้าจะสะอาดไม่มีกลิ่น ไม่กระด้าง รีดง่าย
2. ใช้เป็นสเปรย์ดับกลิ่น โดยนำสูตรน้ำซาวข้าว ใส่ขวดที่มีหัวฉีดเป็นละออง ดับกลิ่นเหม็นติดเสื้อผ้า กลิ่นอับในรถยนต์
3. ใช้ผสมน้ำถูพื้นบ้าน พื้นครัว (อัตราส่วนตามความสกปรก)
4. กรณีมีตะกอนที่ก้นขวด ให้ใช้เฉพาะน้ำใสเท่านั้น
5. ใช้ให้หมดภายในเวลาประมาณ 3 – 5 วัน
หมายเหตุ หากดมดูมีกลิ่นเหม็น ใส่กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกันนำไปราดท่อระบายน้ำ หรือเทลงในส้วม

สูตรสารไล่แมลง
1. ลูกยอสุก 1 กก.
2. จุลินทรีย์ EM 1 แก้ว
3. กากน้ำตาล 1 แก้ว
วิธีทำ
นำลูกยอสุกมาสับให้ละเอียด ใส่น้ำพอท่วมผสมจุลินทรีย์ EM กากน้ำตาล คนให้เข้ากัน หมักไว้ 10 วัน พอได้ที่คั้นเอาแต่น้ำมาใช้
วิธีใช้
สารไล่แมลง 1 แก้ว ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีด พ่น รด ราด
วัตถุที่ใช้แทนกากน้ำตาล
- น้ำผึ้ง , น้ำตาลทรายแดง , นมสด
- น้ำผลไม้สดทุกชนิด เช่น น้ำมะพร้าว น้ำส้ม น้ำสับปะรด น้ำอ้อน ฯลฯ
- น้ำซาวข้าว
- น้ำปัสสาวะ
- ฯลฯ

วิธีทำปุ๋ยยูเรียน้ำ สูตรหนึ่ง

1ใช้ถั่วเหลือง 1kg
2กากน้ำตาล 1kg
3น้ำมะพร้าว 10ลิตร
ใช้ถ่วเหลืองดิบๆไม่ต้องต้มหมักรวมกับกากน้ำตาลและน้ำมะพร้าว หมักทิ้งไว้ 14 วัน
กรองเอาแต่น้ำ จะได้น้ำปุ๋ยหมักยูเรีย ที่เทียบเท่า
ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 หนึ่งกระสอบ
แต่เราสามารถทำได้ในราคาไม่เกินร้อย
วิธีใช้สองช้อนแกงต่อน้ำเปล่ายี่สิบลิตร หรือ1/1000
จะฉีดทางใบหรือจะลดโคนต้นก็ได้ทุกๆเจ็ดวันถึงสิบวัน
จะได้เท่ากับปุ๋ยสูตร 57-0-0 เลยทีเดียว

การผลิตปุ๋ยยูเรียอินทรีย์ สูตรสอง
ส่วนผสม
๑. ถั่วเหลืองเมล็ดแห้ง (บด) ๑ กิโลกรัม
๒. สับปะรด ๒ กิโลกรัม
๓. กากน้ำตาล ๓ กิโลกรัม
๔. น้ำชาวข้าว หรือน้ำมะพร้าว ๑๐ ลิตร
๕. จุลินทรีย์หน่อกล้วย ๑ กิโลกรัม

วิธีทำ / วิธีใช็

๑. ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน หมัก ๑๕ วัน (คนทุกวัน)
๒. ใช้ทางดิน ปุ๋ย ๑ ลิตร ต่อน้ำ ๕๐๐ ลิตร
ปุ๋ย ๔ ช้อน ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
๓. ใช้ทางใบ ปุ๋ย ๑ ลิตร ต่อน้ำ ๑,๐๐๐ ลิตร
ปุ๋ย ๒ ช้อน ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ๔. ปุ๋ยยูเรียน้ำ ๕ ลิตร เท่ากับปุ๋ยสูตร 46-0-0




แหล่งที่มา : นายอธีศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ นักปราชญ์ชาวบ้าน จากมูลนิธิชัยพัฒนา


----------------------------------------------------------------------
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©