-
++kasetloongkim.com++ Forums-viewtopic-* เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - * เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

* เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
หาวด้า
หาวด้า


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 11953

ตอบตอบ: 15/02/2026 1:52 pm    ชื่อกระทู้: * เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

*****************************************************************
........................ เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง .....................................

******************************************************************
16 JUN

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 1 :

เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ลุงคิมมีโอกาสติดตาม ศ.ดร.ขวัญชัย สมบัติศิริ แห่งกรมวิชาการเกษตร นักวิจัยจากเยอรมัน กับ อ.สำรวล ดอกไม้หอม ไป ตรวจ/ดู ผลงานการใช้สารสะเดากับมะม่วงของลุงเฉียดฯ บ้านเกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา มะม่วง 20 ไร่ อายุต้น 10 ปี ทำนอกฤดู ไม่มีร่องรอยใดๆ จากการเข้าทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืชประจำมะม่วงปรากฏแม้แต่น้อย ....

ลุงเฉียดฯ บอกว่า เมื่อก่อนใช้สารเคมียาฆ่าแมลงหนักมาก ถึงขนาดเมียต้องเข้า ร.พ. หมอบอกเป็นหลายโรค ทุกโรคที่เกิดจากภูมิแพ้สารเคมียาฆ่าแมลงทั้งนั้น ต้องเสียค่ารักษา พยาบาลเดือนละ 10,000 กว่า ทุกเดือน ติดต่อกัน 3 เดือน กระทั่งเลิกใช้สารเคมีแล้วหันมาใช้สารสมุนไพรจากสะเดาแทน ด้วยความตั้งใจแน่วแน่มุ่งมั่น ทำตามคำที่นักวิจัยเยอรมันบอกทุกขั้นตอน แค่ 3-4 เดือนเท่านั้น อาการของเมียทุเลาลง จากจ่ายค่ารักษาพยาบาลงวดละ 10,000 ลดลงเหลืองวดละ 1,000 จากต้องไปหาหมอเดือนละครั้ง ลดเป็น 3 เดือนครั้ง....

เรื่องการใช้สารสะเดากับมะม่วงที่สวนนี้ ชาวบ้านย่านนั้นรู้ดี เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ แต่เป็นเรื่องที่ควร “เผย แพร่/ส่งเสริม” ด้วยซ้ำ รู้ทั้งรู้ เห็นกับตาจับกับมือกินกับปาก กลับไม่เชื่อ ไม่เอาตาม ไม่ต่อยอดขยายผล บางรายหนักหน่อย หาว่าลุงเฉียดฯ “บ้า” ซะอีก ....

ลุงเฉียดฯ เลยบอกศาลาบ๊ายบาย ตัวใครก็ตัวใคร เลิกสอน เลิกบอก ว่าแล้ว ไปเที่ยวหาเก็บ “ขวด/กล่อง/ซอง/ถุง/โบชัวร์ สารเคมียาฆ่าแมลง” สารพัดชนิด ทุกยี่ห้อ เอามากองไว้ที่บ้าน กองสูงท่วมหัว ไว้ให้คนดู แล้วบอกว่า “มะม่วงที่นี่ไม่มีโรคแมลง เพราะสารเคมียาฆ่าแมลงในกองนั่นไง....

จากงานวิจัยครั้งนี้ นักวิจัยเยอรมันจัดพิมพ์เป็นเอกสารเผยแพร่เป็นภาษาต่างๆทั่วโลก 14 ภาษา ยกเว้นภาษา ไทย เพราะมีนักวิชาการไทยร่วมงานอยู่แล้ว กับขอซื้อลิขสิทธิ์ไปด้วย ส่วนไทยเรา โดยคุณ “ชาตรี จำปาเงิน” เอาไปทำสารสะเดา ออกขาย ตั้งชื่อยี่ห้อว่า “สะเดาไทย 111” วันนี้ไปถึงไหนแล้ว ไม่รู้

เรื่องสารสะเดา ไทย-เยอรมัน ..... เอวัง ก็มีด้วยประการะ เช่นนี้

-------------------------------------------------------------------------

17 JUN

สมุนไพร (77) :

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 2 :

วันนั้น สุภาพสตรี สมช.รายการวิทยุ มาที่ RKK สอบถามแล้วทราบว่า อาชีพเป็นพยาบาล สังกัด ร.พ.บ้านโป่ง ราชบุรี ทำสวนผักข้างบ้านเป็นงานอดริเรก มาขอความรู้เรื่อง ปุ๋ยธรรมชาติแท้ๆ ยาสมุนไพรแบบที่ใช้กำจัดแมลงได้ทุกชนิด งานนั้นลุงคิมจัดให้ฟรี ไม่คิดตังค์

คุณพยาบาลเล่าสู่ฟังว่า ระยะ 3-4-5 เดือนที่ผ่านมา มีคนไข้มาหาหมอ หมอใหญ่ตรวจแล้วพบอาการป่วย แต่หาสมุห์ฐานหรือสาเหตุของการเกิดโรคแล้ววิเคราะห์โรคไม่ได้ จึงสั่งยาสำหรับรักษาโรคนั้นๆ โดยตรงไม่ได้ ต้องให้ยาแบบบำรุงร่างกาย ทำให้ร่างกายสร้างภูมิต้าน ทานขึ้นมาสู้กับโรคนั้นเอง

หมอใหญ่ตรวจสอบประวัติส่วนตัวคนไข้แล้วพบว่า 9 ใน 10 คนมีอาชีพเป็นเป็นเกษตร กร ตัดสินใจไปที่บ้านของคนไข้ เพื่อว่า อาจจะได้ข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับคนไข้บ้าง และ แล้วหมอใหญ่ก็พบกับของจริง ถึงกับตะลึง ....

ที่ไต้ร่มไม้หน้าบ้าน โคนเสาไต้ถุนบ้าน ริมผนังห้องภายในบ้าน มี “ขวดสารเคมียาฆ่าแมลง” หลากหลายยี่ห้อ ซึ่งพื้นฐานของหมอใหญ่ไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยว่า สารเคมีเหล่านั้น ชื่ออะไร ? ยี่ห้ออะไร ? ใช้งานอย่างไร ? เข้าไปอยู่ในบ้านได้ 2-3-4 นาที กลิ่นสารเคมีโชยมากระทบจมูกอย่างแรง กระทั่งเกิดอาการเวียนหัว ต้องออกมาคุยนอกบ้าน...

บ้านแรก บ้านที่ 2-3-4-5- สภาพภายในบ้านอยู่ในสภาวะเดียวกัน จึงสรุปได้เลยว่า สมุห์ฐานหรือสาเหตุของโรคของคนไข้ มาจากร่างกาย “ได้รับ/สะสม” สารเคมียาฆ่าแมลงจนเกินพลังภูมิต้านทานที่ร่างกายจะรับได้แน่นอน

ความคิดของหมอใหญ่ ณ เวลานั้น คือ ผู้ที่จะแก้ปัญหานี้ได้ คือ “จนท.
เกษตร” เท่านั้น เมื่อระบบราชการ เพื่อประชาชน 2 ท่าน ระหว่างหมอใหญ่กับเกษตรอำเภอ พบกัน การพูดคุยคนละเรื่องเดียวกันก็อุบัติขึ้น

หมอใหญ่ : เกษตรครับ ผมอยากให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี มีทางเป็นไปได้ไหมครับ ?
เกษตรอำเภอ : ผมพยายามมากว่า 10 ปี ตั้งแต่เริ่มมารับหนาที่ ที่นี่แล้วครับ

หมอใหญ่ : ได้ผลไหมครับ ?
เกษตรอำเภอ : เรียนคุณหมอตามตรง ผมไปสอน ไปทำให้ดู เอาไปแจก อะไรเขาก็ไม่เอา

หมอใหญ่ : (ตีหน้า ซื่อ+งง 1) เพระอะไรครับ ?
เกษตรอำเภอ : เขาบอกว่า ช้า ไม่ทันใจ ยุ่งยาก เสียเวลา กลัวจะไม่ได้ผล

หมอใหญ่ : (ตีหน้า ซื่อ+งง 2) แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า ไม่ใช่เหรอครับ ?
เกษตรอำเภอ : ก็นั่นน่ะซีครับคุณหมอ ผมก็ไม่รู้เหมืนกันว่า เขาต้องการอะไรแน่

หมอใหญ่ : แสดงว่า เขาไม่ได้กลัวพิษภัยจากสารเคมีเลย
เกษตรอำเภอ : ประมาณนั้นนั่นแหละครับคุณหมอ

------------------------------------------------------------------

20 JUN

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 3 :

วันนั้น ลุงคิมมีโปรแกรมธุระที่ตัวจังหวัดเมืองกาญจน์ ผ่าน อ.ท่าม่วง ช่วงเวลาประมาณเที่ยงวัน เกิดฝนตกขึ้นมากะทันหัน ประมาณครึ่ง ชม.ฝนหยุด หยุดแล้วแดดออกต่อ ที่ภาษาชาวบ้านเรียบกว่า “ฝนต่อแดด” เหลือบสายตามองข้าทางเห็นแปลงปลูก คะน้า ผักกาด 2-3 แปลง ขนาดแปลง 2-3 ไร่ มองผ่านๆก็ว่าปกติ แต่มีแปลงหนึ่งไม่ปกติ ตรงที่ เปิดสปริงเกอร์ฉีดพ่นน้ำรดแปลงผัก ตัดสินใจจอดรถข้างทาง มองซ้ายขวา หาเจ้าของแปลงนั้นไม่เห็น แต่เห็นเจ้าของแปลงข้างเคียง ซึ่งพอจะเดาได้ว่าไม่ใช่เจ้าของแปลงที่เปิดสปริงเกอร์ จึงเลียบๆ เคียงๆ เข้าไปคุยด้วย

“ลุง สำรวจแปลงผักเหรอ ?” ส่งยิ้มนำ แล้วตามด้วยคำถามแทนคำทักทาย
“ดูหน่อย น้ำขังหรือเปล่า” ลุงเจ้าของแปลงตอบ แต่สายตายังมองอยู่ที่พื้นแปลงผัก

“ลุงไม่ฉีดน้ำแบบแปลงนั้นบ้างเหรอ ?” ถามพร้อมกับเหลียวมองไปทางแปลงที่เปิดสปริงเกอร์
“ไม่เอา” ตอบสั้นๆ เหมือนไม่สนใจ

“อ้าว แล้วแปลงนั้นเขาเปิดน้ำทำไมล่ะ ?” ถามตรงๆ
“อ๋อ นั่นมันบ้า ฝนตกยังรดน้ำ”

หางเสียงคำว่า “บ้า” ฟังแล้วทะแม่งๆ คล้ายกับไม่พอใจอะไรซักอย่าง ประมาณนั้น ไม่ถามเรื่องนี้ต่อ แต่เถลไถลเลี่ยงไปดูน้ำขังค้างหน้าดินบนแปลง พอรู้เรื่องจึงบอกขอบคุณแล้วขอตัวกลับ

จากวันนั้นเว้นไป 2 วัน ลุงคิมเจตนาย้อนกลับไปที่แปลงผักเจ้านั้นอีกครั้ง ด้วยวัตถุประ สงค์บางอย่าง ไปถึงช่วง เวลาประมาณ 10 โมงเช้า ภาพปรากฏคราวนี้เป็นเจ้าของแปลงผักที่เคยสำรวจน้ำขังค้างเมื่อ 2 วันก่อน กำลังสะพายเป้ถังพ่นยา โยกขาปั๊ม เดินฉีดพ่นละอองฝอยไปตามยอดผักอย่างประณีตพิถีพิถัน กะให้โดนยอดทุกยอด อาบไล้ทั่วทั้งต้นทุกต้น แล้ว ไหลย้อยลงพื้นดิน ทันทีที่เข้าใกล้ระยะ 10 ม. เริ่มมีกลิ่นสารเคมีโชยมาชัดเจน

“ลุง ทำอะไรน่ะ ?” ส่งเสียงถามนำไปก่อนแทนการทักทาย
“ฉีดยาน่ะซี” เจ้าของแปลงตอบห้วน ไม่รู้ว่าใจจริงอยากตอบหรือเปล่า

“ผักมันเป็นอะไรล่ะลุง ?” ถามเพราะมารยาทมากกว่าอยากรู้จริงๆ
“เชื้อราใบจุด” ลุงเจ้าของแปลงตอบสั้นๆ

“อืมม์ แปลงลุงเป็นเชื้อรา แล้วแปลงข้างๆนั่น ไม่เป็นเหรอ ?” เจตนาแกล้งถามซะมากกว่า
“ไม่รู้มัน” ลุงตอบไม่มองหน้า น้ำเสียงห้วน หางเสียงเหมือนไม่พอใจอะไรซักอย่าง

“เดี๋ยวเขาคงออกมาฉีดมั้งลุง” ระงับหางเสียงกลั้วหัวเราะเล็กไม่อยู่ หยุดเดินเข้าไปหาลุงคนฉีด เพราะไม่อยากสัมผัสกับกลิ่นสารเคมี ซักพักเล็กๆ ถือโอกาสบอกลา

นึกๆ อยากบอกความจริงว่านี่มันคืออะไร แต่เห็นท่าทางชาวสวนคนนี้ตั้งแต่แรกแล้วเกิดอาการไม่กล้าขึ้นมาทันที นี่คือลักษณะของเอกบุรุษผู้ “ยึดติด” อย่างแท้จริง พูดไปบอกไปก็ไม่เชื่อ

ในความเป็นจริงคือ เชื้อแอนแท็คโนสหรือโรคใบจุด เชื้อโรคตัวนี้เกิดเองในดิน ดินที่เป็นกรดจัด เมื่อเจริญขึ้นมาจะเป็นสปอร์ก็ล่องลอยไปตามลม ครั้นเมื่อฝนตก โดย ธรรมชาติน้ำฝนตกใหม่เป็นกรดอ่อนๆอยู่แล้ว เชื้อตัวนี้จึงเข้าไปแฝงตัวอยู่กับน้ำฝน จนเมื่อน้ำฝนแห้ง เชื้อโรคก็จะแทรกเข้าไปอยู่ในเนื้อพืช แล้วแพร่ขยายพันธุ์ เป็นแผลขนาดใหญ่ตามจุดต่างๆบนส่วนของพืชที่เข้าไปแฝงอยู่

การฉีดพ่นน้ำเปล่าทันทีที่ฝนหยุด หรือฉีดพ่นก่อนน้ำฝนแห้ง จึงเป็นการชะล้างเชื้อแอนแทร็คโนสที่แฝงตัวอยู่กับน้ำฝนให้ตกลงดิน ซึ่งเท่ากับได้กำจัดเชื้อโรคไปในตัวนั่นเอง แปลง “คนบ้า” ที่เปิดสปริงเกอร์หลังฝนหยุดจึงรอดพ้นจากเชื้อโรคตัวนี้

กรณีที่ชาวสวนใช้สารเคมีประเภทดูดซึม ฉีดพ่นหลังจากเชื้อโรคแพร่ระบาดแล้ว แม้จะกำจัดเชื้อโรคให้ตายได้ แต่ก็ไม่ได้ส่วนของพืชที่ถูกเชื้อโรคทำลายไปแล้ว ฟื้นสภาพคืนดีอย่างเดิมได้ นั่นคือ “คนดี” นอกจากไม่ได้ผลผลิตแล้ว ยังเสียเงิน เสียสุขภาพ เสียเครดิตอีกด้วย .... ว่ามั้ย

------------------------------------------------------------------------

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 4 :

จำได้แม่น ปทุมธานี เขต อ.เมือง ต.อะไรไม่ใส่ใจรู้ หะแรก นั่งคุยกับ สมช.ที่ปลูกผักตามแนวทางสีสันชีวิตไทย อินทรีย์นำ เคมีเสริม ตามความเหมาะสมของผักกินใบ อายุสั้นฤดูกาลเดียว อยู่ริมแปลงผักที่บ้านตามลำพังตามประสาคนชอบพอกัน แล้วเพื่อนบ้านของ สมช.แปลงติดกันก็เข้ามาคุยด้วย

รู้เบื้องต้นพอคร่าวๆ เกี่ยวกับเพื่อนบ้านแปลงติดกันคนนั้น ปลูกผักเนื้อที่ 6 ไร่ ยกร่องน้ำหล่อ รดน้ำด้วยเรือปากเป็ด ผักที่ปลูก คะน้า/ขาวปลี/ผักแก้ว/ผักหอม/บุ้งจีน/ชีใบฝอย (เรียกชื่อตามพื้นบ้าน) บังเอิญได้ปะหน้ากัน รายการ-ถามตอบ จึงอุบัติขึ้น....

ข้างบ้าน : สวัสดีค่ะลุงคิม ได้ยินชื่อลุงมานาน วันนี้เจอตัวจริง โชคดีจัง
ลุงคิม : (หัวเราะนำ เตรียมสร้างบรรยากาศความเป็นกันเอง) โชคดี แล้วดวงดีด้วยรึเปล่า ?

ข้างบ้าน : คงดีค่ะลุง ลุงคะ อยากถามปัญหาหน่อยค่ะ ?
ลุงคิม : ว่ามา ยกเว้นปัญหาหัวใจนะ

ข้างบ้าน : หัวใจไม่มีปัญหาค่ะลุง แต่ผักซิคะ ปัญหามากจัง
ลุงคิม : ปัญหาตรงไหน ว่ามาซิล่ะ

ข้างบ้าน : ต้นทุนค่ะลุง หนูอยากลดต้นทุนค่ายา คนกลางที่รับซื้อก็อยากให้เลิกใช้ยาด้วย เพราะคนกินเขากลัว แต่ไม่รู้จะทำยังไงค่ะ
ลุงคิม : อืมม์ ถ้าเราใช้น้อยลงต้นทุนก็ลด เลิกใช้คนกินก็เลิกกลัว ไม่ใช่เหรอ ?

ข้างบ้าน : ใช่ค่ะลุง ใช้น้อย เลิกใช้ แล้วทำยังไงล่ะคะ ?
ลุงคิม : เอาเรื่องยาก่อน ยาถูกใช้ถูก โอเค ได้ผล .... ยาถูกใช้ผิดหรือยาผิดใช้ถูก ไม่โอเค ไม่ได้ผล .... แมลงก็เหมือนคน คนกินยาฆ่าแมลง ตาย แมลงกินยาฆ่าแมลงแล้วไม่ตายเหรอ ?

ข้างบ้าน : ตายค่ะลุง แล้วที่หนูให้มันกิน แล้วทำไมมันไม่ตายล่ะคะ ?
ลุงคิม : นั่นแหละที่เขาเรียกว่า มันดื้อยา

ข้างบ้าน : ตอนนี้ หนูผสมยาใช้ครั้งละ 6 ตัว งั้นเราแยกใช้ทีละตัว แล้วก็สลับกัน จะดีไหมคะลุง ?
ลุงคิม : .... ดี แต่แค่เกือบดีนะ เพราะยาแต่ละตัวจะตรงศัตรูพืชเฉพาะแต่ละตัวเท่านั้น บางครั้ง ยาคนละตัวกัน ผสมกัน แล้วเสื่อมก็มี งานนี้เหมาจ่ายไม่ได้ แล้วเรารู้เหรอว่า ตอนนี้ศัตรูพืชอะไรจะต้องใช้ยาตัวไหน หรือยาอะไรผสมกันได้ ผสมกันไม่ได้ นี่ไง ยาถูกยาผิด ศัตรูพืชถูกศัตรูพืชผิด มันถึงไม่ได้ผล ไงล่ะ

ข้างบ้าน : แล้วเราจะรู้ได้ไงคะลุงว่า ยาตัวไหนตรง ไม่ตรง กับศัตรูพืชตัวไหน ? ยาตัวไหนผสมกันได้ ผสมกันไม่ได้ ?
ลุงคิม : ถามร้านขายซี่ เขาขายเขาต้องรู้

ข้างบ้าน : ไม่จริงหรอกลุง พวกนี้หลอกเกษตรกรทั้งนั้นแหละ
ลุงคิม : อ้าวว แบนี้ รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก นี่หว่า

ข้างบ้าน : สงสารเกษตรกรเถอะลุง
ลุงคิม : แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ ที่จริง เกษตรกรไม่ได้สงสารตัวเอง แล้วจะให้ลุงคิมสงสาร ยังงั้นเหรอ ?

ข้างบ้าน : โธ่ลุง คนไม่รู้ก็คือไม่รู้นะลุง
ลุงคิม : ใช่ ไม่รู้คือไม่รู้ เมื่อไม่รู้แล้วไม่รับรู้ ปิดประตูรับรู้ทุกเรื่อง แม้แต่ที่ลุงจะบอกนี่ก็อีหร็อบเดียวกัน ถึงบอกไปก็ไม่เอา ไม่เชื่อ ไม่ใช้

ข้างบ้าน : เพราะอะไรคะลุง ?
ลุงคิม : ใจไง ใจไม่เอา ยุ่งยาก เสียเวลา ไม่ได้ผล ทั้งๆที่ยังไม่ได้ใช้ แล้วไอ้ที่ใช้น่ะ ไม่ได้ผลแต่ไม่คิด ไม่ยอมรับ

ข้างบ้าน : หมายความว่าไงลุง หนูไม่เข้าใจ ?
ลุงคิม : อืมม์ มันก็คงไม่เข้าใจอยู่อย่างนี้แหละนะ เรื่องนี้ถ้าพูดเป็นวิชาการ 4ปีไม่จบ แต่ถ้าใจเอาใจรับ 4ชั่วโมงรู้เรื่อง ทำได้เลย

ข้างบ้าน : ทำไงเหรอลุง ?
ลุงคิม : เอางี้ ลองยาสมุนไพรดูมั่ง เอา บอระเพ็ด. ฟ้าทะลายโจร. สะเดา. น้อยหน่า. ยาฉุน. สาบเสือ. ยูคา. อันนี้แมลงปากกัดปากดูดวางไข่ทุกแมลงกับหนอนกัดกินพืช .... พริก. ขิง. ข่า. ขมิ้น. ดีปลี. หอม. กระเทียม. ตะไคร้. กระชาย. หมาก. อันนี้แก้โรคทุกโรค .... วิธีทำก็ให้เอาทั้งสมุนไพรแมลง สมุนไพรโรคทั้งหมดมาต้มรวมกัน ต้มพอเดือด ต้มแล้วปล่อยให้เย็นก็ใช้ ได้ .... ส่วนโรคในดิน ใช้จุลินทรีย์ จะเป็นจุลินทรีย์โดยเฉพาะหรือจุลินทรีย์ในน้ำหมักชีวภาพก็ได้ ก็เท่านี้แหละ

ข้างบ้าน : ใช้บ่อยไหมลุง ?
ลุงคิม : ถามจริง งานนี้เอาจริงเหรอ ?

ข้างบ้าน : เอาซี่ลุง วันนี้มันไม่ใช่ต้นทุนสูงอย่างเดียว ราคาก็ตก ขายแล้วขาดทุน ขาดทุนไม่พอกลับเป็นหนี้อีก ไม่เลิกยาเคมีไปไม่รอดแน่ลุง
ลุงคิม : (หัวเราะ) นี่มั้ย ที่เขาว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา

ข้างบ้าน : ไม่ใช่เห็นอย่างเดียวนะลุง ลงไปนอนในโลงด้วย
ลุงคิม : เอาเป็นว่า สมุนไพรแมลงกับสมุนไพรโรค ที่เอามาต้มนั่น ระยะ3วัน 5วันแรก ฉีดพ่นทางใบทุกวัน พอเห็นว่าเอาอยู่แล้วค่อยเลื่อนให้เป็น วันเว้นวัน หรือวันเว้น2วันก็ได้ ส่วนจุลินทรีย์ให้ 15 วันครั้ง

ข้างบ้าน : ลุงมีอะไรแนะนำอีกไหมคะ ?
ลุงคิม : ไอ้ที่จะแนะนำน่ะ ยังมีอีกเยอะแยะ พูด 4 ปียังไม่จบเลย แต่ถ้าใจเอาจริง ลองทำลองใช้ 4 นาทีบรรลุโสดาบัลย์ได้ คราวนี้แหละ ต้นทุนจะลด คนกลางไม่ปฏิเสธ คนกินจะไม่รังเกียจ

ข้างบ้าน : จริงค่ะลุง
ลุงคิม : หาสมุนไพรทำยาแต่ละสูตรให้มากชนิดกว่านี้ สมุนไพรยิ่งมากชนิดยิ่งดี เพราะสมุนไพรตัวหนึ่งมีฤทธิ์กับศัตรูพืชตัวหนึ่ง เท่านั้น เราต้องใช้วิธีดักทาง แล้วก็ฉีดพ่นบ่อยๆ เอาเถอะ หนอนแมลง โดยยาสมุนไพรบ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก มันอยู่ไม่ได้หรอก ว่ามั้ย

ข้างบ้าน : จริงค่ะลุง
ลุงคิม : แล่นเรือปากเป็ด ฉีดพ่นทุกวัน วันและครั้ง ทำทันเหรอ ?
ข้างบ้าน : ไม่ทันก็ต้องทันค่ะลุง รุ่นหน้าหนูวางแผนจะติดสปริงเกอร์แบบของลุงค่ะ
ลุงคิม : ก็ลองดู

----------------------------------------------------------

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 5 :

5.1 แปลงผักกางมุ้ง รังสิต : อยู่รังสิต 2-3-4 ปีแรก ฟู่ฟ่า รายได้ดี ระดับส่งออก .... ขึ้นปีที่ 5-6 เริ่มวูบๆ วาบๆ รายได้ลด เพราะ ต้นทุนเพิ่มแต่รายได้ลด ทั้งคุณภาพ ปริมาณ และตลาดรองรับ

“ฟู่ฟ่า รายได้ดี ระดับส่งออก” : เพราะแปลงปลูกกางมุ้งตาข่ายแม่ผีเสื้อเข้าวางไข่ไม่ได้จึงไม่มีหนอน.... มุ้งตาข่าย เพลี้ยไฟเข้าได้ แต่เพลี้ยไฟไม่เข้าเพราะไม่มีพืชเป้าหมาย ผักแปลงนี้จึงรอดจากสารเคมียาฆ่าแมลง

“วูบๆ วาบๆ รายได้ลด ต้นทุนเพิ่มแต่รายได้ลด” : เพราะปริมาณผลผลิตผักแต่ละรุ่น แต่ละล็อต ที่ได้ มากน้อยเอาแน่ไม่ได้ ผักที่เก็บมาแล้วต้องคัดทิ้ง

“คุณภาพ ปริมาณ ลด” : เพราะโรคที่มาจากทางรากทำให้ผักไม่สมบูรณ์ ขนาดเล็ก น้ำ หนักเบา ตกเกรด สาเหตุมาจากในมุ้งตาข่าย อุณหภูมิสูงกว่าภายนอกตาข่าย 4 องศา ซ. อุณหภูมิที่สูงกว่าระดับนี้ส่งเสริมให้เชื้อโรคในดินพัฒนาเจริญเติบโตขยายพันธุ์มากและสูงกว่าปกติ ผลคือ ผักในมุ้งแปลงนี้ไม่มีศัตรูพืชบนต้น แต่มีศัตรูพืชในดินไฟธอปเทอร์ร่า, พิเทียม, ฟูซาเลียม, สเคลโรเทียม, ไรซ็อคโทเนีย ไส้เดือนฝอย. กับอีก 10 กว่าโรค ไม่ได้ท่องมา

“ตลาดต่างประเทศปฏิเสธ” : ส่งตามออร์เดอร์ไม่ได้ต้องถูกปรับ แนวทางแก้ปัญหา คือ ไปเอาผักที่ใช้สารสมุนไพร 100% ส่งออร์เดอร์แทน

“รูปแบบเกษตร” : ไม่ได้ใช้สารเคมี แต่ใช้ปุ๋ยเคมีบ้าเลือด แม้จะใช้ครั้งละไม่มาก แต่ไม่เคยใช้อินทรีย์ร่วม ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ จุลินทรีย์ ทั้งที่มีในธรรมชาติและที่สร้างแล้วใส่ลงไป

(ปัญหาทำนองนี้ ดอกเตอร์ไม่รู้.....ก.ไม่เชื่อ)

5.2 แปลงผักกางมุ้ง กำแพงแสน นครปฐม : แปลงนี้ปลูก กระเพา โหระพา แมงลัก อย่างละ 3 ไร่ สำหรับส่งออกสวิสส์เซอร์แลนด์ตามเกษตรพันธะสัญญา (contract farming) กางมุ้ง ไม่ใช้สารเคมียาฆ่าแมลงเด็ดขาด ใช้กับดักกาวเหนียวได้ ไม่ห้ามปุ๋ยเคมี

เกมส์นี้น่าสน คือ 1. ราคาสูงกว่าตลาดในประเทศ 3 เท่า 2. บริษัทมาตรวจ 2-3 เดือน/ครั้ง และ 3. ก่อนมาตรวจจะแจ้งล่วงหน้า ....เรื่องราคาดีกว่า อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว บริษัทมาตรวจก็ดี แต่แจ้งล้วงหน้าก่อนมานี่ดี เพราะบางอย่างเปิดเผยไม่ได้ ... เรื่องของเรื่องก็คือ เพราะอุณหภูมิในมุ้งสูงกว่าอุณหภูมินอกมุ้ง (ตอนบ่ายๆ คนเข้าไปอยู่มุ้งจะรู้สึก) ทำให้เชื้อโรคในดินมาก แก้ไขด้วยการ “เปิดด้านข้างมุ้ง” ตอนกลางวันเพื่อปรับอุณหภูมิ ตกกลางคืนก็ปิดอย่างเดิม การที่บริษัทแจ้ง ล่วงหน้าว่าจะมาตรวจ จึงช่วยให้การ ปิด/เปิด ข้างมุ้งทำได้แนบเนียนดี นอกจากนั้นยังมีการใช้ “สารสมุนไพร” ร่วมด้วย เพราะตัวนี้บริษัทไม่ได้ห้าม

ในความเป็นจริง ตลาดผักอินทรีย์ มีการตรวจเฉพาะ “สารเคมียาฆ่าแมลง” เท่านั้น ไม่เคยได้ข่าว หรือเคยเห็นเขาตรวจ “ปุ๋ยเคมี หรือ สารสมุนไพร” เลย

(ฝรั่งสวิสส์เซอร์แลนด์ เอาผักพวกนี้ไปเยอรมัน ฝรั่งเศส สวีเดน กินกับแซนด์วิช บอกว่าเป็นทั้งอาหารและยา แถมบอกว่าคนไทยโง่ที่ไม่กินผักพวกนี้ คนไทยเลยสวนว่า ยูนั่นแหละโง่ คนไทยกินมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่แล้ว กินผักสมุนไพรมากชนิดกว่านี้ด้วย ฝรั่งเลยกินทั้งเซ่อทั้งผัก)

5.3 แปลงผักกางมุ้ง ใกล้เสาส่ง ทีวี.ช่อง 3 บางแค กทม. : แปลงผักกางมุ้ง ขนาด 5 ไร่ แบ่งเป็นแปลงละ ครึ่งไร่ รวม 10 โรง ราคาโรงละ 200,000 (วัสดุ + ค่าแรง) ทุกขั้นตอนทำตามสเป็คที่บริษัทส่งออกกำหนดทุกประการ .... ระยะเวลาก่อสร้างราวครึ่งเดือน วันนี้เนื้องานเสร็จกว่า 95% แล้วนั้น เหมือนบุญมีแต่กรรมบัง พระสุรัตน์วดีหรือพระยายมราช สั่งให้เกิดพายุใหญ่ ล้มเรือนกางมุ้งทั้ง 10 หลังลงกองเอ๊าะเยาะกับพื้น

(เกมส์นี้ หยุด/ถอย/เลิก หรือว่า เดินหน้าใหม่ ไม่รู้ เพราะขาดการติดต่อตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้)

-----------------------------------------------------------

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 6 :

เรือนกล้วยไม้ ขนาด 20 ไร่ ที่สามพราน นครปฐม ....

นึกภาพ (1) : เรือนกล้วยไม้ หลังคาซาแลน แสงส่องได้ไม่ถึงครึ่ง ผนังทั้ง 4 ด้านปิดซาแลนอีก ฉะนี้ อากาศด้านบน ด้านข้าง จะระบายเข้าระบายออกยังไง

นึกภาพ (2) : กล้วยไม้ศัตรูพืชมาก ดอก-ใบ-ต้น-ราก วางขายตามท้องตลาด ชาวสวนกล้วยไม้รู้จักดีกว่า 30 ยี่ห้อ

(ยี่ห้อ คือ แบลนด์ ชื่อการค้า ไม่ใช่ชื่อสามัญ นั่นหมายความว่า ในจำนวน 30 ยี่ห้อทั้ง หมดนี้ อาจจะมีเพียง 3-4 ตัว หรือชื่อสามัญเท่านั้น)

ฉีดสารเคมีแต่ละครั้งต้องใช้เวลานานเท่าไร นั่นคือ คนฉีดต้องได้รับสารเคมีนั้น นานเท่าเวลาที่ฉีด .... ฉีดทุก 3-5-7 วัน สารเคมีตัวเดิม นั่นคือ ได้รับสารเคมีตัวนั้น สะสมๆ ๆๆ ๆๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับคนฉีด

นึกภาพ (3) : .สารเคมี ทุกยี่ห้อ/ทุกแบลนด์/ทุกชื่อการค้า โครงสร้างทางเคมีน้ำหนักมาก ไม่ล่องลอยไปเอง ถ้าไม่มีลมพัดก็จะตกลงพื้น วันแล้ววันเล่า วันเดือนหลายๆเดือนถึงเป็นปี สารเคมีตกลงพื้นทับซ้อนกัน ๆๆ เกิดปฏิกิริยาทางเคมี จากสารเคมีตัวหนึ่งกลายเป็นอีกตัวหนึ่ง ตัวแรกว่าร้ายแรงต่อคนต่อสภาพแวดล้อมแล้ว มีตัวใหม่มาจากไหนไม่รู้เกิดขึ้นมาอีก.... ฉะนี้ ร่าง กายคนจะปรับตัวรับไหว .... มั้ยเนี่ย

(ข้อมูลทางวิชาการนี้ คนขายสารเคมีไม่เคยบอก คนซื้อไม่เคยถาม....)

นึกภาพ (4) : ฝ่ายสามี ถือขวดขนาดลิตรครึ่ง ใส่หนอนสดๆ ดิ้นกระแด่วๆ มาค่อนขวด ให้ดูเป็นหลักฐาน .... บอกว่า :
- ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเก็บ 3 ชม. .................................... เก็บเสร็จแล้วมาเลย
- ใช้ยาฆ่ามาครบทุกยี่ห้อแล้ว เอาไม่อยู่ .................... ต้องใช้ตัวไหนดี
- มีคนแนะนำให้ใช้สมุนไพร ..................................... ไม่อยากใช้ เพราะไม่เชื่อ
- บางคนแนะนำให้ใช้กับดักกาวเหนียว ..................... ไม่อยากใช้ เพราะไม่เชื่อ
(แบบนี้ไม่เรียกว่า “ยึดติด” แล้วเรียกว่าอะไร....)

นึกภาพ (5) : ฝ่ายเมีย ไม่กล้าออกจากบ้าน 2 ปีกว่าแล้ว เพราะผิวเสียเป็นเด็กดักแด้ วันๆ รอแต่สาวมิสทีน ให้ช่วยหายารักษาผิวเด็กดักแด้...
(เป็นแผนการของฝ่ายผัว ให้เมียอยู่เฝ้าบ้าน ตัวเองจะได้แร่ดคนเดียว....)

นึกภาพ (6) : กล้วยไม้ คือ ดอกไม้ สัญชาติญาณของคน เมื่อหยิบดอกไม้ขึ้นย่อมยกขึ้นดม ดมมากดมน้อย ดมจื๊ดเดียวหรือดมนานๆ ก็ดมเหมือนกัน เมื่อดมก็ต้องหายใจเอาสารเคมีในดอกไม้เข้าไป แต่ยังดี คนซื้อแล้วดม นานๆดมครั้ง ถึงดมบ่อยก็ไม่ได้ดมดอกไม้จากสวนเดิม คนดมมีโอกาสเว้น นั่นหมายความว่า ร่างกายคนดมมีโอกาสผ่องถ่ายสารเคมีออกจากร่างกายได้ แต่คนทำคนฉีด ระหว่างฉีด รับเนื้อๆ ฉีดเสร็จแล้วกลับเข้าบ้านก็ยังได้รับอีก รับซ้ำ ๆๆ ๆๆ จะเกิดอะไรกับร่ายกายของตัวเอง
(งานนี้คนทำกล้วยไม้ขายไม่คิด แต่ผลที่เกิด นั่นคือ “กรรม” ใช่หรือไม่ ?)

นึกภาพ (7) : ฝ่ายผู้ฟัง ถ้าเหตุการณ์อีหร็อบนี้เกิดกับตัวเอง .......... คุณจะทำยังไง ?

(คำตอบ คือ “คนในกระจก” เท่านั้น....)

-----------------------------------------------------------

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 7 :

ที่สุพรรณบุรี อำเภอ/ตำบล/บ้าน ไม่บอก แหล่งรับซื้อแห้วสด ปอกแห้ว ต้มแห้ว ส่งโรง งานแห้วกระป๋อง ถึงฤดูกาลจะมีแรงงานมารับจ้าง 10-20 คนประจำ ทำงานเช้าถึงค่ำ ตลอด 10-20 วัน ทำต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี

วันนั้น งานต้มแห้วหยุดลงเพราะคนงานทั้งโรงงานไปงานเผาศพเพื่อนคนงานด้วยกัน .... รู้จากเพื่อคนงานด้วย กันที่อ้างผลชันสูตรจากหมอว่า คนตาย ตายเพราะร่างกายสะสมสาร “ฟูราดาน” มากเกิน

ปีนี้ไม่ใช่ปีแรกหรือคนแรก เมื่อ 2 ปีก่อน ปีเดียว หัวปีท้ายปี ตาย 2 ศพ ผลชันสูตรจากหมอกรณีเดียวกัน คือ ร่างกายสะสมสาร “ฟูราดาน” มากเกิน กับให้เหตุผลที่ทุกฝ่ายตรงกันพูดตรงกันว่า....

- หมอบอก ร่างกายสะสมฟูราดานจากการต้มแล้วหายใจเข้าไป
- เกษตรบอก เพราะใช้ฟูราดานมากเกิน จากการรุ่นต่อรุ่น ทุกรุ่น จนเกิดสะสม

- เกษตรกรบอก ถ้าไม่ใส่ฟูราดานก็จะไม่ได้กินแห้ว
- เจ้าของโรงงานต้มแห้งบอก ทำได้แค่ช่วยงานศพ เพราะบอกให้เลิกใช้แล้วไม่เลิก

ฟูราดาน คือ อะไร ? : ....

------------------------------------------------------------

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 8 : ร้อยมาลัยนิ้วกุด

สาวพิการ ขาลีบเดินไม่ได้มาตั้งแต่เกิด ตอนเป็นเด็กไม่ได้เข้าโรงเรียนเพราะความไม่สะดวกนานับประการ ครั้นโตพอเริ่มรู้เรื่อง วันหนึ่งมีคนเอาพวงมาลัยมะลิมาให้ สาวพิการรับไว้ด้วยความปลื้มปีติ พลันความคิดช่วยตัวเองก็บังเกิดขึ้น สาวเชื่อว่าตัวเองสามารถ ฝึก/หัด ร้อยมาลัยได้เหมือนคนปกติ เพราะงานแบบนี้ไม่ต้องเดิน เพียงนั่งอยู่กับที่ก็ทำได้ ขอแต่ทำให้ มาลัยออกมา ดีกว่า/สวยกว่า/เหนือกว่า/ราคาถูกกว่า ที่คนอื่นก็แล้วกัน

สาวพิการเริ่มจาก ค่อยๆบรรจงแกะมาลัยมะลิพวงนั้น ทีละดอก ๆๆ ๆๆ ตอนที่มะลิแต่ละดอกออกมานั้นก็ครุ่นคิดอยู่เสมอว่า ตอนเข้า มันเข้าไปแล้งต่อกันได้อย่างไร แกะออกมาแล้วใส่กลับเข้าไปใหม่ เข้าไปแล้วแกะออกมาอีก ทำซ้ำ 2-3-4 รอบ จนดอกมะลิช้ำทำอะไรไม่ได้อีก

ด้วยอุปนิสัยแม้จะพิการเดินไม่ได้ก็ไม่เคยคิดพึ่งใครให้ช่วยถ้าไม่จำเป็นหรือเหนือกว่าที่ร่างกายจะรับได้จริงๆ แล้วงาน ฝึก/หัด ร้อยมาลัยมะลิก็เริ่มขึ้น โดยคนในบ้านช่วยจัดหา วัสดุ/อุปกรณ์ ทุกอย่างมาให้ พร้อมกับตัวอย่างพวงมาลัยแบบต่างๆมาให้เรียนรู้

จากมาลัยฝึกหัดพวงแรก ต่อเป็นพวงที่ 2-3-4-5-10-20
จากมาลัยมะลิดอกรัก มาลัยมะลิกุหลาบหนู มาลัยมะลิจำปี มาลัยมะลิดาวเรือง
จากมาลัยคล้องข้อมือ สู่มาลัยคล้องคอ
จากมาลัยคล้องข้อมือ คล้องคอ สู่พานมาลัยจาก

มาลัยซื้อขายข้างถนน มาลัยสั่งทำพิเศษ สู่มาลัยประกวดชนะเลิศ

ชีวิตสาวร้อยมาลัยวัยกระเตาะกระทั่งสู่วัยสาวใหญ่ รายได้จากมาลัยสร้างสถานะเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ในหมู่บ้านและต่างบ้าน มีโฉนดที่ดินเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเต็มตู้

ใครจะคิดว่าทรัพย์สฤงคา สังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ มากมายจะบันดาลความสุขทุกอย่างตามต้องการได้ เมื่อ....

*** สภาพร่างกายซูบผอม ผอมลงๆ กำลังวังชาเหลือน้อยลง เพราะสูดกลิ่นสารเคมีจากดอกมะลิเป็นประจำ ติดต่อนานต่อเนื่องนับสิบๆ ปี กระนั้นหัวใจแกร่งของสาวพิการก็หายอมแพ้ไม่

*** นิ้วชี้มือซ้าย บวมช้ำ เป็นแผล มีหนองไหล เพราะเข็มร้อยมาลัยสัมผัสกับสารเค มีจากมะลิ สะกิดผิวหนังปลายนิ้วเป็นประจำ ติดต่อนานต่อเนื่องนับสิบๆ ปี กระนั้นหัวใจแกร่งของสาวพิการก็หายอมแพ้ไม่ เมื่อนิ้วชี้ใช้งานไม่ได้ก็เปลี่ยนให้นิ้วกลางทำหน้าที่แทน

ลงท้ายชีวิตของสาวพิการหัวใจแกร่งต้องยอมเข้า ร.พ. ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย สร้างความสมบูรณ์ให้กลับคืนมา กับยอมให้หมอตัดนิ้วชี้นั้นทิ้ง เพื่อไม่ให้แผลขยายลามไปถึงนิ้วอื่น

ถึงกระนั้น สาวพิการขาลีบ +นิ้วด้วน ก็ยังไม่ละความสู้ชีวิต ประกาศลั่นว่า เมื่อไม่มีนิ้วชี้แทงเข็มร้อยมาลัยได้ ก็จะใส่ถุงมือนิ้วกลาง แล้วให้ทำหน้าที่แทน.... เย !

-----------------------------------------------

สารพิษเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ด้วยการสูดดมไอของสาร ผลคือ ละอองของสารพิษปะปนเข้าไปกับลมหายใจ สารพิษบางชนิดจะมีฤทธิ์กัดกร่อน ทำให้เยื่อจมูกและหลอดลมอักเสบหรือซึมผ่านเนื้อเยื่อเข้าสู่กระแสโลหิตทำให้โลหิตเป็นพิษ

การเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ เกษตรกรที่ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือผู้คนที่อยู่ใกล้กับผู้ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจะได้รับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชผ่านทางการหายใจได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่อันตรายที่สุดคือ สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ไม่มีกลิ่น เพราะเกษตรกรจะไม่รู้สึกตัวเลยว่าได้สูดดมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเข้าไป

--------------------------------------------------------------

ความหอมที่แฝงพิษร้ายของดอกมะลิ :

สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงาน

เมื่อเอ่ยถึงดอกมะลิทุกคนก็จะนึกถึงดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ที่มีกลิ่นหอมเยือกเย็น และยังนิยมนำมาร้อยพวงมาลัยถวายพระหรือนำมาลอยในน้ำดื่ม น้ำเชื่อมเพื่อทำให้เกิดรสชาติแห่งความหอมหวานน่ารับประทานและด้วยประโยชน์นา นับประการนี้เองที่ได้นำดอกมะลิมาเป็นสัญลักษณ์ในวันแม่แห่งชาติ ด้วยความหอมและคุณประโยชน์หลายประการ ทำให้มีผู้นิยมนำดอกมะลิมาใช้ประโยชน์มากขึ้น

จนกระทั่งในปัจจุบันได้มีการประกอบอาชีพปลูกดอกมะลิขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า เกษตรหลายท่านที่ยังเกิดความมักง่าย และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ใช้ยาฆ่าแมลงฉีดตามต้นและดอกมะลิ เพื่อฆ่าหนอนที่เป็นศัตรูสำคัญของดอกมะลิ โดยจะฉีดแบบวันเว้นวัน หรือทุกวัน และเกษตรกรก็เก็บดอกมะลิมาชายทุกวัน ทำให้สารเคมีตกค้างอยู่ตามดอกมะลิที่เรานำมาใช้ประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะการนำมาแช่น้ำ, น้ำเชื่อม จะทำให้เกิดสารเคมีตกค้างในน้ำ ,น้ำเชื่อม เมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดสารเคมีสะสมในร่างกายได้

แม้แต่ดอกมะลิที่เรานำมาร้อยพวงมาลัย หรือนำมาสูดกลิ่นหรือใช้ประโยชน์อย่างอื่น โดยเฉพาะบุคคลที่นำดอกมะลิมาร้อยเป็นมาลัยหรือเด็กขายพวงมาลัย ซึ่งต้องสัมผัสกับดอกมะลิทุกวัน อาจทำให้เกิดอันตรายได้ หรือบางคนที่เป็นแผลอยู่ที่มือ ทำให้สารเคมีเข้าสู่ร่างกายตามแผลได้ แม้ว่าเราจะนำดอกมะลินั้นมาล้างน้ำก็ยังคงมีสารเคมีอยู่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใช้จะต้องระมัดระวังอย่างมาก ดอกมะลิที่เราเคยเก็บมาดม เก็บมาลอยน้ำ หรือเก็บมาร้อยมาลัยถวายพระนั้น เคยมีแต่กลิ่นหอมบริสุทธิ์ น่าแตะต้อง แต่ในปัจจุบันเวลาท่านสูดกลิ่นหอมจากดอกมะลิเข้าไปท่านอาจจะสูดเอาสารเคมีพิษเข้าไปด้วย แม้แต่ดอกมะลิที่นำมาลอยน้ำเพื่อให้ดื่มกินด้วยความสดชื่น อาจมีสารเคมีเข้าไปด้วยโดยไม่รู้ตัว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักเลือกดอกมะลิก่อนนำมาใช้ประโยชน์ โดยจะต้องแน่ใจว่าดอกมะลินี้ซื้อมานั้นปราศจากสารเคมีพิษและไม่ควรนำดอกมะลิที่ซื้อมาจากตลาดมาลอยในน้ำดื่ม

http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_tx_1_001c.asp?info_id=10

-----------------------------------------------

เตือนระวังฟอร์มาลีน ในพวงมาลัย !

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สสจ. ตรัง ระวังสารฟอร์มาลีนในพวงมาลัย หลังสุ่มเก็บตัวอย่างในตลาดและบริเวณสี่แยกไฟแดงในเขตกรุง เทพฯ 27 ตัวอย่าง พบสารฟอร์มาลีนทั้งในดอกมะลิสดและดอกมะลิที่ร้อยเป็นพวงมาลัย ถึงจำนวน 17 ตัวอย่าง ชี้เป็นสาร เคมีที่มีความเป็นอันตรายมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ

นายแพทย์วิฑูรย์ เหลืองดิลก นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ตรัง เปิดเผยว่า พวงมาลัยดอกไม้สดที่มีขายกันตามสี่แยกไฟแดง มีการแช่สารฟอร์มาลีนในพวงมาลัย ทำให้ผู้ที่ซื้อพวงมาลัยสูดดมเข้าไปเกิดอาการวิงเวียนศรีษะในขณะขับรถ และจากการสุ่มเก็บตัวอย่างพวงมาลัยดอกมะลิที่ขายในตลาดและบริเวณสี่แยกไฟแดงในเขตกรุงเทพฯ 27 ตัวอย่าง พบสารฟอร์มาลีนทั้งในดอกมะลิสดและดอกมะลิที่ร้อยเป็นพวงมาลัย ถึงจำนวน 17 ตัวอย่าง อันตรายของฟอร์มาลีน เป็นสารเคมีที่มีความเป็นอันตรายโดยมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ

นายแพทย์วิฑูรย์ เปิดเผยต่อไปว่าหากมีการสูดดมไอของฟอร์มาลีน จะทำให้เกิดอาการแสบจมูก ไอ เจ็บคอ ปอดอักเสบ ระคายเคืองนัยน์ตา และถ้าสูดดมไอของฟอร์มาลีนมากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดอาการน้ำท่วมปลอดแน่นหน้าอก และอาจเสียชีวิตในที่สุด

"นอกจากนี้ ฟอร์มาลีนยังมีฤทธิ์กัดกร่อนหากผิวหนังมีการสัมผัสกับฟอร์มาลีนโดยตรง อาจทำให้เกิดอาการผื่นคัน ปวดแสบปวดร้อน และผิวหนังไหม้ และหากได้รับสารฟอร์มาลีนสะสมเป็นระยะเวลานานในปริมาณ จะก่อให้เกิดมะเร็งได้ ทั้งนี้ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบที่ขายดอกไม้ตามสี่แยกต่าง ๆ ให้ไปตรวจสอบและขอความร่วมมือต่อไป" นายแพทย์วิฑูรย์กล่าว

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1429601781

-------------------------------------------------

กลิ่นหอมที่แฝงพิษร้ายของดอกมะลิ

เมื่อเอ่ยถึงดอกมะลิทุกคนก็จะนึกถึงดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ที่มีกลิ่นหอมเยือกเย็น และยังนิยมนำมาร้อยพวงมาลัยถวายพระหรือนำมาลอยในน้ำดื่ม น้ำเชื่อมเพื่อทำให้เกิดรสชาดแห่งความหอมหวานน่ารับประทานและด้วยประโยชน์นานับประการนี้เองที่ได้นำดอกมะลิมาเป็นสัญลักษณ์ในวันแม่แห่งชาติ ด้วยความหอมและคุณประโยชน์หลายประการ ทำให้มีผู้นิยมนำดอกมะลิมาใช้ประโยชน์มากขึ้น

จนกระทั่งในปัจจุบันได้มีการประกอบอาชีพปลูกดอกมะลิขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า เกษตรหลายท่านที่ยังเกิดความมักง่าย และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ใช้ยาฆ่าแมลงฉีดตามต้นและดอกมะลิ เพื่อฆ่าหนอนที่เป็นศัตรูสำคัญของดอกมะลิ โดยจะฉีดแบบวันเว้นวัน หรือทุกวัน และเกษตรกรก็เก็บดอกมะลิมาขายทุกวัน ทำให้สารเคมีตกค้างอยู่ตามดอกมะลิที่เรานำมาใช้ประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะการนำมาแช่น้ำ, น้ำเชื่อม จะทำให้เกิดสารเคมีตกค้างในน้ำ , น้ำเชื่อม เมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดสารเคมีสะสมในร่างกายได้

แม้แต่ดอกมะลิที่เรานำมาร้อยพวงมาลัย หรือนำมาสูดกลิ่นหรือใช้ประโยชน์อย่างอื่น โดยเฉพาะบุคคลที่นำดอกมะลิมาร้อยเป็นมาลัยหรือเด็กขายพวงมาลัย ซึ่งต้องสัมผัสกับดอกมะลิทุกวัน อาจทำให้เกิดอันตรายได้ หรือบางคนที่เป็นแผลอยู่ที่มือ ทำให้สารเคมีเข้าสู่ร่างกายตามแผลได้ แม้ว่าเราจะนำดอกมะลินั้นมาล้างน้ำก็ยังคงมีสารเคมีอยู่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใช้จะต้องระมัดระวังอย่างมาก ดอกมะลิที่เราเคยเก็บมาดม เก็บมาลอยน้ำ หรือเก็บมาร้อยมาลัยถวายพระนั้น เคยมีแต่กลิ่นหอมบริสุทธิ์ น่าแตะต้อง แต่ในปัจจุบันเวลาท่านสูดกลิ่นหอมจากดอกมะลิเข้าไปท่านอาจจะสูดเอาสารเคมีพิษเข้าไปด้วย แม้แต่ดอกมะลิที่นำมาลอยน้ำเพื่อให้ดื่มกินด้วยความสดชื่น อาจมีสารเคมีเข้าไปด้วยโดยไม่รู้ตัว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะ ต้องรู้จักเลือกดอกมะลิก่อนนำมาใช้ประโยชน์ โดยจะต้องแน่ใจว่าดอกมะลินี้ซื้อมานั้นปราศจากสารเคมีพิษและไม่ควรนำดอกมะลิที่ซื้อมาจากตลาดมาลอยในน้ำดื่ม

อ้างอิง : กระทรวงวิทยาศาสตร์

http://comvariety.com

------------------------------------------------------------

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 10 :

ผลกระทบจากสารเคมีที่มีต่อสุขภาพของคนใช้ :

ปัจจัยที่ทำให้สารเคมีมีผลต่อสุขภาพของคน จากการศึกษาของ Dr.Helen Marphy ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพิษวิทยา จากโครงการ Community IPM จาก FAO ประเทศอินโดนีเซีย พบว่าปัจจัยที่มีความเสี่ยงของสุขภาพของคนอันดับต้น ๆ คือ

1. เกษตรกรใช้สารเคมีชนิดที่องค์การ WHO จำแนกไว้ในกลุ่ม 1a และ 1b คือ ที่มีพิษร้ายแรงยิ่ง (Extremely toxic) และมีพิษร้ายแรงมาก (Very Highly toxic) ตามลำดับ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงทำให้เกิดการเจ็บป่วยแก่เกษตรกร ซึ่งใช้สารพิษ โดยเฉพาะสารทั้งสองกลุ่ม ดังกล่าว

2. การผสมสารเคมีหลายชนิดฉีดพ่นในครั้งเดียว ซึ่งเป็นลักษณะที่ทำให้เกิดความเข้ม ข้นสูง เกิดการแปรสภาพโครงสร้างของสารเคมี เมื่อเกิดการเจ็บป่วยแพทย์ไม่สามารถรักษาคนไข้ได้เนื่องจากไม่มียารักษาโดยตรง ทำให้คนไข้มีโอกาสเสียชีวิตสูง

3. ความถี่ของการฉีดพ่นสารเคมี ซึ่งหมายถึงจำนวนครั้งที่เกษตรกรฉีดพ่น เมื่อฉีดพ่นบ่อยโอกาสที่จะสัมผัสสารเคมีก็เป็นไปตามจำนวนครั้งที่ฉีดพ่น ทำให้ผู้ฉีดพ่นได้รับสารเคมีในปริมาณที่มากและสะสมในร่างกาย และผลผลิต

4. การสัมผัสสารเคมีของร่างกายผู้ฉีดพ่น บริเวณผิวหนังเป็นพื้นที่ ๆมากที่สุดของร่างกาย หากผู้ฉีดพ่นสารเคมีไม่มีการป้องกัน หรือเสื้อผ้าที่เปียกสารเคมี และโดยเฉพาะบริเวณที่มือและขาของผู้ฉีดพ่น ทำให้มีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้เพราะสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชถูกผลิตมาให้ทำลายแมลงโดยการทะลุทะลวง หรือดูดซึมเข้าทางผิวหนังของแมลง รวมทั้งให้แมลงกินแล้วตาย ดังนั้น ผิวหนังของคนที่มีความอ่อนนุ่มกว่าผิวหนังของแมลงง่ายต่อการดูดซึมเข้าไปทางต่อมเหงื่อนอกเหนือจากการสูดละอองเข้าทางจมูกโดยตรง จึงทำให้มีความเสี่ยงอันตรายมากกว่าแมลงมากมาย

5. พฤติกรรมการเก็บสารเคมี และทำลายภาชนะบรรจุไม่ถูกต้อง ทำให้อันตรายต่อผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะเด็กๆ และสัตว์เลี้ยง

องค์การอนามัยโลกได้จัดลำดับความรุนแรงของสารเคมีในรูปของการจัดค่า LD50 ซึ่งค่า LD50 นี้หมายถึงระดับความเป็นพิษต่อร่างกายของมนุษย์ โดยคำนวณบนฐานของการทดลองกับหนู ซึ่งจะคิดจากปริมาณของสารเคมีเป็นมิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนูเป็นกิโลกรัม ที่สามารถมีผลต่อการฆ่าหนูจำนวน 50% ของหนูทดลองทั้งหมด

ระดับความรุนแรงจากพิษของสารเคมีในแต่ละระดับ สามารถมองรายละเอียดในรูปของปริมาณของสารเคมี ซึ่งมีผลต่อการทดลองในหนูตามรายละเอียดในตารางต่อไปนี้

-------------------------------------------------------------------------

การสัมผัสกับผิวหนังหรือดวงตา

การสัมผัสกับผัวหนังเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการได้รับอันตรายจากสารเคมีที่พบได้อยู่เสมอในอัตราที่ค่อนข้างสูงในระหว่างการปฏิบัติงาน สารเคมีหลายชนิดสามารถทำให้เกิดอันตรายกับผิวหนังได้โดยตรง เช่น ทำให้เกิดความระคายเคือง ไปจนถึงอาการแพ้ สารกัดกร่อนทำให้เกิดการไหม้ของผิวหนังในบริเวณที่สัมผัส และสารพิษบางชนิดสามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าไปสู่ระบบหมุนเวียนโลหิตได้

การเข้าสู่ร่างกายจากการสัมผัส อาจเกิดผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิเช่น รูขุมขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และผิวหนังชั้นนอก เป็นต้น ปัจจัยต่าง ๆ ที่จะทำให้การเข้าสู่ร่างกายได้มากน้อย จะขึ้นอยู่กับ ความเข้มข้นของสารเคมีความว่องไวหรือความรุนแรงในการทำปฏิกิริยาเคมีของสารเคมี ความสามารถในการละลายน้ำ สภาพและลักษณะความหนาบางของผิวหนังบริเวณที่ได้รับการสัมผัส และระยะเวลาที่สัมผัส

การสัมผัสบริเวณดวงตาเป็นเรื่องอันตรายที่รุนแรงที่สุดเนื่องจากดวงตาเป็นส่วนของร่างกายที่ละเอียดอ่อนมากที่สุดส่วนหนึ่ง ดวงตาเป็นส่วนที่มีเส้นประสาทและเส้นโลหิตฝอยมาหล่อเลี้ยงมากมายจึงเป็นแหล่งที่จะดูดซับสารพิษต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว สารเคมีส่วนใหญ่จะเป็นอันตรายต่อดวงตาตั้งแต่ทำให้เกิดการระคายเคือง สร้างความเจ็บปวด สูญเสียความสามารถในการมองเห็น ไปจนถึงทำให้ตาบอดอย่างถาวรได้ พบว่ามีสารเคมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น ที่ไม่เป็นอันตรายต่อดวงตา

---------------------------------------

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 11 :

คนใช้ตายก่อนคนกิน :

วันนั้น ลืมเดือนปี พ.ศ. แต่จำได้แม่นว่าที่ อ.ไทรน้อย นนทบุรี ลุงคิมฯ ในนามรายการสีสันชีวิตไทย วิทยุเพื่อการเกษตรและอาชีพเสริม ผู้ส่งเสริมการใช้สารสมุนไพรแทนสารเคมี คุณหมอฯ ประจำสถานีอนามัยพระพิมล ไทรน้อย นนทบุรี

วันนั้นเป็นการบรรยายให้ความรู้เรื่อง “พิษภัยจากสารเคมียาฆ่าแมลงในผัก และพืชต่อคนกิน” แก่เกษตรกรชาวสวนผักและผู้สนใจทั่วไปในย่านนั้นและใกล้เคียง ภายไต้โครงการริเริ่มโดยสถานีอนามัยพระพิมล เป็นที่น่ายินดีที่มีผู้สนใจเข้ามารับฟังกว่า 300 คน .... โปรแกรมบรรยายวันนั้น

ช่วงเช้า 9โมงถึง 10โมงครึ่ง ลุงคิมฯ พูดเรื่อง สารสมุนไพรแทนสารเคมี
ช่วง 10โมงครึ่ง ถึงเที่ยง เป็นคิวเกษตรอำเภอไทรน้อย นนทบุรี บรรยายเรื่องน้ำหมักชีวภาพ

ช่วงบ่ายต่อถึงบ่าย 2โมง ถึงคิวคุณหมอฯ พูดเรื่อง พิษจากสารเคมีต่อร่างกายคน ระยะสั้นและระยะยาว

ช่วงพักเที่ยง ขณะนั่งทานอาหารกลางวันด้วย กันกับชาวบ้าน 3-4 คน

ลุงคิม : คุณหมอคิดว่า ทุกอย่างที่ผมสอนเขาไป เขาจะเอาไปทำ เอาไปต่อยอดไหมครับ
คุณหมอ : (หัวเราะในลำคอ) น่าจะได้นะซัก 2-3 ราย

ลุงคิม : ร้อยละ 1 เท่านั้นเหรอ ?
คุณหมอ : ก็เขาบอกแล้วไงว่า ยุ่งยาก เสียเวลา ถ้าไม่ได้ผลแล้วใครจะรับประกัน

ลุงคิม : (มองหน้าชาวบ้านที่ร่วมวงกินข้าวด้วย) ลุงคิดว่ายังไง ชาวบ้านเราจะเอาด้วยไหม ?
ชาวบ้าน : ผมเอาอยู่แล้ว ที่มาวันนี้อยากรู้ว่า จะทำยังไงให้ตัวยามันแรงกว่าเดิมที่เคยทำ

ลุงคิม : (มองไปทางเกษตรอำเภอ) คุณเกษตรล่ะครับ คิดว่า 300 คนวันนี้ จะเอาด้วยซักกี่คน
เกษตร : หวังยากครับ เพราะเกษตรกรเราฝังหัวอยู่กับสารเคมีมานาน

ลุงคิม : (ใช้ซ่อมจิ้มชิ้นคะน้าขึ้นดูก่อนใส่ปาก) คุณหมอว่า ถ้าในคะน้าชิ้นนี้มีสารเคมี คนกิน อย่างเราจะอันตรายซักแค่ไหนครับ ?
คุณหมอ : (คุณหมอถือโอกาสใช้ซ่อมในมือจิ้มชิ้นคะน้าแล้วส่งเข้าปาก หัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วเหลือบสายตาไปที่ชาวบ้านคนนั่งข้างๆ) เราคนกินไม่ค่อยเท่าไหร่หรอก แต่คนฉีดสารเคมีซี่ รับเต็มๆ

ชาวบ้าน : จริงครับคุณหมอ ทุกรายมีประวัติอยู่ที่อนามัย ยาฆ่าแมลงเป็นพิษทั้งนั้น
ลุงคิม : (มองไปที่คุณหมอ) ในจำนวนคนไข้ในประวัติ มีคนกินที่ไม่ใช่คนใช้ซักกี่คนครับ
คุณหมอ : ไม่มีเลยนะ เท่าที่ดู มีแต่เกษตรกร แล้วก็เป็นเกษตรกรปลูกผักสวนครัวด้วย

ลุงคิม : (วางช้อนแล้วมองหน้าคุณหมอ) เหตุผลครับ
คุณหมอ : เพราะคนกินรับสารเคมีน้อย กินทีได้รับที ไม่ได้กินก็ไม่ได้รับ แต่เกษตรกรคนใช้คนฉีด รับทุกครั้ง ฉีดทุกวันได้รับทุกวัน ฉีดวันเว้นวันก็รับวันเว้นวัน

ลุงคิม : ไม่เข้าใจครับคุณหมอ ?
คุณหมอ : (จิ้มซ่อมชิ้นคะน้าแล้วยกขึ้นมา ประกอบคำอธิบาย) คืองี้ ถ้าในคะน้าชิ้นนี้มีสารเคมี มื้อนี้เรากินเข้าไปเราก็จะได้สารเคมีตัวนี้ มื้อหน้าเราไม่ได้กินคะน้าเราก็จะไม่ได้รับสารเคมี หรือถ้ากินคะน้าซ้ำอีกแต่เป็นคะน้าสวนอื่น เราก็จะได้สารเคมีตัวอื่นๆ ไม่ใช่ตัวเดิม ระหว่างมื้อที่เราไม่ได้รับสารเคมี แต่ร่างกายเราขับถ่ายออกไปเองได้ สารเคมีก็จะไม่เกิดอาการสะสม แล้วคนกินคนไหนจะกินคะน้าอย่างเดิม จากสวนเดิม ทุกมื้อๆๆ ล่ะครับ ....

(คุณหมอเหลือบสายตาไปมองชาวบ้าน แล้วอธิบายต่อ) แต่คนปลูก เป็นคนฉีดสารเคมี ฉีดสารเคมีตัวเดิม ฉีดซ้ำ ๆ ๆ มองออกไหมว่า ตัวคนฉีดคนใช้ก็คือเกษตรกรน่ะ รับสารเคมีเนื้อๆ เลย ....

ที่จริง ไม่มีสารเคมีอะไรเลยที่ไม่มีพิษ คนใช้คนกินทุกคนที่สัมผัสกับมัน อันตรายเหมือนกันทั้งนั้น เพียงแต่จะมากหรือน้อย ช้าหรือเร็ว เท่านั้น....

นอกจากนั้น วิธี การล้างผัก การปรุงผักด้วยความร้อน ก็ช่วยลดปริมาณสารเคมีลงได้ สุดท้ายคือ บำรุงร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ก็จะเกิดภูมิต้านทานในตัวเอง สู้กับพิษของสารเคมีได้....

สรุปก็คือ :
คนใช้ .... เกษตรกรคนใช้ รับประจำ รับทุกตัว รับติดต่อกันนานนับปี ปีเดียว หลายปี ฉีดสารเคมีตัวเดียวรับตัวเดียว ผสมสารเคมีหลายตัวแล้วฉีดก็ได้หลายตัว รับทุกครั้งที่ฉีดพ่น นี่คือคนฉีด รับเต็มๆ ร่างกายขับถ่ายสารเคมีเก่ายังออกไม่หมด สารเคมีใหม่ทับมาอีก รับสาร เคมีสะสมมากๆ ๆๆ ร่างกายไม่มีโอกาสสร้างภูมิต้านทาน ความรุนแรงของสารเคมีก็จะหนักขึ้นๆ ๆๆ ยิ่งเกษตรกรที่ฉีดสารเคมีแบบใช้หลายตัวผสมกัน อันนี้ยิ่งรักษายาก ลงท้ายคือไม่มียารักษาโดยเฉพาะ ต้องให้บำรุงร่างกาย ให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาเอง สร้างได้สร้างทันก็รอด สร้างไม่ได้สร้างไม่ทันก็ไม่รอด

คนกิน .... ไม่ได้รับทุกมื้อหรือทุกครั้งที่กิน กินผักชนิดเดิมแต่ต่างสวน กินผักแล้วเว้นช่วงกินให้ร่างกายขับถ่ายออกได้ ร่างกายมีโอกาสปรับตัว สร้างภูมิต้านทานให้ตัวเองได้

ลุงคิม : (พยักหน้าช้า เหมือนคิดอะไรออก) ถ้างั้น คนขายผักบนแผงก็ด้วย เพราะรับผักสาร พัดผัก จากสวนทั่วทุกทิศ นั่นแหละสารพัดสารเคมี แล้วต้องหายใจเอาสารเข้าไปทุกวัน ๆ จะรอดเรอะ
คุณหมอ : ใช่ครับ (พูดแล้ววาดสายตาไปที่ชาวบ้าน ต่อด้วยเกษตรอำเภอ)

ชาวบ้าน : เกษตรกรเขาก็รู้นะ แต่เพราะยึดติดนั่นแหละครับ
เกษตร : ไม่ใช่ยึดติดอย่างเดียว บางทีเห็นแก่ของแจกของแถม ประเภทลดแลกแจกแถม เรื่องทำนองนี้ไม่ใช่ที่นี่ที่เดียวหรอกครับ ทั่วประเทศนั่นแหละ

ลุงคิม : (มองหน้าคุณหมอเต็มๆ แล้วหัวเราะ) งานนี้ต้องคุณหมอแหละครับ บอกเขาไปเลยว่า ถ้าไม่เลิกสารเคมีละก็ ตายลูกเดียว ถึงไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต ขายผักได้ก็ต้องเอาเงินมารักษาตัว เผลอๆบางรายขายผักได้ก็ต้องเอาเงินมาใช้หนี้อีก แบบนี้ชีวิตจะเหลืออะไร

เกษตร : ที่จริง ผมก็เคยเอาเรื่องนี้คุยกับเกษตรกรอยู่เหมือนกัน แต่เขาก็ไม่เอาด้วย เมื่อปีก่อน ที่กรมใหญ่ สัมมนาเรื่อง ลด/ละ/เลิก สารเคมี จัดโครงการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบ ไอพีเอ็ม. ทำแปลงสาธิตให้ เอาวัสดุอุปกรณ์ไปแจกให้ใช้ พาคน
กลางรับซื้อผักปลอดสารพิษไปเจรจาตกลง แม้แต่เชิญวิทยากรจากมูลนิธิเกษตรปลอดสารพิษไปบรรยาย อะไรก็ไม่เอาซักอย่าง สุดท้ายก็สารเคมี
ลุงคิม : (มองหน้าชาวบ้าน แต่ไม่พูดอะไร)
ชาวบ้าน : คงต้องปล่อย ตัวใครตัวมันแหละครับ

ลุงคิม : ที่จริง เกษตรกรชาวสวนผักก็รู้นี่ว่า ผักอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมียาฆ่าแมลงน่ะ แม่ค้าคนกลางให้ราคาสูงกว่าผักใช้เคมี แม้แต่แม่ค้าบนแผงก็รู้อีกว่า ผักอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมี รสชาติอร่อยกว่าผักใช้สารเคมี อันนี้ลูกค้าที่มาซื้อผักเขาเป็นคนบอกเอง แล้วทำไมเกษตรชาวสวนผักเราไม่ยอมปรับเปลี่ยน หรือหาวิธีการเลิกใช้สารเคมีแล้วมาใช้สารสมุนไพรแทน
ชาวบ้าน : ไม่ใช่คนรับซื้อให้ราคาดีกว่าอย่างเดียว ต้นทุนที่ต้องจ่ายลงไปก็ต่ำด้วย ขายแล้วกำไรชัด แต่ไม่ยอมทำก็เพราะยึดติดนั่นแหละครับ

ลุงคิม : น่าจะมีเหตุผลอื่นเหนือกว่ายึดติดนะ
เกษตร : เพราะใจไม่เอาครับ ปีก่อนผมมาสอนที่นี่ ที่เรานั่งอยู่นี่แหละ สอนแล้วก็แอบรู้มาว่าไม่เอาไม่ทำไม่ใช้ ปีถัดมาผมมาอีกครั้ง คราวนี้ทั้งสอนวิธีทำแล้วก็เอาที่ทำสำเร็จรูปพร้อมใช้งานมาด้วย เอามาแจกทุกคน ก็แอบรู้อีกว่าไม่เอาไม่ทำไม่ปีถัดมาเขาถาม ไอ้ที่แจกเมื่อปีที่แล้ว ยังใช้งานได้อยู่ไหม หมายความว่าไง ก็หมายความว่า สอนให้ทำก็ไม่ทำ เอามาแจกก็ไม่ใช้ จะว่าไม่มีความรู้ก็ไม่ใช่เพราะสอนแล้ว จะว่าไม่ได้ผลก็ไม่ใช่เพราะใกล้ๆบ้านมีคนใช้แล้วได้ผล ทั้งรู้ ทั้งเห็น แต่ไม่เอา เจอเกษตรกรแบบนี้ผมก็จนปัญญาเหมือนกันแหละคุณหมอ

ชาวบ้าน : แต่ผมใช้นะเกษตร
ลุงคิม : หัวเราะ
คุณหมอ : หัวเราะ

การสนทนาในวงข้าวหยุดลง แต่ละคนตั้งหน้าตั้งตาโซ้วข้าวในจานจนหมด ดื่มน้ำล้างปากพอเป็นพิธี แล้วลุกขึ้นเดินไปยังที่นั่งตัวเอง ขณะที่คุณหมอเดินตรงไปหน้าห้องสัมมนาประชุม เตรียมทำหน้าที่บรรยายต่อไป

---------------------------------------------

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 12 :

วิธีลดสารพิษตกค้างในผักผลไม้

ผักผลไม้บ้านเรา ใช้ยาฆ่าแมลงกันเป็นส่วนมาก ทำให้ผู้บริโภคได้รับสารเคมีที่ตกค้างแบบไม่รู้ตัว ถึงแม้จะมีผักออแกนิคเป็นอีกทางเลือกให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อ แต่เมื่อสำรวจราคาผักออแกนิกตามท้องตลาดพบว่า มีราคาสูงลิ่วจนหลายคนต้องกลับมารับประทานผักสารเคมีกันเช่นเดิม ในผู้ใหญ่หากมีสารพิษเข้าสู่ร่างกาย ในปริมาณที่ไม่มาก ร่างกายมีความแข็งแรงพอ ที่จะต่อต้านกับสารแปลกปลอม แต่สำหรับเด็กๆความต้านทานของร่างกายยังต่ำมาก คุณพ่อ คุณแม่ควรใส่ใจกับการทำความสะอาดผักผลไม้ให้มากๆ เพื่อลดการสระสมสารเคมีในร่างกายจนทำให้ลูกน้อยเจ็บป่วยได้ วิธีล้างผักผลไม้มีหลากหลายวิธีดังนี้

1. ล้างผักผลไม้ด้วยด่างทับทิม
ด่างทับทิม หรือ Potassium Permanganate มีลักษณะเป็นเกร็ดแข็งสีม่วงสามารถละลายได้ในน้ำ และเมื่อนำไปละลายน้ำจะให้สีชมพู หรือม่วงเข้ม ด่างทับทิมจัดเป็นสารประ กอบประเภทเกลือ ในการล้างผักผลไม้ควรใช้ด่างทับทิมปริมาณ 20-30 เกล็ดเท่านั้น ผสมในน้ำ 4 ลิตร แช่ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดวิธีนี้สามารถลดสารพิษตกค้างลงได้ร้อยละ 35-43

ข้อควรระวัง : ควรใช้ในปริมารที่พอเหมาะเพราะการใช้ด่างทับทิมในปริมาณที่มากเกินไป จะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหาร และหากสูดดมไอระเหยของด่างทับทิมเข้าไปมากก็จะทำให้ระบบทางเดินหายใจมีปัญหาได้ รวมถึงหากเข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้

2. ล้างผักด้วยน้ำส้มสายชู
น้ำส้มสายชู หรือ Vinegar เป็นของเหลวที่ได้จากกระบวนการหมัก มีองค์ประกอบหลักคือกรดน้ำส้ม (กรดน้ำส้ม) น้ำส้มสายชูทั่วไปมีความเข้มข้นของกรดตั้งแต่ 4% ถึง 8% โดยปริมาณและอาจสูงถึง 18% สำหรับ picklingน้ำส้มสายชูหมักโดยธรรมชาติยังมีกรดชนิดอื่นๆ ในปริมาณเล็กน้อย เช่น tartaric acid และ citric acid การใช้น้ำส้มสายชูที่มีกรดน้ำส้มความเข้มข้น 5% ของกรดน้ำส้ม ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:10 แช่ทิ้งไว้นาน 10-15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดปริมาณสารพิษลงร้อยละ 60-84

ข้อควรระวัง : ผักหรือผลไม้ อาจมีกลิ่นของน้ำส้มสายชูติดค้าง และผักบางอย่าง เช่นผักกาดขาว หรือเมื่อรับประทานอาจมีรสเปรียวปนมาได้ ไม่ควรใช้ชามพลาสติกในการล้างด้วยน้ำส้มสายชู เพราะกรดอาจกัดกร่อนพลาสติกได้

3. ล้างผักผลไม้ด้วยน้ำสะอาดไหลผ่าน
การล้างผักด้วยน้ำสะอาด จำเป็นต้องเปิดน้ำให้ไหลผ่านอยู่ตลอดเพราะสารเคมีจะได้หลุดไหลไปตามแรงน้ำไหล วิธีการง่ายๆ โดยเด็ดผักเป็นใบๆ ใส่ตะแกรงโปร่งเปิดน้ำให้แรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผักและถูไปมาบนผิวใบของผักผลไม้นานประมาณ 2 นาที การใช้น้ำไหลล้างผักและผลไม้ต้องพิถีพิถันและใช้ เป็นวิธีที่ประหยัดและดีมาก สามารถลดสารพิษลงได้ร้อยละ 25-63 ขึ้นอยู่กับความใส่ใจของผู้ล้างเป็นสำคัญ

ข้อจำกัด : เสียเวลานานและใช้น้ำในปริมาณมาก

4. ล้างผักผลไม้ด้วยเกลือ
เกลือมีชื่อทางเคมีว่าโซเดียมคลอไรด์ (NaCl2) คือเกลือที่ใช้สำหรับใส่และเตรียมอาหารมีรสเค็ม ใช้เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดสามารถลดสารพิษและสารเคมี ลงได้ร้อยละ 27-38

ข้อควรระวัง : ต้องล้างน้ำสะอาดหลังเเช่น้ำเกลือ 2-3 น้ำ เพราะอาจมีเกลือตกค้างในผักผลไม้ หากได้รับเกลือในปริมาณมาก เสี่ยงตอการเกิดโรคเเทรกซ้อนได้ง่าย เช่น ความดันโลหิตสูง โรคไต เป็นต้น

5. ลดสารเคมีจากผักผลไม้ด้วยการปลอกเปลือกทิ้ง
ผักประเภทหัว หรือ ประเภทห่อใบ การปอกเปลือกหรือการลอกใบชั้นนอกของผักออก เช่น กะหล่ำปลี ถ้าลอกใบชั้นนอกออกจะปลอดภัยมากกว่า แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดจะช่วยลดปริมาณสารพิษได้ร้อยละ 27-72

6. ล้างผักผลไม้ด้วยน้ำยาล้างผักผลไม้โดยเฉพาะ

น้ำยาล้างผักผลไม้ ประกอบด้วย
โซเดียมโพลีออกซีเอธิลีน แฟตตี อัลกอฮอล์ (sodium polyoxyethylene fatty alcohol)
โซเดียม อัลคิลเบนซีน ซัลโฟเนต (sodium alkyl benzene sulfonate)
โซเดียม ออกไซด์ (sodium oxide)
โซเดียม คาร์บอเนต (sodium carbonate) เอธานอล (ethanol)
กลีเซอรอล (glycerol)
โพแทสเซียม เปอร์แมงกาเนท (potassium permanganate)

อย่างไรก็ตามเนื่องจากองค์ประกอบของน้ำยาล้างผักดังข้างต้น เช่น
โซเดียมโพลีออกซีเอธิลีน แฟตตี อัลกอฮอล์ (sodium polyoxyethylene fatty alcohol)
โซเดียม อัลคิลเบนซีน ซัลโฟเนต (sodium alkyl benzene sulfonate)
กลีเซอรอล เมื่อนำมาใช้ล้างผักสด แม้ว่าจะช่วยลดปริมาณการตกค้างของสารฆ่าศัตรูพืชและสัตว์ แต่หากแช่ผักในน้ำที่ผสมน้ำยาล้างผักและตามด้วยการล้างน้ำไม่ดีพอ สารเคมีที่ใช้เป็นส่วนประกอบในน้ำยาล้างผักอาจเกิดการปนเปื้อนและดูดซึมเข้า สู่ร่างกายได้ สำหรับการใช้โพแทสเซียม เปอร์แมงกาเนท ยังอาจทำให้ผักบางชนิดเปลี่ยนเป็นสีม่วง และหากใช้ในปริมาณสูงและล้างออกไม่หมดก็อาจทำให้เกิดพิษต่อผู้บริโภคได้เช่น กันวิธีการแช่ผักในน้ำยาล้างผักที่มีวางขายอยู่โดยใช้ความเข้มข้นประมาณ 0.3% ในน้ำ 4 ลิตร แช่ผักนานประมาณ 15 นาที จะลดปริมาณสารพิษฆ่าแมลงได้ร้อยละ 25-70

ข้อควรระวัง : ต้องดูให้ดีว่าน้ำยาล้างผักมีส่วนประกอบด้วยอะไรบ้าง เพราะในบางครั้งน้ำยาล้างผักจะแทรกซึมเข้าไปในผักซึ่งอาจเป็นอันตรายได้

7. ล้างผักผลไม้ด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนต
โซเดียมไบคาร์บอเนต หรือที่คุ้นๆหูกัน คือ เบกกิ้งโซดา ลักษณะเป็นผงผลึกหรือผงละเอียดสีขาว ละลายน้ำได้ดี รสชาติแปร่งเค็มเล็กน้อย มีคุณสมบัติเป็นด่าง หากต้องการล้างผักผลไม้ให้ใช้ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง แช่นาน 15 นาที แล้วนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด ลดปริมาณสารพิษลงได้ถึงร้อยละ 90-95

ข้อควรระวัง : เบกกิ้งโซดามีส่วนผสมของเกลือหลังแช่ควรล้างผักผลไม้ให้สะอาดและหากมีเบกกิ้งโซดาตกค้างในผักผลไม้ปริมาณมาก อาจทำให้ท้องเสียได้

8. ลดสารเคมีจากผักผลไม้ด้วยความร้อน
วิธีการต้มหรือลวกผักด้วยน้ำร้อนสามารถ ลดปริมาณสารพิษในผักผลไม้ได้ ประมาณร้อยละ 50 การต้มอาจทำให้คุณค่าทางโภชนาการของผักผลไม้ลดลงได้ โดยเฉพาะ วิตามิน ซี. วิตามิน บี.1 ไนอะซิน

การลดปริมาณสารเคมีในผักผลไม้มีให้เลือกหลากหลายวิธีแต่ไม่มีวิธีไหนเลยจะสามารถกำจัดสารพิษตกค้างได้100% คุณพ่อคุณแม่ต้องระมัดระวังและทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ควรล้างน้ำสะอาดหลังแช่น้ำยาต่างๆ อย่างน้อย 3 น้ำ เพื่อลดปริมาณสารเคมีให้ได้ มากที่สุด ระมัดระวังเรื่องการรับประทานผักสดในเด็กให้มากขึ้น หลังรับประมาณ หากพบว่ามีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์

พว. นฤมล เปรมปราโมทย์
http://www.mamaexpert.com/topic/10366

-------------------------------------------------------------------

“11 วิธีล้างพืชผักเพื่อลดพิษภัย” จากวารสารหมอชาวบ้าน :

1. ใช้โซดาทำขนมปัง (โซเดียมไบคาร์บอเนต) 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที ลดสารพิษได้ 90-95 %
2. น้ำส้มสายชู 0.5 % โดยใช้น้ำส้มสายชู อสร. 1 ขวดผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที ลดสารพิษฆ่าแมลงได้ 60-84 %
3. น้ำไหลแรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก ล้างนาน 2 นาที ลดสารพิษฆ่าแมลงได้ 54-63 %
4. แช่ในอ่างน้ำนาน 15 นาที ลดสารพิษฆ่าแมลงได้ 7-33 %
5. ลวกผักด้วยน้ำร้อนลดสารพิษได้ 50 % ส่วนการต้มนั้นลดสารพิษได้ 50 % เช่นเดียวกัน แต่จะมีสารพิษตกค้างในน้ำแกง จึงควรล้างผักลดสารพิษก่อนทำแกง
6. ปอกเปลือก หรือลอกใบชั้นนอกออก เช่น กะหล่ำปลี ฯลฯ ช่วยลดสารพิษลงได้
7. ผงปูนคลอรีน ½ ช้อนชากับน้ำ 20 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15-30 นาทีจะฆ่าเชื้อโรคได้ดีมาก
8. ผสมด่างทับทิม 5 เกล็ดต่อน้ำ 4 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้
9. น้ำปูนใสอิ่มตัวผสมน้ำเท่าตัว แช่ผักทิ้งไว้
10. เกลือ 2 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้
11. น้ำซาวข้าวล้างผัก

https://www.gotoknow.org/posts/6540

----------------------------------------------------------

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 13 :

เทคโนโลยีการเกษตร
ชัด ขำเอี่ยม chinchainat@hotmail.com

น้ำต้มสมุนไพร กำจัดศัตรูพืช ลดต้นทุน :
กำไรจากการทำนาของเกษตรกรเกิดความแตกต่าง เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตและการบริหารจัดการของเกษตรกร ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของกลุ่มเกษตรกรที่ใช้สารเคมีเพื่อการป้องกันกำจัดศัตรูพืชสูงมาก บางรายอาจมีต้นทุนสูงมากกว่า 5,000 บาท/ไร่

ในขณะที่เกษตรกรบางส่วนได้ประยุกต์ใช้องค์ความรู้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น เพื่อการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสานตามที่ได้รับการถ่ายทอด

ความรู้แบบโรงเรียนเกษตรกรจากนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สอดคล้องกับคำที่กล่าวว่า "เพียงเปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน"

เกษตรกรนิยมใช้สารเคมี เพราะยังคงติดกับการแข่งขันการทำนาที่ตัดสินกันด้วยปริมาณผลผลิตที่ได้รับ ต่างจากเกษตรกรบางส่วนที่มีต้นทุนต่ำ ตัดสินผลลัพธ์ความสำเร็จของการทำนาด้วยกำไร ด้วยการนำสมุนไพรมาใช้ประโยชน์เพื่อใช้ในการป้องกันและกำจัดโรค-แมลง ศัตรูพืชได้ดีไม่แพ้สารเคมี อย่างประหยัด และปลอดภัย ไม่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ฉะนั้น การใช้สมุนไพรในการเกษตร น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในปัจจุบันและอนาคต ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น

คุณสัมฤทธิ์ ไม่ยาก เกษตรกรทำนา วัย 57 ปี บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 11 ตำบลนางลือ อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า ได้ทำนาข้าว 28 ไร่ มานานแล้ว ตั้งแต่จบการศึกษาภาคบังคับ แต่พบว่ายิ่งทำนา ยิ่งมีต้นทุนมากขึ้น เนื่องจากแมลงศัตรูพืชดื้อยา "สร้างภูมิต้านทานต่อสารเคมี บางครั้งสารเคมี 3-4 ชนิด ผสมกันฉีดพ่น แต่ไม่สามารถกำจัดแมลงศัตรูพืชได้ จึงได้ศึกษาการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสานตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกรร่วมกับเพื่อนเกษตรกรในกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยจากสารพิษ จากสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองชัยนาท สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท และศูนย์บริหารศัตรูพืชชัยนาท

จากการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ ตั้งแต่การเตรียมดินด้วยลดการเผาตอซังและฟางข้าว หมักด้วยน้ำหมักชีวภาพ อัตราเมล็ดพันธุ์ไม่เกิน 20 กิโลกรัม/ไร่ ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อรา อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ (ตัวห้ำ-ตัวเบียน) ด้วยการใช้สารสมุนไพร ผลที่ได้รับเป็นที่น่าพอใจ เพราะต้นทุนการผลิตในปีที่ผ่านมาประมาณ 3,200 บาท/ไร่ ในขณะที่ผลผลิตประมาณ 850 กิโลกรัม/ไร่ รอดพ้นจากการเข้าทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลด้วยน้ำสมุนไพรต้ม แต่ต้องพ่นซ้ำบ่อยๆ คือ 7-10 วัน/ครั้ง ในขณะที่เพื่อนเกษตรกรบางส่วนใช้สารเคมีจำนวนมาก แต่ผลผลิตเสียหายอย่างน่าเสียดาย

การทำน้ำต้มสมุนไพรไม่ยุ่งยากนัก เตรียมวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น คือ ใบน้อยหน่า หรือ ใบน้อยโหน่ง ใบต้นรัก สาบเสือ เถามะระขี้นก อย่างละ 1 กิโลกรัม และใบสะเดา 5 กิโลกรัม ส่วนผสมสมุนไพรแต่ละชนิดมีทั้งสารที่เป็นอันตรายต่อแมลงศัตรูพืช ทำลายตัวอ่อน ตัวแก่ และไข่ อีกทั้งกลิ่นที่แรงไล่แมลงศัตรูพืชไม่ให้เข้าในแปลงนา แต่ไม่เป็นอันตรายต่อแมลงศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืช (ตัวห้ำและตัวเบียน)

เมื่อได้สมุนไพรดังกล่าวแล้ว นำมาสับให้แหลกละเอียด นำไปใส่ในถังก่อนเทน้ำส้มสายชู 5% และเหล้าขาว อย่างละ 1 ขวด เทลงไปคนให้ทั่ว ปิดฝาทิ้งไว้ อย่างน้อย 5 ชั่วโมง เทลงปี๊บเติมน้ำให้เต็ม นำไปต้มด้วยไฟกลาง จนน้ำเดือดทิ้งไว้รอจนน้ำเหลือครึ่งปี๊บ ทิ้งให้เย็นนำไปกรอง ควรใช้ให้หมด แต่ถ้าจะเก็บควรเก็บในที่เย็นๆ ไม่ควรเก็บนานเกินไป อัตราส่วนที่ใช้ 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน

เวลาที่เหมาะสมในการฉีดพ่น คือ เวลาเช้าหรือเวลาเย็น แดดไม่ร้อนมากนัก เพื่อป้องกันการสลายตัวของสารสมุนไพร สามารถป้องกันแมลงศัตรูพืชได้เป็นที่น่าพอใจ ไม่แพ้สารเคมีที่มีราคาแพง ในขณะที่น้ำต้มสมุนไพรมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่เหล้าขาว น้ำส้มสายชู และค่าก๊าซสำหรับต้มเท่านั้น ซึ่งสามารถผสมน้ำฉีดพ่นได้หลายพันลิตร นำไปฉีดพ่นในพื้นที่นาหลายไร่

การใช้สารเคมีเพื่อการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชนั้น เกษตรกรต้องมีความมั่นใจ แต่ถ้าไม่เชื่อก็ขอให้ลองทำก่อน อย่าเพิ่งปฏิเสธ แต่ขอให้ศึกษารายละเอียดจากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรที่ทำแล้วประสบผลสำเร็จ ก็จะสามารถทำนาให้ได้กำไรงาม ไม่ต้องรอให้ขายข้าวได้ราคาเป็นหมื่นบาท เพราะถ้าลงทุนในอัตรา 3,200 บาท ผลผลิตข้าว 800 กิโลกรัม/ไร่ นั่นหมายถึง มีต้นทุนที่ 4 บาท/กิโลกรัม ถ้าราคาข้าวเพียง 6 บาท/กิโลกรัม ก็จะมีกำไรที่ 2 บาท/กิโลกรัม หรือ 1,600 บาท/ไร่

คุณวีระศักดิ์ อัตถะไพศาล เกษตรจังหวัดชัยนาท กล่าวเสริมถึงการป้องกันและกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลว่า ได้ดำเนินการตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร ในการส่งเสริมการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสานด้วยการจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนที่กระจายอยู่ในพื้นที่

ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เป็นสถานที่สำหรับเรียนรู้และฝึกปฏิบัติด้านการจัดการศัตรูพืชของเกษตรกรและชุมชน โดยจัดทำแปลงติดตามสถานการณ์ศัตรูพืช ใช้เป็นสถานที่เรียนรู้และฝึกปฏิบัติ เรื่องระบบนิเวศในแปลงนา โดยมีการเก็บข้อมูลศัตรูพืช ศัตรูธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม นำมาจำแนก วิเคราะห์ และตัดสินใจร่วมกันของแกนนำและสมาชิกที่ร่วมกันเรียนรู้ และเลือกวิธีควบคุมศัตรูพืชได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งการผลิตขยายจุลินทรีย์ และศัตรูธรรมชาติได้ด้วยตนเอง โดยมีกลไกท้องถิ่นเป็นตัวขับเคลื่อน ได้แก่ เกษตรกร องค์กรท้องถิ่น และภาครัฐ มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่สนับสนุนด้านเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชอยู่หลายส่วน เช่น ส่วนกลาง ได้แก่ ส่วนบริหารศัตรูพืช สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร ในส่วนภูมิภาค ได้แก่ ศูนย์บริหารศัตรูพืช สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขต และสำนักงานเกษตรอำเภอ ซึ่งการใช้สารสมุนไพร สารชีวะภัณฑ์ ไม่ทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ เป็นการแก้ปัญหาได้ในระยะยาว ช่วยให้ธรรมชาติสมดุล ไม่มีศัตรูพืชระบาด ประหยัด เพราะวัสดุส่วนใหญ่มีอยู่ในท้องถิ่น

ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณชัด ขำเอี่ยม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร 7ว สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท หมู่ที่ 2 ตำบลเขาท่าพระ อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท 17000 โทร. (056) 421-512 โทรสาร (056) 421-513

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010354&srcday=&search=no

-----------------------------------------------

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 14:

หน่วยพิฆาตหนอน
แมลงตัวห้ำ (Predators) : เป็นแมลงที่กินแมลงศัตรูพืชเป็นอาหาร เช่น แมงมุม แมลงปอ ตั๊กแตน มวน แมลงหางหนีบ ด้วงเต่า เป็นต้น

แมลงตัวเบียน (Parasitoids) : เป็นพวกปรสิต ที่จะหากินหรืออาศัยอยู่ในตัวเหยื่อ (ศัตรูธรรมชาติ) ลักษณะการฆ่า ได้แก่ การวางไข่ในตัว ในดักแด้ ในไข่ของเหยื่อ และจะกัดกินจากภายใน เช่น แตนเบียน แมลงวัน

ในธรรมชาติจะมีแมลงมากมายหลายชนิดที่กินหรือทำลายแมลงที่เป็นศัตรูพืช แมลงพวกนี้เรียกว่า ตัวห้ำ และ ตัวเบียน ซึ่งเราควรที่จะอนุรักษ์แมลงเหล่านี้ เนื่องจากว่าเป็นแมลงที่มีประโยชน์ คือ ช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชให้เรานั่นเอง ควรจะอนุรักษ์หรือไม่ทำลายแมลงกลุ่มนี้ โดยปล่อยให้ขยายพันธุ์ต่อไป ตัวอย่างของแมลงกลุ่มนี้ ได้แก่

ตั๊กแตนตำข้าว : มีอยู่หลายชนิด สีสันแตกต่างกันไป ไข่มีสีฟางข้าว และมีสารคล้ายฟองน้ำหุ้มไข่อยู่ โดยยึดติดอยู่กับกิ่งไม้หรือใบหญ้า ตั๊กแตนตำข้าวสามารถจับเพลี้ยอ่อนกินเป็นอาหาร ส่วนตัวใหญ่ ๆ ก็สามารถจับตั๊กแตนหนวดสั้น ผีเสื้อ กินได้เช่นกัน

ด้วงเต่า : ในเมืองไทย มีประมาณ 100 ชนิด ทั้งประเภทที่มีลายจุด หรือสีพื้น เช่น สีเหลือง แดง ดำ ด้วงเต่าจัดเป็นนักล่าเพลี้ยอ่อนเป็นอาหาร คือ สามารถจับเพลี้ยอ่อนกินได้ 40 ตัวในหนึ่งชั่วโมง

นอกจากเพลี้ยอ่อนแล้วยังกินพวกเพลี้ยหอย เพลี้ยแป้งน้อยหน่า หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด ไร ด้วงเต่า จึงมีประโยชน์ในไร่ข้าวโพด ฝ้าย ยาสูบ สวนผักและผลไม้มีอายุ 2 – 3 เดือน ปีกท่อนบนมีสีดำ ท่อนกลางสีเหลือง ๆ ส่วนปลายเป็นสีน้ำตาล วางไข่เป็นกลุ่มไว้ตามกิ่งไม้

มวนเพชฌฆาตมีปากแหลม : สารมารถเจาะลำตัวแมลงศัตรูพืช ดูดของเหลวจากตัวแมลงเหล่านั้น ทั้งตัวอ่อนและตัวแก่กินเป็นอาหาร เช่น เจาะกินพวก หนอนกระทู้ หนอนต้นฝ้าย หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนผีเสื้อข้าวสาร มวนเขียว เพลี้ยจักจั่น ฯลฯ จนต่อมาตัวอ่อนหรือตัวเต็มวัยที่ถูกดูดของเหลวจากลำตัวก็จะตายไป แมลงพวกนี้เป็นแมลงที่เป็นประโยชน์ในสวนส้ม มะม่วง ลำไย ไร่ฝ้าย ไร่ยาสูบ เป็นต้น

แมลงปอ : จะบินโฉบเฉี่ยวหาอาหารไปเรื่อย ๆ จับแมลงที่ตัวเล็กกว่ากินเป็นอาหาร เช่น ศัตรูพืชพวกเพลี้ยต่าง ๆ และแมลงอื่น ๆ หลายชนิด แมลงปอบินได้เร็ว จับแมลงเล็ก ๆ เป็นอาหารได้คล่องแคล่ว แมลงปอจึงมีประโยชน์ต่อพืชไร่และพืชสวน

แมลงช้างปีกใส : จะจับแมลงศัตรูพืชกินเป็นอาหาร เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย ตัวอ่อนเพลี้ยจักจั่น ไข่หนอนผีเสื้อ หนอนดิน หนอนกินใบฝ้าย หนอนเจาะสมอฝ้าย จัดเป็นแมลงที่มีประโยชน์ต่อชาวไร่ชาวนา ชาวสวนได้มาก

แตนเบียนไข่ : เป็นแมลงที่วางไข่บนตัวแมลงต่าง ๆ คือ หนอนกอสีครีม หนอนกอแถบลาย หนอนกอสีชมพู หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด ไข่ผีเสื้อ หนอนเจาะลำต้นอ้อย หนอนกระทู้ผัก ต่อมาไข่ก็จะเจริญเป็นตัวอ่อนกัดกินตัวหนอนที่มันเกาะอยู่เป็นอาหาร จนตัวหนอนเหล่านั้นตาย จะเห็นได้ว่าแตนเบียนไข่เป็นแตน “เบียน” สมชื่อ เพราะวาง ไข่ทำลายแมลงได้หลายชนิด แมลงเหล่านี้สามารถที่จะทำลายแมลงที่เป็นศัตรูพืชได้อีกทางหนึ่ง

--------------------------------------------------------

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 15 :

ม้ง จ.ตาก ไม่กินผักตัวเอง :
เมื่อครั้ง ดร.พิจิต รัตตกุล ขึ้นมาเป็นผู้ว่า กทม. คาดเดาว่า ที่ปรึกษาด้านสาธารณสุข ได้ให้ข้อมูลเรื่องหนึ่งว่า อาหารที่ประชาชนบริโภคนี้มีสารเคมีปนเปื้อน จึงคาดเดาอีกว่า ผู้ว่า กทม. ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างมาก ถึงกับวางแผนล้วงลึก เพื่อให้รู้ว่า ตัวปัญหาจริงๆมันคืออะไร อยู่ที่ไหน เพราะตระหนักดีว่า หากแก้ปัญหานี้ได้ เท่ากับได้รับใช้ประชาชนที่เลือกเข้ามาแล้ว ประเดิมไปพูดคุยกับแม่ค้าขายผักในตลาด

ผู้ว่าฯ : แม่ค้าขายผักสดแบบนี้มานานหรือยัง ?
แม่ค้า : ปีนี้ครบ 20 ปีพอดีค่ะ

ผู้ว่าฯ : รายได้ดีไหม ?
แม่ค้า : จะว่าดีก็ดีค่ะ พอส่งลูกเรียน

ผู้ว่าฯ : เป็นแม่ค้าขายผัก แค่ขายทำไมต้องมีผ้าปิดจมูกด้วยล่ะ ?
แม่ค้า : อ๋อ หมออนามัย กทม.นั่นแหละค่ะ แนะนำให้ปิดจมูกด้วย

ผู้ว่าฯ : เพราะอะไรเหรอ หมออนามัยได้บอกเหตุผลไหม ?
แม่ค้า : หมอบอกว่า ในผักมีสารเคมีฆ่าแมลงที่เกษตรกรเขาฉีด ถ้าเราหายใจเข้าไปบ่อยๆ ประจำๆ อาจทำให้เราเจ็บป่วยได้

ผู้ว่าฯ : (ผู้ว่าฯ เหลือบมองแม่ค้ารอบข้าง หลายคนมีผ้าปิดจมูก เห็นชัดว่านี่คือ ผลงานของทีมงานสาธารณสุข .... หันมาสนใจแม่ค้าต่อ) แล้วเกษตรกรที่เอาผักมาส่ง เขาบอกหรือเปล่าว่า เขาฉีดมากหรือน้อยแต่ไหน ?
แม่ค้า : โฮ้ยยยย เขาจะบอกอะไรค่ะ ถามเขาๆก็บอกว่า ฉีดนานแล้ว ฉีดหลายวันแล้ว วันนี้ยาหมดฤทธิ์แล้วทั้งนั้นแหละ

ผู้ว่าฯ : แล้วคนกินคนซื้อล่ะ เขาว่ายังไงบ้างไหม ?
แม่ค้า : ก็ไม่เห็นใครว่าอะไรนี่คะ ถ้าผักไม่สวยนั่นแหละ เขาจะติ แล้วขอลดราคา

ผู้ว่าฯ : (ผู้ว่าฯ มองผัก วางหน้าคิ้วย่น แล้วพูดลอยๆ) ผักสวย ผักไม่สวย
แม่ค้า : ใช้ค่ะ เกษตรกรเขาบอกว่า ถ้าไม่ฉีดยา หนอนจะเข้ามากัดกินผัก ทำให้ผักไม่สวย ผู้ว่าฯ บอกกล่าวขอบคุณกับอวยพรขอให้ขายดีๆ เดินต่อไปที่แม่ค้าถัดไป 2-3 แผง

พูดคุยสอบถามทุกเจ้า ไม่น่าเชื่อว่า ทุกคำถามเดิมล้วนได้คำตอบแบบเดียวกันทั้งสิ้น

กระทั่งหันมาพูดคุยกับ จนท.เกษตร ที่ร่วมทีมตรวจเยี่ยมมาด้วย

ผู้ว่าฯ : คุณเกษตรฯ การเกษตรของไทยกับสารเคมีนี่ต้องคู่กันเลย ใช่ไหม ?
เกษตร : ไม่จำเป็นหรอกครับ อยู่ที่ตัวเกษตรกรเองว่า จะใช้หรือไม่ใช้ เพราะถ้าไม่ใช้สารเคมีก็ต้องใช้อย่างอื่นที่ไม่ใช่สารเคมีแทน แต่เกษตรกรเลือกใช้แต่สารเคมีเท่านั้น

ผู้ว่าฯ : แล้วเกษตรกรเขารู้ถึงอันตายของสารเคมีไหม
เกษตร : รู้ยิ่งกว่ารู้อีกครับ ไม่ใช้รู้อันตรายอย่างเดียว คนที่ตายเพราะสารเคมีก็รู้ แต่เขาก็ยังใช้ เขาอ้างว่า ง่ายดี สะดวกดี เร็วดี

ผู้ว่าฯ : (ผู้ว่าฯ มองหน้าบรรดาคณะผู้ติดตามแล้วพบรอยยิ้มที่ไม่สดชื่นนัก และแล้วเหมือนผู้ว่าฯ จะคิดอะไรได้บางอย่าง หันไปทางแม่ค้าขายผัก แล้วออกปากถาม) แม่ค้า บอกได้ไหม ผักบนแผงตลาดนี้ มาจากจังหวัดไหน แม่ค้ารู้ไหม ?
แม่ค้า : มาจากจังหวัดตากค่ะ ส่งถึงตลาดนี่ราว ตี.2 ทุกวันค่ะ

ผู้ว่าฯ : คือว่า ผมจะตามไปดูผักในแปลงเลย ไปดูว่า เกษตรกรคนปลูกเขาจะแก้ปัญหาสารเคมีปนเปื้อนได้ไหม ?
แม่ค้า : ดีค่ะท่าน นอกจากเขาจะปลอดภัยเองแล้ว คนขายบนแผงที่นี่ คนซื้อคนกินที่บ้าน ก็จะปลอดภัยด้วย

จากวันพบแม่ค้าผักในตลาด รวมเวลาได้ราว 7 วัน คณะผู้ตรวจนำโดย ผู้ว่า กทม.กับคณะชุดเดิมก็ปรากฏตัวที่สวนผัก เกษตรกร จ.ตาก

ผู้ว่าฯ : ปลูกผักเยอะไหม ? ซี่กี่ไร่ ?
ม้ง : เฉพาะของผมคนเดียว 20 ไร่ ของญาติพี่น้องอีก รวมแล้ว 100 ไร่ครับ

ผู้ว่าฯ : ทำมานานหรือยัง ?
ม้ง : 10 20 ปีแล้วครับ

ผู้ว่าฯ : ทำแล้วส่งกรุงเทพมาตลอดเลยเหรอ ?
ม้ง : ใช่ครับ ส่งประจำ เป็นขาประจำครับ

ผู้ว่าฯ : ผักที่นี่ใช้สารเคมีไหม ?
ม้ง : ใช้ครับ ใช้มากด้วยครับ

ผู้ว่าฯ : ไม่ใช้ไม่ได้หรือ ?
ม้ง : ไม่ได้ครับ ผักไม่ฉวย คนกรุงเทพโง่ ชอบกินแต่ผักฉวยๆ

ผู้ว่าฯ : (ผู้ว่าฯ คณะผู้ติดตาม ยิ้มเจื่อนๆ แล้วถามม้งต่อ) แล้วม้งก็กิน ไม่กลัวตายหรือ ?
ม้ง : ม้งไม่ได้กิน หมาม้งก็ไม่กิน ม้งกินผักแยกปลูกต่างหาก

ผู้ว่าฯ : (ผู้ว่าฯ คณะผู้ติดตาม ยิ้มแหยๆ ส่านหัว ไม่ถามต่อ) ขอบคุณมาก ผู้ว่า กทม. ก้มหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก ก้าวเท้าถอยห่างออกมา ท่าทางเหมือนจะเดินไปที่รถ ผิดปากเงียบ แม้แต่คำขอบคุณ คำบอกลา เจ้าของสวนก็ไม่มี เช่นเดียวกับทุกคนในคณะที่ต่างพากันปิดปากเงียบ ไม่พูดแต่กำลังคิด คิดอย่างหนัก คิดอยู่ว่า ในเมื่อคนซื้อคนกินต้อง การ “ผักฉวยๆ-ผักฉวยๆ” ฉะนี้แล้วจึงจำเป็นต้องระดมสารเคมียาฆ่าแมลงให้จงหนักนั่นแล

--------------------------------------------------

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 16 :

ธนาคารไม่ปล่อยกู้ เพราะสารเคมี :
กว่าทศวรรษ จำ พ.ศ.ไมได้ แต่จำได้แม่นไม่เคยลืมว่า รายการสีสันชีวิตไทย ตรงนี้มี BIOKING เป็นสปอนเซอร์ ได้ไปร่วมออกงานที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายไต้กรอบของงานสัมมนา “ส้มสีทองแห่งล้านนา” เพื่อพัฒนาเกษตรกรชาวสวนส้มกุน ย่านเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง รวมแล้วกว่า 3,000 คน

งานนี้เริ่มด้วย นักวิชาการด้านไม้ผลโดยเฉพาะ จากมหาลัยเชียงใหม่ โหมโรงส้มโชกุนดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ปลูกแล้วรวย รวย รวย เป็นส้มเปลือกล่อนสายพันธุ์เดียวที่ผลเป็นสีเหลืองทอง เป็นโหงวเฮ้งแห่งโชคลาภ ปลูกแล้วจะสร้างรายได้ให้แก่เจ้าของสวน แรงงานลูกจ้างมีรายได้แน่นอน เศรษฐกิจท้องถิ่นทุกวงการดีไปถึงระดับชาติ ทุกอย่างดีทั้งนั้น ฟังแล้วเคลิ้ม ราวกับว่าเป็นผลไม้วิเศษ .... นักวิชา การจบแล้ว ต่อด้วยเกษตรกรเจ้าของสวน

รายแรก ..... ทำสวนโชกุน อยู่เชียงใหม่ สาธยายถึงรายได้ที่คาดว่า (เน้นย้ำ....คาดว่า) จะได้ เป็นตัวเลขหลักล้าน กว่า 10 ล้าน แต่วันนี้รายได้นี้ยังลอยอยู่ในอากาศ ไม่สามารถจับมาไว้ในกำมือได้ เนื่องจาก “ไม่มีทุน” ที่ต้องจ่าย ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ค่าแรงงาน เพราะธนาคารไม่ยอมปล่อยเงินกู้.....ฯลฯ

รายที่สอง .... ทำสวนโชกุน อยู่เชียงราย วันนี้รวมกลุ่มมาได้ 10 แปลง รวมเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ ผลผลิตโชกุนส่งเข้าตลาด จีน พม่า ไม่ได้เพราะส้มโชกุนของจีน พม่า ราคาถูกกว่าของไทย โชกุนเชียงรายจึงต้องส่งกรุงเทพตลาดเดียว ปัญหาวันนี้คือ “ไม่มีทุน” ที่ต้องจ่าย ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ค่าแรงงาน เพราะธนาคารไม่ยอมปล่อยเงินกู้.....ฯลฯ

รายที่สาม ....ทำสวนโชกุน อยู่ลำพูน ส่งตลาดที่หนองคาย ขายปลีก กก.ละ 22 บาท โดนโชกุนจากฝั่งลาวเข้ามาตีตลาด ขาย กก.ละ 14 บาท ส้มจากลำพูนขายต่ำกว่านี้ไม่ได้เพราะต้นทุนอยู่ที่ กก.ละ 8 บาท จึงอยากให้รัฐบาลห้ามนำเข้าส้มโชกุนจากประเทศลาว...ฯลฯ

รายที่สี่ .... ทำสวนโชกุน อยู่ลำปาง ต้องส่งตลาดกรุงเทพ ต้องเสียค่าขนส่งแพง ปัญหาวันนี้เหมือนที่เชียงราย คือ “ไม่มีทุน” ที่ต้องจ่าย ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ค่าแรงงาน เพราะธนาคารไม่ยอมปล่อยเงินกู้ .....ฯลฯ

รายที่ห้า .... ทำสวนโชกุน อยู่เชียงใหม่ รวมกลุ่มทำ รวมเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ ทุกสวนกู้เงินสหกรณ์ กู้เงิน ธ.ก.ส. จนเต็มเพดานกู้แล้ว วันนี้ “ไม่มีทุน” ที่ต้องจ่าย ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ค่าแรงงาน เพราะธนาคารไม่ยอมปล่อยเงินกู้ .....ฯลฯ

รายที่หก .... เพราะธนาคารไม่ยอมปล่อยเงินกู้ .....ฯลฯ
รายที่สิบ .... เพราะธนาคารไม่ยอมปล่อยเงินกู้ .....ฯลฯ
รายที่สิบห้า .... เพราะธนาคารไม่ยอมปล่อยเงินกู้ .....ฯลฯ

เจ้าของสวนโชกุนทุกราย พบกับปัญหาเดียวกัน ..... เพราะธนาคารไม่ยอมปล่อยเงินกู้ .....ฯลฯ

บัดดลนั้น ชายหนุ่ม นั่งอยู่แถวท้ายสุดของห้องประชุม ลุกขึ้นเดินผ่ากลางห้องประชุม ตรงขึ้นเวที ด้วยบุคลิกที่ไม่ใช่ชาวสวน แล้วเขาเป็นใคร.....?

“สวัสดีครับ ท่านผู้จัดการสวนส้ม ทุกๆท่าน .... ผม ในนามของกลุ่มธนาคารพานิช 12 สาขา เชียงราย เชียง ใหม่ ลำพูน ลำปาง ขอชี้แจงต่อท่านผู้จัดการสวนส้มทุกท่านด้วยความจริงใจว่า..... (เว้นวรรค อึดใจใหญ่ๆ) ทุกท่านมีความสามารถในการผลิตส้มเป็นอย่างมาก ยอมรับจริงๆ ท่านมีฝีมือบำรุงส้มจนได้ผลผลิตอย่างที่เห็นๆ แต่น่าเสียดายที่ท่านไม่มีแผนการบริหารต้นทุนเลย การที่ผลผลิตของท่านขายแล้วได้ต่ำกว่าทุน นั่นคือขาดทุน นั่นคือความผิดพลาดที่แท้จริงที่ไม่อาจะปฏิเสธ ..... อาชีพของธนาคาร คือ ปล่อยเงินกู้เพื่อเอาดอกเบี้ย ดอกเบี้ยคือรายรับของธนาคาร เราต้องการให้ท่านมาเป็นลูกค้าของธนาคารเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเราพิจารณาแผนการบริหารต้นทุนอย่างละเอียดแล้ว ขอบอกว่า เงินกู้ที่ออกไปนั้นต้องสูญเปล่าแน่ ตัวอย่างหนึ่งก็คือ สหกรณ์ ธ.ก.ส. เป็นกรณีศึกษาที่ดีที่สุด .... สุดท้ายนี้ ผมขอยืนยันว่า ธนาคารทุกสาขา ยินดีปล่อยเงินกู้ แต่มีข้อแม้ว่า ผู้กู้ต้องมี แผนการบริหารต้นทุน ที่ดี และชัดเจนกว่านี้....”

ผู้แทนธนาคารเดินลงจากเวที ย้อนกลับมาที่นั่งเดิม โดยไม่มีเสียงปรบมือแม้แต่แปะเดียว สักครู่ผู้แทนธนาคารทั้งหมดก็ลุกออกไปจากห้องประชุม

บรรยากาศในห้องประชุมต่อจากนั้น อื้ออึงด้วยเสียงคนเป็นร้อยๆ จนฟังกันไม่รู้เรื่อง เจ้าของสวนหลายคน กับนักวิชาการ เริ่มเดินออกจากห้องประชุม ไม่นานความเงียบก็เข้าครอบคลุมห้องประชุม นั่นคือ “ปิดประชุม....”

-------------------------------------------------

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 18 :

เซียนส้ม บ.สารเคมี :

ได้รับการเชิญชวนไปงานเลี้ยงโต๊ะจีน ที่บริษัทขายสารเคมียาฆ่าแมลงจัดขึ้น เป็นวัฒนธรรมของบริษัทขายสารเคมีอยู่แล้วว่า เมื่อครบกำหนดปิดงบประจำปี จะรู้ตัวเลขรายได้ของบริษัทประจำปีนั้นเป็นเท่าใด ซึ่งแน่ละว่าต้องมี “กำไร” ส่วนจะกำไรหลักร้อยล้าน หรือพันล้านค่อยว่ากัน โอกาสเยี่ยงนี้ต้องจัดงานเลี้ยง “คืนกำไร” ให้กับลูกค้า แม้จะต้องตัดกำไรส่วนหนึ่งมาจัดงาน ในความเป็นจริง ใช่ว่าจะต้องจ่ายก็หาไม่ เพราะในงานเลี้ยงนี้ยังสามารถ MAKE MONEY ได้อีกด้วย

บริษัทร่อนการ์ดเชิญไปยังลูกค้ารายใหญ่ๆ ก่อนอันดับแรก แล้วเลือกลูกค้ารายรองลงมาเป็นอันดับสอง ซึ่งน้อยกว่าอันแรก แล้วยังเผื่อแถมลูกค้าใหม่แห่งอนาคตอีกส่วนหนึ่งด้วย

งานเลี้ยงโต๊ะจีน 300 โต๊ะ โต๊ะละ 10 คน ถือว่าไม่มากเลยสำหรับบริษัทขายสารเคมีที่กำไรหลักพันล้าน ในขณะเดียวกัน ในงานยังมีโปรโมชั่นให้จองสินค้าล่วงหน้าสำหรับรุ่นการผลิตหน้า หรือสั่งซื้อในงานวันนี้ ทั้งสั่งจองสำหรับรุ่นการผลิตหน้าและสั่งซื้อในงานวันนี้เลย จะได้รับส่วนลดชนิดที่ผู้ซื้อพอใจสุดๆ

ภาษิตยิวบอกว่า “ไม่มีพ่อค้าใดในโลกยอมขาดทุนกำไร” งานนี้แม้จะลดราคาสุดๆ แล้ว บริษัทก็ยังกำไร แล้วที่ว่า บริษัทคืนกำไรให้แก่ลูกค้า มันอยู่ที่ไหน นี่คือ อีกรูปแบบหนึ่งกลยุทธการตลาด ของการทำธุรกิจสารเคมียาฆ่าแมลงไหม ?

เวลาในนาฬิกาเพิ่งจะเริ่มค่ำ อาหารเริ่มวางได้ 2 อย่างใน 10 อ ย่าง งานเลี้ยงวันนี้ไม่มีคนตรีแต่มีเวทีขนาดใหญ่ ได้เวลาโฆษกที่บริษัทจัดมาเป็นการเฉพาะกับงานวันนี้

“สวัสดีครับ ท่านพ่อแม่พี่น้องเกษตรกร ชาวสวนส้ม สวนไม้ผล ชาวนาข้าว และชาวสวนผัก .... สวัสดีครับ เถ้าแก่ผู้มีน้ำใจสำหรับเกษตรกร ทุกร้าน ทุกอำเภอของจังหวัด .... ขอพูดจากใจจริงว่า วันนี้บริษัทของเรามีความยินดีอย่างยิ่ง ที่มีโอกาสตอบแทนบุญคุณ คืนกำไร แก่ทุกท่าน และที่น่ายินดีอย่างยิ่ง สำหรับเถ้าแก่สวนส้มรุ่นใหม่ ที่ทำรายได้ได้สูงอย่างคาดไม่ถึง เรียกว่า สูงกว่าทุกปีในอดีต หรือจะเรียกว่าทำลายสถิติ ทั้งของตัวเองและของคนอื่น ก็ว่าได้....”

โฆษกรับหน้าที่พูดก็ต้องพูด เพราะบริษัทจัดงานมอบหมาย เมื่อพูดนำเข้าพิธีเรียบ ร้อยแล้ว ทิ้งช่วงเวลาเล็กน้อยก่อนเข้าสู่ขั้นตอนที่เรียกว่า “ไคลแม็กซ์” ของงาน .... โฆษกเริ่มบรรเลงบรรลัยไม่ไล่ไม่เลิกตามสูตร ด้วยลีลามืออาชีพอย่างแท้จริง เริ่มด้วยโฆษณาสารเคมียาฆ่าแมลงสินค้าตัวเก่าที่ทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้วก่อน แล้วต่อเติมเสริมเพิ่มด้วยสารเคมียาฆ่าแมลงตัวใหม่ กับปุ๋ยทางใบตัวใหม่ ใหม่เอี่ยมแกะกล่องป้ายแดงจริงๆ

“สวัสดีครับ ท่านพ่อแม่พี่น้องเกษตรกร บัดนี้ได้เวลาที่พวกเราจะได้รู้จัก เกษตรกรชาวสวนส้มระดับ “เซียน” (.... ฝ่ายควบคุมเสียง ปรับแอมพลิฟลายเออร์เป็นสัญญาณที่คำว่า “เซียน” เพื่อให้ฟังแล้วขลังขึ้น) เป็นที่น่ายินดีว่า ปีนี้เรามีเซียนมากขึ้นจากปีที่แล้วถึง “4 เซียน” (.... ฝ่ายควบคุมเสียง ปรับแอมพลิฟลายเออร์เป็นสัญญาณที่คำว่า “4 เซียน” เพื่อให้ฟังแล้วขลังขึ้น อีกครั้ง) ปีนี้เซียนเล็ก ระดับกำไร ล้านขึ้น 6เซียน ระดับกำไร 10ล้านขึ้น 4เซียน และระดับกำไร 20ล้านขึ้น 2เซียน (.... ฝ่ายควบคุมเสียง ปรับแอมพลิฟลายเออร์เป็นสัญญาณที่คำว่า “ล้านขึ้น 10ล้านขึ้น 20ล้านขึ้น” เพื่อให้ฟังแล้วขลังขึ้น ทุกครั้ง)

หมายเหตุ :
ระดับเซียน 1 ล้านขึ้น คือ สวนส้มขนาด 10-20 ไร่
ระดับเซียน 5 ล้านขึ้น คือ ส่วนส้มขนาด 50-100 ไร่
ระดับเซียน 10 ล้านขึ้น คือ สวนส้มขนาด 200-300 ไร่

สวนส้มเขียวหวาน คลองเก้า บึงกาสาม หนองเสือ ปทุมธานี เจ้าของสวนส้ม 300 ไร่ (ที่ตัวเอง 50 ไร่ ที่เช่า 250 ไร่) วันนี้รับโล่เซียน 10 ล้านขึ้น เป็นโล่อันที่ 3 จากการรับ 3 ปีซ้อน จากบริษัทนี้ ....

ส้มเขียวหวาน 300 ไร่ ต้นทุนค่าสารเคมียาฆ่าแมลงอย่างเดียว ตกไร่ละ 50,000-70,000 ตามสภาพอากาศ นี่คือรายได้ของบริษัทเจ้าของโล่ คุ้ม/ไม่คุ้ม คิดเอาเอง ....

ต้นทุนค่าสารเคมีอย่างเดียว 5-7 หมื่น นี่ไม่รวม ค่าปุ๋ย ค่าแรงงานวันละ 10 คน ค่าน้ำมันเรือปากเป็ดรดน้ำ เป็นไปได้ไหม ต้นทุนส้มเขียวหวานแปลงนี้ตกไร่ละ 100,000ขึ้น ต่อรุ่น ....

แรงงาน 10คน .... 5คนรับงานรับงานแล่นเรือปากเป็นรดน้ำทุกวัน แต่ต้นไม้ได้รับน้ำ 3 วัน/ครั้ง .... 5คนรับงานแล่นเรือแอร์บลาสส์ฉีดสารเคมีทุกวัน แต่ต้นไม้ได้รับสารเคมี 3 วัน/ครั้ง....

สวนนี้สารเคมีแรงมาก ทำส้มผิวบางมดโดยปล่อยให้เพลี้ยจักจั่นให้เข้าเกาะผิวส้ม เข้าเกาะ 3 วันแล้วต้องเร่งระดมฉีดสารเคมีฆ่าเพลี้ยจักจั่น ฉีดให้เสร็จสิ้นใน 3 วัน ระยะนี้ระยะเดียวต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงมาก (ส้มผิวบางมด ผิวจะตกกระ แต่เนื้อในรสชาติดีกว่าส้มผิวสวยปกติ ทำให้ราคาแพงกว่าส้มผิวนวลสวย กก.ละ 3-4 บาท สั่งล่วงหน้า)

ปีที่ลุงคิมไปร่วมรับโล่ เป็นโล่อันที่ 3 รู้มาว่า ขายส้มรุ่นนั้นปีนั้นเสร็จแล้ว ส่วนที่เป็นกำไรแท้ๆ ถอยจี๊บเซโรกี ป้ายแดง ออกมาได้....

-----------------------------------------------

เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง 19 :

ใช้สารเคมียาฆ่าแมลง ได้ 1 เสีย 10

ได้ ..... 1. สะใจ หนอนแมลงตายต่อหน้าต่อตา เสีย ....
1. เงิน
2. แรงงานไม่อยากฉีด
3. สุขภาพ ร่างกาย/จิตรใจ คนฉีดเสีย
4. สุขภาพ ร่างกาย/จิตรใจ คนในบ้านเสีย
5. สุขภาพ ร่างกาย/จิตรใจ คนกินเสีย
6. ลูกค้า ร่างกาย/จิตรใจ เสีย
7. แมลงธรรมชาติ เสีย
8. ดิน/น้ำ/อากาศ ธรรมชาติ เสีย
9. รักษาพยาบาลยาก ถึงรักษาไม่ได้
10. เศรษฐกิจชาติ ชื่อเสียง/เครดิต ประเทศชาติ เสีย เสียลง เสียลงเรื่อยๆ

...................................................................
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
หาวด้า
หาวด้า


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 11953

ตอบตอบ: 15/02/2026 11:52 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

..
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©