kimzagass หาวด้า


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009 ตอบ: 11971
|
ตอบ: 25/02/2026 3:08 am ชื่อกระทู้: * |
|
|
STYLE KIM ZA GASS ... อะไหล่
เกริ่นกล่าว :
นับแต่ปี พ.ศ. 2537 เดือนมีนาคม วันที่ 27 เวลา 1200 น. วาระแห่งมหาศรีศุภฤกษ์ที่ รายการสีสันชีวิตไทย วิทยุเพื่อการเกษตร และอาชีพเสริม ถือกำเนิดขึ้น ภายไต้เงื่อนไขคำสั่งกองทัพบก ให้หน่วยทหารที่มีสถานีวิทยุในบังคับบัญชา ผลิตรายการวิทยุของตัวเอง โดยกำลังพลของหน่วยเอง
รูปแบบการเขียน เริ่มจาก KEYWORD แล้วขยายความ สั้น-กะทัดรัด-ได้ใจ ความ ให้เห็นภาพมากกว่าการบรรยายด้วยอักษร
--------------------------------------
ปรัชญาการเกษตร
เกษตรเป็นเรื่องของธรรมชาติอย่างแท้จริง ในธรรมชาติไม่มีตัวเลข ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีคันเร่ง ไม่มีโวลลุ่ม ไม่มีบล็อคหรือแม่พิมพ์
หัวใจนักปราชญ์ ฟัง-คิด-ถาม-เขียน....+ อ่าน-ดู-คิด-วิเคราะห์-เปรียบ เทียบ-ฟันธง-ทำใช้/ขาย/แจก/เททิ้ง
ปลูกพืชขายผลผลิต 100 ไม่รวย ขายไบโปรดักส์ ปีเดียวรวย
ทำงานทั้งปีได้ขายรอบเดียว
ทำงานทั้งปีได้ขายหลายรอบ
เลือกปลูกที่ราคาต่อหน่วยแพงที่สุด
ซูพรีม พรีเมียม เกรด เอ. จัมโบ้ โกอินเตอร์ ขึ้นห้าง ออกนอกฤดู ปลอดสารเคมี คนนิยม
วิศวะทำนา V.S. เกษตรทำนา
กะรวยด้วยกัน รวยทุกคน
กะรวยคนเดียว จนคนเดียว จนทั้งหมู่บ้าน
เก่งรวมเก่ง เก่งทุกคน เก่งคนเดียว ไม่เก่งจริง
----------------------------------
ปัจจัยพื้นฐานเพื่อการเพาะปลูก
ดิน :
- ดินต้องมาก่อน ดินต้องมาก่อน และดินต้องมาก่อน ....
- ดินดี = ได้แล้วกว่าครึ่ง และดินไม่ดี = เสียแล้วกว่าครึ่ง ....
- เรื่องดินเพื่อการเกษตร เรียนที่ภาควิชาปฐพีวิทยา ปริญญาตรี4ปี ปริญญาโท3ปี ปริญญาเอก3ปี .... วิชาการ=ยาก ปฏิบัติ=ง่าย ถ้าเปิด "ใจ" รับ
พิสูจน์ความร่วน : ก่อนฝนตก เดินเท้าเปล่าเหยียบลงไปแล้วไม่เจ็บเท้า และฝนตกเดินเท้าเปล่า ไม่เหนียวติดง่ามนิ้วเท้า นั่นคือ ดินดี .... ดินผืนเดียวกัน ก่อนฝนตก เดินเท้าเปล่าเหยียบลงไปแล้วเจ็บเท้า และฝนตกเดินเท้าเปล่า ดินเหนียวติดง่ามนิ้วเท้า นั่นคือ ดินไม่ดี .... ดินดี ขุดง่าย, ดินไม่ดีขุดยาก จอบเด้ง ไฟแลบ
พิสูจน์ปริมาณอินทรีย์วัตถุ : ตักเนื้อดินที่ผิวดินถึงความลึก 1 ฝ่ามือ ครึ่ง กก. ละลายในน้ำ 1 ล. คนให้ละลาย กรองด้วยผ้าขาวบางดูปริมาณอินทรีย์วัตถุ คือ เศษซากพืช และ/หรือ เศษซากทุกชนิดที่เจือปนในน้ำ ดินที่มีอินทรีย์วัตถุมากชนิดกว่า ย่อมดีกว่าอินทรีย์วัตถุน้อยชนิดกว่า ส่วนจำนวนหรือปริมาณขึ้นอยู่กับชนิดของพืช กล่าวคือ พืชล้มลุกอายุสั้นฤดูกาลเดียวให้มีมาก (10-20% ของเนื้อดิน) พืชอายุยืนนานไม้ยืนต้นให้มีน้อยกว่า (5-10%)
พิสูจน์ความสมบูรณ์ : วัชพืช ขึ้น/ไม่ขึ้น
พิสูจน์กลิ่น : ดินดี = กลิ่นหอม, ดินไม่ดี = กลิ่นเหม็นหรือเป็นกลิ่นอื่นที่ไม่พึงประสงค์ พิสูจน์สี : สีของดินหมายถึงปริมาณอินทรีย์วัตถุที่ปะปนอยู่ และแปรสภาพเป็นฮิวมัสในดิน ทำให้สีของดินต่างกัน ถ้ามีฮิวมัสน้อยสีจะจางลงมีความอุดมสมบูรณ์น้อย
พิสูจน์โครงสร้าง : ดินดี โปร่ง ร่วน ซุย น้ำและอากาศผ่านสะดวก .... ดินไม่ดี น้ำขังค้างนาน
พิสูจน์ทั่วแปลง : ตรวจตามรายการตรวจ 10 จุด
ดินดี คือ ดินที่มีอินทรีย์วัตถุ และอนินทรีย์วัตถุ ในอัตราส่วนที่เหมาะสมต่อการเป็นอาหารและสภาพแวดล้อมที่จำเป็นสำหรับพืช
อินทรีย์วัตถุ : เกิดมาจากสิ่งมีชีวิต และสิ่งที่เกิดจากการดำรงชีวิต ได้แก่ เศษซากพืช เศษซากสัตว์ มูลสัตว์ .... มีเปอร์เซ็นต์สารอาหารสำหรับพืชน้อย แต่มีเปอร์เซ็นต์สารปรับปรุงบำรุงดินสูง
อนินทรีย์วัตถุ : เกิดมาจากธรรมชาติ ไม่มีชีวิต ได้แก่ ยิบซั่ม หินภูเขาไฟ ปูนมาร์ล โดโลไมท์ เพอร์ไรซ์ ปูนขาว น้ำ อากาศ .... มีเปอร์เซ็นต์สารอาหารสำหรับพืชมาก แต่มีเปอร์เซ็นต์สารปรับปรุงบำรุงดินน้อย
- ดินดี คือ ดินที่มี อินทรีย์วัตถุ-ความชื้น-จุลินทรีย์ ชาวไร่สามารถทำได้ด้วยต้น ทุนไม่สูงนัก วิธีการก็คือ :
ลงทุนด้วยเงิน .... เนื้อที่ 1 ไร่ จากต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี 1-2 กส./ไร่ เอาเงินตัวนั้นมาซื้อ ยิบซั่ม เฟอร์มิกซ์ 1 กส. . ปุ๋ยอินทรีย์ ตราคนกับควาย 1 กส., กระดูกป่น 10 กก., ขี้ไก่ 100 กก., แกลบดิบ 500 กก., น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง 2 ล. จ่ายเงินน้อยกว่าแต่ประโยชน์ที่ได้จากรุ่นนี้ต่อไปถึงรุ่นหน้า รุ่นต่อๆ ไปอีกด้วย เมื่อดินดี ผลผลิตก็ O.K เรียกว่า รุ่นเดียวก็ได้ทุนคืน
ลงทุนด้วยเวลา ไม่เอาผลผลิต .... ปลูกพืชตระกูลถั่วบำรุงดิน ออกดอกแล้วไถกลบ 2 รุ่น ใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน ก็ได้ดินดี
ลงทุนด้วยเวลา เอาผลผลิต .... ปลูกถั่วไร่ (เขียว-เหลือง-แดง-ดำ) เอาผลผลิตแล้วไถกลบเศษซาก ทำซ้ำ 2 รุ่น ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งดินดี
หมายเหตุ :
- จากเศษซากต้นถั่วธรรมดาๆ ก็ทำให้เป็นเศษซากต้นถั่วซุปเปอร์ โดยก่อนไถกลบใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูกป่น ขี้วัวขี้ไก่แกลบดิบ หญ้าแห้งใบไม้แห้ง น้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง
- การไถกลบเศษซากต้นถั่วหรือเศษซากพืชอื่นๆ (แกลบดิบอยู่ในเนื้อดินได้นานนับ 10 ปี.... ข้อมูลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เสริมเติมเพิ่มบวกด้วยน้ำหมักชีวภาพระเบิดเถิดเทิง ลงไปไต้ดินลึกๆ เปรียบเสมือนเป็นฟองน้ำคอยซับน้ำเก็บไว้ให้ คราใดที่ฝนตกลงมาแม้ไม่มากนัก น้ำจะซึมลงไต้ดิน แล้วอยู่อย่างนั้นได้นานนับเดือน ต่างกับในเนื้อดินลึกที่ไม่มี
อินทรีย์วัตถุเลย ฝนตกลงมาก็ไหลผ่านไปหมด แดดเผาแค่ 2-3-4 วัน ดินก็แห้งเหมือนเดิม
น้ำ :
แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรที่มี เช่น เขื่อนเก็บกักน้ำ อ่างเก็บน้ำ สระเก็บน้ำ หนอง บึง คลอง ฝาย แก้มลิง ขนมครก
พื้นที่การเกษตรของไทยอยู่ในเขตชลประทาน 27% อยู่นอกเขตชลประมาณ 73% ใน ขณะที่พื้นที่การเกษตรของเวียดนามอยู่ในเขตชลประทาน 73% อยู่นอกเขตชลประมาณ 27%
หลายปีมาแล้ว ไปดูระบบสปริงเกอร์โอเวอร์เฮด ในแปลงสับปะรดขนาด 200 ไร่ ของอดีตวิศวกร ก่อสร้าง ริมแม่น้ำลำภาชี สวนผึ้ง ราชบุรี ต้นน้ำกำเนิดจากป่าชายแดนไทยพม่า ถึงหน้าน้ำน้ำมากแม่น้ำกว้าง 20-50 ม. ลึก 10-3 ม. หน้าแล้งน้ำน้อยแม่น้ำกว้าง 30-50 ซม. ลึก 20-30 ซม. กิติศัพท์แม่น้ำสายนี้ บางปีน้ำมากเกินที่แม่น้ำรับ น้ำจะไปท่วมด่านมะขามเตี้ย กาญจนบุรี .... เคยมีความ คิดว่า ถ้าทำ ฝายแม้ว กั้นน้ำเป็นช่วงๆ แต่ละช่วงห่างกันเท่าไหร่ก็ว่าตามความเหมาะสมและจำเป็น ระหว่างฝายแม้วแต่ละฝายก็ให้มี ก้างปลา คลองซอยแยก (เหมือนคลองระพีพัฒน์ รังสิต) ออกซ้ายขวา ปลายก้างปลามีแก้มลิงหรือเตาขนมครก จากขนมครก 1 มีระบบส่งน้ำทางท่อ (เพื่อไม่ต้องเวนคืนที่ดิน) เชื่อมต่อไปขนมครก 2-3 ด้วยเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าก็ได้
หลักการเดียวกันนี้ โครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า แม่น้ำโขง ของ ก.พลังงาน ทุกระยะ 50 กม. ตลอดริมโขงแนวชายแดนไทย-ลาว ช่วงปริมาณน้ำปกติ สูบน้ำเข้ามาได้เป็นระยะไม่เกิน 25 กม. หากเป็นช่วงน้ำท่วม ล้นตลิ่ง สูบน้ำเข้ามาได้ไม่จำกัด (กฎหมายระหว่างประเทศ) .... เคยมีความคิดว่า ช่วงน้ำท่วมล้นตลิ่งแม่โขง สร้างความเสียหายบ้านเรือน ให้สูบน้ำทางท่อเข้ามาเก็บไว้ตามแก้มลิง ก็น่าจะได้
หลักการเดียวกันนี้ แม่น้ำสาระวิน อยู่ในเมียนมา ของเมียนมาประเทศเดียว รัฐบาลไทยเชิญชวนรัฐบาลเมียนมาเข้ามาสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเขตไทย ไทยซื้อไฟฟ้า น้ำที่ผลิตไฟฟ้าแล้วทำระบบน้ำไหลให้ไหลเข้ามาในไทย แบบนี้เท่ากับไทยซื้อไฟฟ้าได้แถมน้ำ
แสงแดด :
อุณหภูมิ :
ฤดูกาล :
สารอาหาร :
ปุ๋ย :
- สารอาหารพืช ได้มาจาก 2 แหล่ง คือ สารอาหารอินทรีย์ กับสารอาหารสังเคราะห์
- สารอาหารอินทรีย์ ได้มาจากอินทรีย์วัตถุ เรียกว่า ปุ๋ยอินทรีย์
- สารอาหารสังคราะห์ ได้มาจากการสร้างโดยมนุษย์ เรียกว่า ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ หรือปุ๋ยสังเคราะห์
ปุ๋ย หมายถึง ธาตุอาหารสำหรับพืชนำไปใช้พัฒนาเพื่อการเจริญเติบโต ประกอบด้วย N. P. K. Ca. Mg. Su. Fe. Cu. Zn. Mn. Mo. B. Si. Na. ทั้งที่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ (มีในหรือมาจากธรรมชาติ) และปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยสังเคราะห์ หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ (มนุษย์ผลิต)
- ปุ๋ยอินทรีย์ เข้ามาในประเทศไทยโดยนักวิชาการอินเดียตอนสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ความที่มีเปอร์เซ็นต์สารอาหารสำหรับพืชน้อย ใช้แล้วต้นพืชสมบูรณ์งามดีชัดเจน เพราะมีเปอร์เซ็นต์สารปรับปรุงบำรุงดินสูง ในขณะที่ผลผลิตที่ควรจะดีขึ้นไม่ชัดเจนเพราะมีเปอร์ เซ็นต์สาร อาหารต่ำ
- ปุ๋ยเคมี เข้ามาในประเทศไทยโดยมหามิตรสงคราม คือ อเมริกา เมื่อตอนสิ้นสงครามโลกครั้งที่สองเหมือนกัน ปุ๋ยตัวนี้ใช้แล้วนอก จากต้นพืชจะสมบูรณ์เจริญเติบโตดี ผลผลิตมาก ทุกอย่างชัดเจนเพราะมีเปอร์เซ็นต์สารอาหารสูง แต่ครั้นใช้นานๆไปดินจะเสีย ใช้นานมากๆ ใช้ปริมาณมากๆ ดินก็จะเสียมากๆ ตามมาด้วย เพราะในปุ๋ยเคมีตัวบำรุงดินหรือสารบำรุงดินน้อยนั่นเอง.... การเกษตร : ปุ๋ย คิดทางเศรษฐศาสตร์การลงทุนแล้ว เท่ากับ 30% ของต้นทุนทั้งหมด
- ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีต่างก็มีทั้ง ข้อดี-ข้อเสีย หรือ จุดเด่น-จุดด้วย ประจำตัวเอง มนุษย์ผู้ชาญฉลาดจึงควรเลือกใช้ทั้งสองอย่างผสมผสานกัน บนหลักการ อินทรีย์นำเคมีเสริม หรือ อินทรีย์นำเคมีเสริม ตามความเหมาะสมและจำเป็นสำกรับพืช แต่ละชนิด แต่ละประเภท แต่ละสภาพแวดล้อม แต่ละการเจริญเติบโต
เปรียบเทียบ "ข้อดี/ข้อด้อย" ระหว่าง ปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยอินทรีย์ :
ข้อดีของปุ๋ยอินทรีย์ :
1. ช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น ทำให้ดินมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์ดี เช่น มีความโปร่ง ร่วน ซุย มีความสามารถในการอุ้มน้ำ และธาตุอาหารพืชได้ดี
2. สามารถอยู่ในดินได้นาน และค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างช้าๆ
3. ส่งเสริมให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อการบำรุงดิน สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และต่อต้านหรือกำจัดจุลินทรีย์ที่เป็นโทษหรือเชื้อโรคพืช
4. เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะส่งเสริมให้ปุ๋ยเคมีเป็นประโยชน์แก่พืชมากขึ้น หรือช่วยให้ ดินกินปุ๋ย มากขึ้นนั่นเอง
ข้อด้อยของปุ๋ยอินทรีย์
1. มีปริมาณธาตุอาหารพืชต่อน้ำหนักปุ๋ยต่ำ ต้องใช้ปริมาณมาก
2. ใช้เวลานานในการปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ให้แก่พืช
3. ราคาต่อน้ำหนักของธาตุอาหารพืชมีราคาสูง
4. มีจำนวนจำกัด ไม่สามารถหาซื้อในปริมาณมากๆ ได้
ข้อดีของปุ๋ยเคมี
1. มีปริมาณธาตุอาหารพืชต่อน้ำหนักปุ๋ยสูง ใช้ปริมาณเล็กน้อยก็เพียงพอ
2. ปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่พืชได้เร็ว
3. ราคาต่อน้ำหนักของธาตุอาหารพืชมีราคาต่ำ สะดวกต่อการขนส่ง และเก็บรักษา
4. หาซื้อง่าย เพราะเป็นผลิตผลที่ผลิตได้จากโรงงาน สามารถผลิตได้จำนวน
ข้อด้อยของปุ๋ยเคมี :
1. ไม่มีคุณสมบัติในการปรับปรุงคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของดิน คือ ไม่ช่วยทำให้ดินโปร่ง
2. ปุ๋ยเคมีบางชนิด เช่น ปุ๋ยแอมโมเนีย (35-0-0) ถ้าใช้ในปริมาณมาก และติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ดินเป็นกรดมากขึ้น ต้องแก้โดยการใส่ปูนขาว .... ไนโตรเจน ใส่มากๆต้นพืชเอาไปใช้ไม่หมด เหลือตกค้างในดินจะกลายเป็น ไนไตร์ท/ไนเตรท สองตัวนี้เป็นกรดจัด เป็นพิษต่อพืช
3. การใช้ปุ๋ยเคมีต้องระมัดระวัง เพราะปุ๋ยเคมีทุกชนิดมีความเค็ม ถ้าใส่มากหรือใส่ติดโคนต้นพืชจะเป็นอันตรายต่อต้นพืช และการงอกของเมล็ด
4. ผู้ใช้ปุ๋ยเคมีจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องปุ๋ย จึงจะใช้อย่างได้ผลตอบแทนคุ้มค่า
- ข้อดี/ข้อด้อย ระหว่างปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมี คนขายปุ๋ยเคมีไม่เคยบอก คนซื้อไม่เคยถาม
- อย่า .... อินทรีย์ตกขอบ แต่จงเป็นอินทรีย์เกาะขอบ
- ปลูกพืชตามใจพืช ไม่ใช่ตามใจคน .... ทุกอย่างต้องมีหลักการและเหตุผล
- จากเศษซาก พืช/สัตว์ ธรรมดาๆ เป็น เศษซากซุปเปอร์ โดยการใส่ เสริม/เติม/เพิ่ม/บวก ทั้งอินทรีย์และเคมี เรียกว่า อินทรีย์นำ เคมีเสริม ตามความเหมาะสมของพืชไร่ อย่าง ทานตะวัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มิดีกว่าหรือ ?
แนวทางการปฏิบัติ :
1. เก็บเกี่ยวพืชเสร็จ เกลี่ยเศษซากต้นให้กระจายทั่วแปลง ตากแดดจัด 15-20 แดดเพื่อให้ต้นแห้ง
2. ใส่ยิบซั่ม ปุ๋ยอินทรีย์ กระดูป่น ขี้วัวขี้ไก่ หว่านทับเศษซากพืชแห้งให้ทั่วโดยประมาณ
3. ใช้รถไถโรตารี่ ไถตีป่น ดิน-เศษซากพืชแห้ง-อินทรีย์วัตถุ ประณีต 2-3 รอบ เพื่อคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากันดีกับเนื้อดิน .... กรณีนี้ไม่ต้อง ไถดะ ไถแปร ไถพรวน .... รถไถโรตารี่ เข้ามาในประเทศไทย นานกว่า 10 ปี อาจจะไม่ถึง 20 ปี แต่เกษตรกรไทยเพิ่มยอมรับเมื่อ 2-3-4 ปีมานี้เอง ให้เห็นชัดเลยว่า ภาคเกษตรกรรม ปฏิเสธเทคโนโลยีเครื่องทุ่นแรง ต่างกับภาคอุตสาหกรรมที่พยายามค้นหาเทคโนโลยีเครื่องทุนแรงใหม่ๆ อยู่เสมอ แพงแค่ไหนก็ซื้อ เพราะมันหมายถึงประสิทธิภาพประสิทธิผลของเนื้องาน ตัวนี้คือ ต้นทุนที่ก่อให้เกิดรายได้อย่างแท้จริง
4. ทำร่องปลูกหรือแปลงปลูกตามชนิดพืชที่จะปลูก รดด้วยน้ำหมักชีวภาพระเบิด 2 ล. + ปุ๋ยเคมี (สูตรตรงกับพืช) 2 กก. / ไร่ บนสันแปลง บ่มดินทิ้งไว้ 7-10 วัน จึงลงมือปลูก
....การละลายปุ๋ยทางดิน ในน้ำหมักชีวภาพ สาดลงไปในแปลง แล้วไถพรวน หรือตีพรวน ด้วยโรตารี่ นอกจาก ทำให้เนื้อปุ๋ยลงไปอยู่ในพื้นดินทั่วทั้งแปลง เท่ากันทุกตารางนิ้ว ทำให้พืชที่ปลูกทุกต้นได้รับปุ๋ยแล้ว ยังประหยัดเงินค่าปุ๋ยเคมี ประหยัดชีวิตดิน ประหยัดชีวิตจุลินทรีย์ อีกด้วย
.... การใส่ปุ๋ยแบบหว่านกระจายทั่วแปลง ต้นพืชได้รีบไม่ทั่วแปลง บางต้นได้รับ บ่างต้นไม่ได้รับ หรือใช้มือกำหยอดโคนต้น ก็จะเข้าถึงรากเฉพาะตรงนั้นเท่านั้น
.... พืชกินปุ๋ยแบบน้ำ แม้จะหว่านแบบแห้งลงไปแล้ว พืชก็ยังเอาไปกินไม่ได้ ต้องรอให้มีน้ำตามไปละลายปุ๋ยเสียก่อน ทางที่ดี เราละลายปุ๋ยในน้ำ (น้ำเปล่า หรือน้ำหมักชีว ภาพ) ก่อนแล้วฉีดพ่นลงไป ปรับหัวฉีดให้เม็ดน้ำใหญ่ๆ หรือใช้รถฉีดพ่นแบบ โย่งโก๊ะ หรือ จิ้งโกร่ง มิดีกว่าหรือ ได้ทั้งประสิทธิภาพประสิทธิผลเนื้องาน ประหยัดเวลา ประหยัดแรงงาน
.... ข้ออ้างของเกษตรกรที่ว่า ยุ่งยาก-สิ้นเปลือง-แถวนี้ไม่มีใครทำ-ฯลฯ ล้วนแต่เป็นต้นเหตุแห่งความสูญเสียทั้งสิ้น
สมการปุ๋ยเคมี :
ปุ๋ยถูก + ใช้ผิด = ไม่ได้ผล
ปุ๋ยผิด + ใช้ถูก = ไม่ได้ผล
ปุ๋ยผิด + ใช้ผิด = ไม่ได้ผล ยกกำลังสอง
ปุ๋ยถูก + ใช้ถูก = ได้ผล ยกกำลังสอง
ปุ๋ยถูก หมายถึง ถูกสูตร-ถูกประเภท-ถูก พีเอช.-ถูกปริมาณ-ถูกทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวปุ๋ย
ใช้ถูก หมายถึง ถูกพืช-ถูกดิน-ถูกน้ำ-ถูกอุณหภูมิ-ถูกเครื่องมือ-ถูกทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวพืช
สมการปุ๋ยอินทรีย์ :
วัสดุหลักถูก+วัสดุเสริมถูก+จุลินทรีย์ถูก+วิธีทำถูก+อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องผิด = ไม่ได้ผล
วัสดุหลักถูก+วัสดุเสริมถูก+จุลินทรีย์ถูก+วิธีทำผิด+อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องผิด = ไม่ได้ผล
วัสดุหลักถูก+วัสดุเสริมถูก+จุลินทรีย์ผิด+วิธีทำผิด+อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องผิด = ไม่ได้ผล
วัสดุหลักถูก+วัสดุเสริมผิด+จุลินทรีย์ผิด+วิธีทำผิด+อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องผิด = ไม่ได้ผล
วัสดุหลักผิด+วัสดุเสริมผิด+จุลินทรีย์ผิด+วิธีทำผิด+อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องผิด = ไม่ได้ผล ยกกำลังห้า
วัสดุหลักถูก+วัสดุเสริมถูก+จุลินทรีย์ถูก+วิธีทำถูก+อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องถูก = ได้ผล ยกกำลังห้า
- ทุกหัวข้อต้อง ถูก เท่านั้น จึงจะ = ได้ผล
- หัวข้อใดหัวข้อหนึ่งเพียงหัวข้อเดียว ผิด = ไม่ได้ผลทันที
สายพันธุ์ :
โรค :
เครื่องทุ่นแรง :
ประโยชน์ของเครื่องมือด้านการเกษตร
1. เครื่องมือทุ่นแรงทำงานได้รวดเร็ว ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจ้างแรงงาน คน และสามารถทำงานได้ทันต่อช่วงเวลาการเพาะปลูกที่เหมาะสม
2. เกษตรกรสามารถเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกได้มากขึ้น เนื่องจากเครื่องมือทุ่นแรงสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับแรงงานคน และช่วงเวลาที่มีอยู่จำกัด
3. เครื่องทุ่นแรงช่วยให้เกษตรกรสามารถปฏิบัติงานตามขั้นตอนต่างๆของการเพาะ ปลูกได้อย่างประณีต
4. ลดการสูญเสียผลิตผลในช่วงการเก็บเกี่ยวและนวด ซึ่งการใช้แรงงานคนจะทำให้มีการร่วงหล่นของเมล็ดพืชมาก
5. ประโยชน์ทางอ้อมของเครื่องมือทุ่นแรงก็คือ การลดความเหนื่อยยากลำบากของเกษตรกรในการประกอบเกษตรกรรม
การเกษตร : แรงงาน คิดทางเศรษฐศาสตร์การลงทุนแล้ว เท่ากับ 30% ของต้นทุนทั้งหมด
เทคโนโลยี :
เทคโนโลยี คือ การนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติให้เกิดผลเป็นสิ่งที่วัดได้ หรือจับต้องได้ เทคโนโลยีจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเทคโนโลยีจึงถูกกำหนดเป็นสินค้าอย่างหนึ่งที่มีราคาซื้อขายกันในตลาด
เทคโนโลยีชีวภาพ คือ เทคโนโลยีซึ่งนำเอาความรู้ทางด้านต่างๆ ของวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับสิ่งมีชีวิต หรือชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิต หรือผลผลิตของสิ่งมีชีวิต เพื่อเป็นประ โยชน์ต่อมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นทางการผลิต หรือทางกระบวนการของสินค้า หรือบริการ เพื่อใช้ประโยชน์เฉพาะอย่างตามที่ต้องการ สามารถใช้ประโยชน์ทางด้านต่างๆ เช่น เกษตร อาหาร สิ่งแวดล้อม การแพทย์ เป็นต้น
http://www.thaibiotech.info/biotechnology-herbal-medicine.php
เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการนำสิ่งมีชีวิต และผลผลิตมาใช้ประโยชน์
เทคโนโลยี เป็นสิ่งที่มนุษย์นำความรู้จากธรรมชาติมาคิดค้น เพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานในการดำรงชีวิต ระยะแรกเทคโนโลยีที่นำมาใช้เป็นระดับพื้นฐาน อาทิ การเพาะปลูก การชลประทาน การก่อสร้าง การทำเครื่องมือเครื่องใช้ การทำเครื่องปั้นดินเผา การทอผ้า เป็นต้น ปัจจัยการเพิ่มจำนวนของประชากร ข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการพัฒนาความ สัมพันธ์กับต่างประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญในการนำ และการพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น
ตัวอย่าง เทคโนโลยีเครื่องทุ่นแรง :
- รถแทร็คเตอร์ : นั่งขับ + ใส่ปุ๋ย (อินทรีย์/เคมี, น้ำ/แห้ง) + ผาน (จาน โรตารี่) + +
- รถแทร็คเตอร์ : เดินตาม + ใส่ปุ๋ย (อินทรีย์/เคมี, น้ำ/แห้ง) + ผาน (จาน โรตารี่) + +
- สปริงเกอร์ (พ่นฝอย) : แบบไทยไร่ละ 3,000-5,000 แบบอิสราเอลไร่ละ 100,00
- สปริงเกอร์ (โอเวอร์เฮด) : แบบไทยไร่ละ 3,000 แบบอิสราเอลไร่ละ 100,00
- หม้อปุ๋ย : MADE IN USA อันละ 20,000 MADE IN RKK อันละ 200
- ชุดกรองน้ำ : อิสราเอล อันละ 100,000 บาท, ไต้หวัน 75,000 บาท, ไทย 12 บาท
ต้นทุน :
ตลาด :
สูตรปุ๋ย
.............................................................................
หลักการและเหตุผล
ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ..........................................................................
3. น้ำหมักชีวภาพ
ประวัติ
*** เรื่องราวของปุ๋ยน้ำชีวภาพหรือน้ำสกัดชีวภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ กลางปี พ.ศ 2540 เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจทำให้ประชาชนคนไทยต้อง เดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า จนต้องไปพึ่งพาเจ้าพ่อ ไอเอ็มเอ็ฟ จนทุกวันนี้ แต่ประเทศไทยก็ไม่ได้โชคร้ายเสียทีเดียว ท่ามกลางความโชคร้ายก็ได้เกิดความโชคดีขึ้นมา โชคดีที่ว่านั้นคือ คนไทยได้รู้จักวิธีการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพใช้เอง เรื่องราวความเป็นมาของปุ๋ยน้ำชีวภาพหรือน้ำสกัดชีวภาพเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือน กรกฏาคม 2540 โดยอาจารย์ภรณ์ ภูมิพันนา ได้เชิญ มร.ฮาน คิว โช ซึ่งต่อไปนี้ผมขอเรียกชื่อท่านง่ายๆว่า มร.โช นายกสมาคมเกษตรธรรมชาติแห่งประเทศเกาหลี มาบรรยายเกี่ยวกับเทคนิควิธีการทำเกษตรธรรมชาติให้ปลอดภัยจากสารพิษ โดยใช้เชื้อจุลินทรีย์
ตอนที่เชิญเข้ามาตอนนั้นเจ้าภาพที่เชิญจัดหาสถานที่จัดอบรมไม่ได้ก็เลยไปขอใช้ห้องประชุมกรมวิชาการเกษตรจาก ท่านรองชนวน รัตนวราหะ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรในสมัยนั้น เป็นสถานที่จัดอบรม โดยท่านรองฯได้ช่วยเป็นธุระในการติดต่อผู้คนให้เข้ามารับฟัง มีเกษตรกรผู้สนใจแนวทางในการทำการเกษตรธรรมชาติ ข้าราชการ องค์กรพัฒนาเอกชนต่าง ๆ และผู้ที่สนใจจำนวนหนึ่งเข้ารับการอบรม
หลังจากอบรมในวันนั้นแล้ว มร.โช ก็ได้ตระเวณไปบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการผลิตพืชแบบเกษตรธรรมชาติโดยใช้จุลินทรีย์ให้แก่ชาวชุมชนราชธานีอโศกตามสถานที่ต่างๆเช่น ที่ศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยีไร้สารพิษและสิ่งแวดล้อม หมู่บ้านราชธานีอโศก ตำบล บุ่งไหม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 2-4 สิงหาคม พ.ศ.2540 เป็นต้น
*** น้ำหมักชีวภาพ ศาสตร์ใหม่ เพิ่งเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี 2540 นี้เอง ลุงคิมเป็นคนแรกคนหนึ่งในจำนวนไม่กี่คนที่ สนใจ/ค้นคว้า/คิด/วิเคราะห์/เปรียบเทียบ ของประเทศไทย เริ่มต้นจาก (ครูคนแรก)
ดร.อรรถ บุญนิธี สอนวิธีทำน้ำหมักชีวภาพ .............. จากพืชสด
อ.สำรวล ดอกไม้หอม สอนวิธีทำน้ำหมักชีวภาพ .......... จากหอยเชอรี่
ดร.สุริยา ศาสนรักกิจ สอนวิธีทำน้ำหมักชีวภาพ .......... จากปลาทะเล
เริ่มจากคำถาม ปุ๋ยคือจุลินทรีย์-จุลินทรีย์คือปุ๋ย มันไปได้ยังไง ในเมื่อชื่อคนละชื่อ เช่น จุลินทรีย์ได้แก่ คีโตเมียม ไรโซเบียม ไมโครไรซ่า แอ็คติโนมัยซิส บาซิลลัส ฯลฯ ส่วนปุ๋ยได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปรแตสเซียม แคลเซียม ฯลฯ แล้วมันเป็นอันเดียวกันได้ไง
น้ำหมักชีวภาพกำเนิดขึ้นมาโลกตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมียร์ แม่น้ำยูเฟติส แผ่นดินที่เป็นประเทศอิรัคปัจจุบัน มีหลักฐานเป็นรูปแกะสลักในปิรามิค .... กำเนิดในแผ่นดินจีนตั้งแต่สมัยสร้างกำแพงเมืองจีน จิ๋น ซี เฮ่งเต้ .... กำเนิดในอเมริกากว่า 70 ปีมาแล้ว อันนี้เพื่อนทหารอเมริกาไปรบเกาหลีด้วยกันบอกมาว่า ประเทศไทยเพิ่งตื่นเหรอ ?" อเมริกาใช้นานเขาพัฒนาไปไกลแล้วด้วย
ส่วนผสมอินทรีย์ ได้แก่ กุ้งหอยปูปลาทะเล เลือด ไขกระดูก นม น้ำมะพร้าว ขี้ค้างดาว หมักนานข้ามปี ระหว่างการหมักไม่มีหนอน ไม่ปิดฝาแต่ไม่เหม็น
น้ำหมักชีวภาพของไทย ทางราชการด้านการเกษตรบอก "ห้าม" ใส่คำว่าปุ๋ยลงไปด้วย เพราะอัตราเปอร์เซ็นต์ปุ๋ยน้อยมาก อันนี้ทำให้เราทั้งสงสัยและไม่เชื่อ คิดดู....
เราหว่าน "ปุ๋ย" ลงไปที่ดินก่อนแล้วรดด้วย "น้ำหมักเจือจาง" เพื่อละลายปุ๋ย แบบนี้ น้ำหมักกับปุ๋ยก็ไปอยู่ด้วยกันในดิน กับ เราเอาปุ๋ยใส่ลงไปในน้ำหมัก สูตรไหนก็ได้ ปริมาณเท่าไหร่ก็ตามใจ คนให้ละลายเข้ากันดี ถามว่า มันอยู่ด้วยกันไหม ? มันเข้ากันได้ไหม ? ฉะนี้แล้วเรียกน้ำหมักชีวภาพนี้ว่า "ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ" ได้ไหม ?
ถึงวันนี้ัแล้ว ฟันธงได้เลยว่า ปุ๋ยน้ำชีวภาพ 30-10-10 สูตรของที่นี่ ถูกกับนาข้าวได้ดีที่สุด อัตราใช้แค่ 2 ลิตรต่อไร่ +เพิ่ม/ไม่+เพิ่มปุ๋ยเคมี ก็ได้ ใส่ตอนทำเทือก
ปุ๋ยเคมีที่ใส่เพิ่มในน้ำหมักชีวภาพ RKK คือ แม็กเนเซียม สังกะสี ธาตุรอง ธาตุเสริม ฮิวมิก เป็นตัวยืน แล้วใส่ ธาตุหลัก เป็นตัวเพิ่มตามชนิดพืช
น้ำหมักชีวภาพ (ยังไม่ +ปุ๋ยเคมี) ที่นี่เคยส่งไปตรวจที่กรมวิชาการเกษตรแล้ว 3 ครั้ง ผลการตรวจผ่านทุกครั้ง
*** อเมริกา แคนาดา ยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ทำเกษตรแบบ อินทรีย์เคมีผสมผสาน
*** พี่ไทย ทำเกษตรแบบเคมีบ้าเลือด ทำเกษตรเพราะเชื่อ "ไอ้" คนขายปุ๋ยเคมี ที่มันบอกว่า ใส่ปุ๋ยเคมีมากจะได้ผลผลิตมากก็เลยใส่ตามมัน ผลรับคือ "หนี้" ไงล่ะ
1. ปุ๋ย หมายถึง สารเหลวที่พืชนำไปใช้สร้างและบำรุงส่วนต่างๆ ของต้นให้เจริญพัฒนา เรียกว่า ธาตุอาหาร ประกอบด้วย
ธาตุหลัก (ไนโตรเจน. ฟอสฟอรัส. โปแตสเซียม)
ธาตุรอง (แคลเซียม. แม็กเนเซียม. กำมะถัน)
ธาตุเสริม (เหล็ก. ทองแดง. สังกะสี. แมงกานิส. โบรอน. โมลิบดินั่ม. ซิลิก้า. คลอรีน. โซเดียม. นิเกิล. โคบอลท์ ฯลฯ)
ฮอร์โมน (ไซโตคินนิน. จิ๊บเบอเรลลิน. ไอเอเอ. เอบีเอ. ไอบีเอ. อะมิโน. โปรตีน ฯลฯ)
อื่นๆ (ดินหรือวัสดุปลูก. น้ำ. อากาศ. แสงแดด. อุณหภูมิ. สายพันธุ์ ฯลฯ)ปุ๋ยหรือธาตุอาหารพืชมีหลายสถานะ เช่น น้ำ เม็ด ผง เกร็ด ครีม
จากสถานะเดิมจะเป็นเช่นไรก็ตามก่อนที่พืชจะนำไปใช้งานได้ต้องเปลี่ยนสถานะให้เป็นของเหลวก่อนเสมอ ดังนั้น สิ่งใดที่มีธาตุหลัก ธาตุรอง ธาตุเสริม ฮอร์โมน และอื่นๆ ที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงเรียกว่า ปุ๋ย หรือ ธาตุอาหาร ทั้งสิ้น
2. ธาตุอาหารพืช มีอยู่ในอินทรียวัตถุ และอนินทรีย์วัตถุ......
- อินทรีย์วัตถุ หมายถึง วัสดุที่ได้จากสัตว์และพืช เรียกว่า ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น เศษซากสัตว์ มูลสัตว์ เศษซากพืช น้ำคั้นจากพืช และ
- อนินทรีย์วัตถุ หมายถึง วัสดุที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมีวิทยาศาสตร์ เรียกว่า ปุ๋ยสังเคราะห์ หรือ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เช่น ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์
3. ธาตุอาหารพืช สัตว์ คน คือตัวเดียวกัน สังเกตได้จากการเขียนสัญลักษณ์ทางเคมีของชื่อธาตุอาหารเป็นตัวอักษรตัวเดียวกัน แต่ธาตุอาหารที่พืช สัตว์ คน นำไปใช้ต่างกันที่ รูป เท่านั้น
4. ในเมือกและเลือดปลาสดมีธาตุไนโตรเจนมากกว่ายูเรีย (46-0-0) 1 เท่าตัว ซึ่งสามารถใช้แทนกันได้ โดยจุลินทรีย์จะทำหน้าที่เปลี่ยน รูปไนโตรเจน ในเมือกและเลือดปลาให้เป็น รูปไนโตรเจน ที่พืชสามารถนำไปใช้ได้
5. ในปลาทะเลมีกรดอะมิโน โอเมก้า แม็กเนเซียม และโซเดียม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพืชจำนวนมาก
6. ในหนอนมีกรดอะมิโน ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชและสัตว์มากถึง 18 ชนิด
7. พืชกินธาตุอาหารที่มีสถานะเป็นของเหลวด้วยการดูดซึมเข้าทางปลายราก (หมวกราก) และทางปากใบ ในขณะที่ปุ๋ยอินทรีย์ยังคงมีสภาพเป็นชิ้นหรือเป็นก้อนอยู่นั้น พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้จะต้องทำให้อินทรียวัตถุนั้นเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวหรือน้ำเสียก่อนพืชจึงจะนำไปใช้ได้....การเปลี่ยนสถานะอินทรียวัตถุให้เป็นของเหลวสามารถทำได้ด้วยกระบวนการทางธรรมชาติ โดยเริ่มจากหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วบดให้ละเอียด จากนั้นนำไปผสมกับสารรสหวานจัด (กากน้ำตาล กลูโคส น้ำผลไม้หวาน) ด้วยอัตราส่วนที่เหมาะสม ใส่จุลินทรีย์เล็กน้อย ติดปั๊มออกซิเจนเพื่อให้อากาศแก่จุลินทรีย์ หมักทิ้งไว้นานๆในสถานที่ ภาชนะ และระยะเวลาที่กำหนด จุลินทรีย์จะเป็นตัวย่อยสลายอินทรียวัตถุเหล่านั้นให้มีขนาดเล็กลงถึงระดับโมเลกุล ซึ่งเล็กจนสามารถผ่านปลายรากและปากใบเข้าสู่ส่วนต่างๆ ของต้นพืชได้
8. ปุ๋ยอินทรีย์ชิ้นขนาดเท่าปลายเข็มหรือเล็กกว่า รากพืชก็ไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ลำต้นได้ ต้องเปลี่ยนสภาพปุ๋ยอินทรีย์ชิ้นเท่าปลายเข็มนั้นให้เป็นของเหลวเสียก่อน พืชจึงจะดูดซึมเข้าสู่ลำต้นไปใช้ได้
9. การหมัก หมายถึง กระบวนการย่อยสลาย (เอ็นไซม์) โดยมีจุลินทรีย์เป็นตัวกระทำต่ออินทรีย์วัตถุ และอนินทรีย์วัตถุเพื่อเปลี่ยนสภาพจากเดิมที่เป็นชิ้นให้เป็นของเหลว
10. การหมักสามารถทำได้ทั้ง หมักในภาชนะ หมักในกอง และหมักในดิน ระยะเวลาในการหมักจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ความแข็งแรง/จำนวน/ประเภทของจุลินทรีย์. ชนิด/ประเภทของอินทรียวัตถุ. สภาพแวดล้อม (อุณหภูมิ/น้ำ/อากาศ). ระยะเวลา. อัตราส่วนของวัสดุส่วนผสม. อาหารสำหรับจุลินทรีย์. และปัจจัยอื่นๆที่จำเป็น
11. ปุ๋ยอินทรีย์แห้ง. ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ. ปุ๋ยน้ำชีวภาพ. น้ำสกัดชีวภาพ. ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ. ปุ๋ยชีวภาพ. ปุ๋ยพืชสด. ปุ๋ยซากสัตว์ และอื่นๆ ล้วนแต่เป็นตัวเดียวกันเพราะทำมาจากวัสดุส่วน ผสม และด้วยกรรมวิธีในการทำแบบเดียวกัน จึงต่างกันแต่เพียงชื่อเท่านั้น
12. การฝังซากสัตว์หรือซากพืชที่โคนต้นไม้ผลบริเวณชายพุ่ม ช่วงแรกๆ จะยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงใดๆในทางที่ดีขึ้นจากไม้ต้นนั้น แต่ครั้นนานไปเมื่อซากสัตว์หรือซากพืชเน่าเปื่อย ไม้ผลต้นนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การที่ซากสัตว์หรือซากพืชเน่าเปื่อยได้ก็คือการ หมักในดิน โดยมีจุลินทรีย์เป็นตัวดำเนินการให้นั่นเอง
13. ซากสัตว์ที่หมักลงไปในดินใหม่ๆ หรือระยะแรกๆ หรือระหว่างที่ซากสัตว์กำลังเน่าเปื่อยนั้นมีความเป็นกรดจัดมาก เป็นอันตรายต่อระบบรากหรือทำให้รากเน่าได้ ดังนั้นจึงไม่ควรฝังซากสัตว์ในช่วงที่ต้นพืชกำลังอยู่ในระยะสำคัญ เช่น ระยะกล้า. สะสมอาหาร. เปิดตาดอก. บำรุงดอก. บำรุงผล ฯลฯ ทั้งนี้ การฝังซากสัตว์จะต้องกระทำก่อนหน้านั้นนานๆ เพื่อให้เวลาแก่จุลินทรีย์ทำการย่อยสลายหรือแปรสภาพซากสัตว์จนหมดความเป็นกรดแล้วเปลี่ยน รูป มาเป็นรูปของธาตุอาหารพืชที่พืชพร้อมนำไปใช้ได้ .... การหมักซากสัตว์แบบปุ๋ยน้ำชีวภาพนานข้ามปีแล้วจึงนำมาใช้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ใช้ได้แต่ต้องไม่ลืมตรวจวัดค่ากรดด่างแล้วปรับให้เป็นกลางก่อนใช้เสมอ
14. ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่มีกากน้ำตาลเป็นส่วนผสม หมักใหม่หรืออายุการหมักสั้น มีความเป็น กรด สูงมาก (2.5-3.0) โดยปุ๋ยน้ำชีวภาพซากสัตว์เป็นกรดจัดมากกว่าเศษพืช เมื่อฉีดพ่นทางใบจะทำให้เกิดอาการ ใบไหม้ ใบจุด ดอกร่วง ผลด่างลาย/ร่วง เมื่อไม่แน่ใจว่าปุ๋ยน้ำชีวภาพเป็นกรดจัดหรือไม่ ขอให้งดการให้ทางใบแล้วให้ทางรากแทน แม้แต่การให้ทางดินบ่อยๆ หรือประจำๆ ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จนเกิดการสะสมก็อาจทำให้ดินเป็นกรดได้เช่นกัน
15. ปุ๋ยน้ำชีวภาพกล้อมแกล้มสูตรมาตรฐาน ผ่านกรรมวิธีการหมักถูกต้อง อายุการหมักนานข้ามปี เมื่อวัดค่ากรดด่างจะได้ประมาณ 6.0-7.0 จึงถือว่าดี ถูกต้อง และใช้ได้
16. วิธีการตรวจสอบเพื่อให้ทราบว่าในปุ๋ยน้ำชีวภาพแต่ละสูตรหรือแต่ละยี่ห้อมีปริมาณธาตุพืชมากหรือน้อยกว่ากัน สามารถพิสูจน์ได้โดยการบรรจุปุ๋ยน้ำชีวภาพใส่ขวดขนาดเดียวกันหรือปริมาตรเท่าๆ กัน แล้วนำขึ้นชั่งด้วยตาชั่งที่มีมาตรวัดละเอียดมากๆ ตรวจค่าความถ่วงจำเพาะ (ถพ.) ขวดที่หนักกว่าแสดงว่ามีธาตุอาหารพืชมากกว่าหรือนำลงจุ่มน้ำ ขวดที่จมน้ำได้ลึกกว่าแสดงว่ามีปริมาณธาตุอาหารมากกว่า
17. อาหารสำหรับมนุษย์และสัตว์ที่ปรุงโดยการต้มเคี่ยว หรือตุ๋นจนเหลวเปื่อยยุ่ย เช่น แกงจืดจับฉ่าย น้ำต้มกระดูก ซุปไก่แบลนด์ น้ำหวานจากน้ำตาลหรือผลไม้คั้น วิตามินบำรุงร่างกายคน/สัตว์ ฯลฯ ยังมีธาตุอาหารครบถ้วนตามวัสดุที่นำมาปรุง หากนำน้ำอาหารที่เหลวเปื่อยยุ่ยแล้วนี้ให้แก่พืชบ้าง พืชก็จะได้รับธาตุอาหารตัวเดียวกันนี้เช่นกัน
18. พืชสามารถนำธาตุอาหารเข้าสู่ส่วนต่างๆ ของต้นได้ทั้งทางปลายราก และปากใบ เมื่อให้ธาตุอาหารทางใบด้วยการฉีดพ่น ธาตุอาหารส่วนที่มีโมเลกุลขนาดเล็กสามารถผ่านปากใบได้จะผ่านเข้าไปทันที ส่วนธาตุอาหารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ไม่สามารถผ่านปากใบเข้าไปได้ยังติดค้างอยู่บนใบ เมื่อถูกน้ำชะล้างก็จะตกลงดินแล้วถูกจุลินทรีย์ในดินทำการย่อยสลายต่อให้โมเลกุลมีขนาดเล็กลงอีกจนสามารถผ่านปากรากได้ พืชก็จะได้รับธาตุอาหารนั้นต่อไป
19. การหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพโดยใช้ถังหมักที่แข็งแรง มีฝาปิดเรียบร้อย มีระบบให้ออกซิเจนแล้วฝังลงดินจนมิดถัง มีระบบป้องกันน้ำเข้าไปในถังได้แน่นอนนั้น อุณหภูมิใต้ดินที่เย็นกว่าบนดินนอกจากจะช่วยให้กระบวนการหมักดีขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพใช้การได้เร็วขึ้นอีกด้วย
20. เสริมประสิทธิภาพจุลินทรีย์ในถังหมักให้แข็งแรงยิ่งขึ้นด้วยการใส่ปุ๋ยสูตร 18-46-0 (100 กรัม) หรือ 21-53-0 (100 กรัม) สูตรใดสูตรหนึ่ง หรือน้ำมะพร้าวอ่อน 1-2 ล. ต่อวัสดุส่วน ผสมในถัง 100 ล.
21. การใช้ถังหมักแบบมีใบพัดปั่นหมุนภายในตลอด 24 ชม. นอกจากจะเป็นการช่วยบดย่อยวัสดุส่วนผสมให้ละเอียดยิ่งขึ้นแล้วยังส่งผลให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพนั้นใช้การได้เร็วขึ้น
22. ไม่ควรใช้พืชผักจากตลาดเพราะเป็นพืชผักที่เก่าแล้วและอาจปนเปื้อนเชื้อโรคต่างๆ จากตลาดมาด้วย
23. ไม่ควรใช้ซากสัตว์ที่ตายนานแล้วหรือเน่าแล้วแต่ให้ใช้ซากสัตว์สดและใหม่ โดยเลือกใช้สัตว์ขณะที่ยังมีชีวิตหรือตายใหม่ๆ จะได้ธาตุอาหารพืชที่ดีกว่า
24. ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรมาตรฐานที่ดีจะต้องไม่มีกลิ่นของวัสดุส่วนผสมตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียวชัดเจน ซึ่งเป็นการแสดงให้รู้ว่าใช้วัสดุส่วนผสมไม่หลากหลาย ยกเว้นสูตรเฉพาะซึ่งจะต้องมีกลิ่นเฉพาะตัว และปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ดีต้องมีกลิ่นหอม-หวาน-ฉุน
25. ระยะเวลาในการหมัก หมักนาน 3 เดือนจะได้ธาตุหลัก หมักนาน 6 เดือนจะได้ธตุรอง หมักนาน 9 เดือนจะได้ธาตุเสริมและฮอร์โมน....เมื่อหมักนานข้ามปีจะได้สารอาหาร ฮอร์โมน และจุลินทรีย์ต่างๆ หลายชนิด เช่น
- ธาตุอาหาร ได้แก่ ไนโตรเจน. ฟอสฟอรัส. โปรแตสเซียม. แคลเซียม. แม็กเนเซียม.กำมะถัน. เหล็ก. ทองแดง. สังกะสี. แมงกานิส. โซเดียม. อะมิโนโปรตีน. ..... สารอาหารเหล่านี้เป็นสารอินทรีย์บริสุทธิ์
- ฮอร์โมน ได้แก่ ไซโตคินนิน. เอสโตรเจน. ออร์แกนิค แอซิด. ฟลาโวอยด์. ควินนอยด์. อโรเมติก แอซิด. ฮิวมัส. โพลิตินอล. ไอบีเอ. เอ็นบีเอ. ....ฮอรโมนเหล่านี้เป็นฮอร์โมนอินทรีย์บริสุทธิ์ และสารท็อกซิก.ที่เป็นสารพิษต่อโรคและแมลงศัตรูพืช
- จุลินทรีย์ ได้แก่ คีโตเมียม. ไรโซเบียม. ไมโครไรซ่า. แอ็คติโนมัยซิส . บาซิลลัสส์. ไรซ็อคโธเนีย. แบคทีเรีย. และฟังก์จัย.
วัตถุประสงค์ :
วัสดุส่วนผสม :
วิธีทำ :
ผลการตรวจ :
ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรกล้อมแกล้ม :
หลักการและเหตุผล :
- ในอินทรีย์วัตถุที่มาจากสัตว์และพืชมีธาตุอาหารพืชทั้งธาตุหลัก ธาตุรอง ธาตุเสริม
ฮอร์โมนและอื่นๆ ที่พืชต้องการ เมื่อนำอินทรียวัตถุชนิดใดมาผ่านกรรมวิธีแปรสภาพด้วยการ
หมักโดยมีจุลินทรีย์เป็นตัวดำเนินการก็จะได้ธาตุอาหารตัวนั้น
- การใช้อินทรีย์วัตถุหลากหลายชนิดมาแปรสภาพย่อมทำให้ได้ธาตุอาหารพืชหลาก หลายชนิด หรือเท่าที่ชนิดและปริมาณของอินทรียวัตถุนั้นจะพึงมีธาตุอาหาร
- คำว่า กล้อมแกล้ม เป็นภาษาไทยโบราณ แปลว่า อะไรก็ได้ ง่ายๆ ทำไปเถอะ แต่คำว่ากล้อมแกล้มในปุ๋ยน้ำชีวภาพจะถือหลักอะไรก็ได้ง่ายๆ ทำไปเถอะนั้นไม่ได้อย่างเด็ดขาด ทุกอย่างทุกขั้นตอนต้องมี หลักเกณฑ์และหลักการ บนพื้นฐานทางวิทยา ศาสตร์
วัสดุส่วนผสมหลัก :
1. พืชผักสด (5 กก.) ผักสวนครัว ได้แก่ ผักกาด. ผักคะน้า. ผักกวางตุ้ง. ยอดผักบุ้ง.ยอดตำลึง. ยอดกระทกรก. ยอดฟักทอง. ใบฟักทองแก่จัด. ผักปรัง. หน่อไม้ฝรั่ง. ข้าวโพดหวาน. ข้าวน้ำนม. ต้นหอม. ผักชี. กุยช่าย ฯลฯ ....... ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างๆ ละเท่าๆ กัน สิ่งต้องการ คือ ความหลากหลาย จำนวน 2.5 กก. ...... วัชพืช ได้แก่ ผักขม. ผักปอด. สาหร่าย. แหนแดง ฯลฯ ..... ใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างๆ ละเท่าๆ กัน สิ่งต้องการ คือ ความหลากหลาย จำนวน 2.5 กก.
หมายเหตุ :
- ไม่ควรใช้พืชที่ใช้สำหรับทำสารสกัดสมุนไพรป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช เพราะสารออกฤทธิ์ในพืชสมุนไพรจะเป็นตัวยับยั้งการเจริญพัฒนาของจุลินทรีย์
- พืชที่เกิดหรือขึ้นเองตามธรรมชาติในฤดูกาลและอยู่มานานดีกว่าพืชที่ตั้งใจปลูก
- สภาพสด ใหม่ สมบูรณ์ โตเต็มที่ อวบน้ำ ไม่มีโรคและแมลง ไม่มีสารเคมีปนเปื้อน
- เก็บตอนเช้าตรู่ (ตี 5) มีน้ำค้างเกาะ ดีกว่าเก็บตอนสายแดดออกจนใบ/ต้นแห้งแล้ว
- เก็บขึ้นมาแล้วบดละเอียดทันทีไม่ควรทิ้งไว้นาน
- เก็บแบบถอนทั้งต้น (ยอดถึงราก) ไม่ต้องล้างเพียงแต่สลัดดินติดรากออกบ้างเท่านั้น
- ใช้มากชนิดดีกว่าน้อยชนิด
2. ผลสดดิบ + เมล็ด (5 กก.) ผลไม้กินได้มีเมล็ดมากๆ ทั้งอ่อนและแก่ ได้แก่ แตงกวา. แตงโม. แตงไทย. แคนตาลูป. มะระ. มะเขือเทศดิบ. ฟักทอง. ฟักเขียว. ถั่วฝักยาว. ถั่วลันเตา. ถั่วพู. ตำลึง ฯลฯ ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างๆ ละเท่าๆ กัน สิ่งต้องการ คือ ความหลาก หลาย จำนวน 2.5 กก. พืชหัวระยะแก่ใกล้เก็บเกี่ยว ได้แก่ ไชเท้า. แครอท. เผือก. มันเทศ. มันฝรั่ง. ถั่วเหลือง. ถัวลิสง. หอมหัวใหญ่ ฯลฯ ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างๆ ละเท่าๆ กัน สิ่งต้อง การ คือ ความหลากหลาย จำนวน 2.5 กก.
หมายเหตุ :
- ไม่ควรใช้ผลหรือหัวของพืชที่ใช้ทำสารสกัดสมุนไพรป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช เพราะสารออกฤทธิ์ในผลหรือหัวของพืชสมุนไพรจะเป็นตัวยับยั้งการเจริญพัฒนาของจุลินทรีย์
- สภาพสด ใหม่ สมบูรณ์ โตเต็มที่ อวบน้ำ ไม่มีโรคและแมลง ไม่มีสารเคมีปนเปื้อน
- เก็บตอนเที่ยงหรือบ่าย เก็บมาแล้วไม่ต้องล้างน้ำให้บดละเอียดทันที
- ใช้มากชนิดดีกว่าน้อยชนิด
3. ผลสุก + เมล็ด (5 กก.) ผลไม้รสหวานสนิท ได้แก่ ทุเรียน. มะละกอ. กล้วย. องุ่น.
ลิ้นจี่. เงาะ. ลำไย. ขนุน. ฝรั่ง. น้อยหน่า. ตำลึง ฯลฯ ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างๆ
ละเท่าๆ กัน สิ่งต้องการ คือ ความหลากหลาย จำนวน 2.5 กก. ผลไม้รสเปรี้ยว ได้แก่ มะเขือ
เทศสุก. ส้ม. สับปะรด. มะปรางเปรี้ยว. มะขามเปรี้ยว ฯลฯ ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลาย
อย่างๆ ละเท่าๆ กัน สิ่งที่ต้องการ คือ ความหลากหลาย จำนวน 2.5 กก.
หมายเหตุ :
- ไม่ควรใช้ผลไม้ที่ใช้ทำสารสกัดสมุนไพรป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช เพราะ
สารออกฤทธิ์ในผลสมุนไพรจะเป็นตัวยับยั้งการเจริญพัฒนาของจุลินทรีย์
- ใช้ผลไม้แก่จัดเริ่มสุกงอม มีกลิ่นหอมฉุน ใช้ทั้งเปลือก เนื้อ และเมล็ด
- สภาพสมบูรณ์ โตเต็มที่ ไม่มีโรคและแมลง ไม่มีสารเคมีปนเปื้อน
- ผลไม้ป่าหรือพันธุ์พื้นเมือง เกิดและให้ผลผลิตเองตามธรรมชาติดีกว่าผลไม้จากต้นที่ปลูก
- ได้มาแล้วบดละเอียดทันที ไม่ต้องล้าง ใช้หลายอย่างดีกว่าน้อยอย่าง
- ชาวสวนองุ่นในยุโรปนิยมเก็บผลองุ่นช่วงเดือนหงายหรือขึ้น 15 ค่ำ เพราะทำให้ได้น้ำองุ่นสำหรับทำเหล้าองุ่นที่มีคุณภาพดีกว่าองุ่นที่เก็บในช่วงอื่น
4. ซากสัตว์ (5 กก.) สัตว์ทั่วไป ได้แก่ ปลา. เครื่องใน. เลือด. เมือก. รก. น้ำเชื้อ. ไข่. ฯลฯ ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างๆ ละเท่าๆ กัน สิ่งต้องการ คือ ความหลากหลาย รวม 2.5 กก. สัตว์ไมมีกระดูกสันหลัง ได้แก่ เปลือกกุ้ง. กระดองปู. ปูนิ่ม. กิ้งกือ. ไส้เดือน. ไรแดง. หอยพร้อมเปลือก. หนอน. แมลง. ปลิงทะเล/น้ำจืด. แมงกะพรุน. เปลือกกั้ง. เคย. อาทิเมีย. ลิ้นทะเล ฯลฯ ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างๆ ละเท่าๆ กัน สิ่งที่ต้องการ คือ ความหลากหลาย จำนวน 2.5 กก.
หมายเหตุ :
- สภาพสด ใหม่ สมบูรณ์ โตเต็มที่ ไม่มีโรค
- สัตว์ในแหล่งธรรมชาติดีกว่าสัตว์ในฟาร์ม
- ใช้หลายอย่างดีกว่าน้อยอย่าง
- ใช้สัตว์มีชีวิตดีกว่าสัตว์ที่ตายแล้ว
- ไม่ต้องล้าง บดละเอียดแล้วนำมาหมักทันที
5. วัสดุส่วนผสมเสริมจากอาหารคน ได้แก่ นมกล่อง. ผงชูรส. นมสัตว์สดรีดใหม่. นมเหลืองแม่วัว. น้ำมันพืช. น้ำมันตับปลา. น้ำผึ้ง. น้ำสลัด. กระทิงแดง/ลิโพ. วิตามิน. อาหาร
เสริม ฯลฯ จากแหล่งอื่นๆ ได้แก่ น้ำมะพร้าวอ่อน. น้ำตาลสดจากมะพร้าว/ตาล/อ้อย. เมล็ด
พืชเริ่มงอก. อาหารสัตว์. ถั่วเน่า. สาหร่ายทะเล/น้ำจืด. สาหร่ายน้ำเงินแกมเขียว. เกลือสินธุ์
เทา. ขี้เพี้ยในไส้อ่อน ฯลฯ เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างๆ ละเท่าๆ กัน โดย
พิจารณาธาตุอาหารพืชหรือจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในวัสดุส่วนผสมแต่ละชนิดเป็นหลัก และสิ่งที่ต้อง
การ คือ ความหลากหลายของธาตุอาหารพืช
6. จุลินทรีย์จากอาหารคน ได้แก่ ยาคูลท์. โยเกิร์ต. นมเปรี้ยว. แป้งข้าวหมาก. ยีสต์
ทำขนมปัง ฯลฯจากพืช ได้แก่ เปลือกติดตาสับปะรด. เหง้าปรง. วัสดุเพาะเห็ดถุง. ฟางเห็ด
ฟาง. จุลินทรีย์หน่อกล้วย. จุลินทรีย์อีแอบ. จุลินทรีย์ประจำถิ่น ฯลฯจากห้องปฏิบัติการ ได้แก่
พด.1-7 จุลินทรีย์ทั่วไป (ทำเอง/ท้องตลาด-แห้ง/น้ำ) เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างๆ ละเท่าๆ กัน สิ่งที่ต้องการ คือ ความหลากหลายของจุลินทรีย์
หมายเหตุ :
- สภาพสด ใหม่ ไม่มีเชื้อโรค
- จุลินทรีย์จากห้องปฏิบัติการดีกว่าจุลินทรีย์ธรรมชาติ หรือควรใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน
- อย่างไหนมาก่อนใส่หมักลงไปก่อน อย่างไหนได้มาทีหลังใส่หมักตามทีหลัง
- แม้จะเป็นจุลินทรีย์ต่างชนิดกัน แต่เป็นจุลินทรีย์เพื่อการเกษตรเหมือนกันสามารถใช้ร่วมกันได้
- เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งแต่ถ้าใช้หลายอย่างได้จะดีกว่าใช้น้อยอย่าง
วิธีทำ
1. บด วัสดุส่วนผสมหลัก ตามข้อ 1-4 ที่เป็นของแข็งทั้งหมดทีละอย่างหรือพร้อมกันทุกอย่างก็ได้ บดหลายๆ รอบให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะละเอียดได้ น้ำที่ออกมาอย่าทิ้ง ใช้ทั้งน้ำและกากได้มาแล้วบรรจุลงถังที่ไม่ใช่โลหะ
2. นำ วัสดุส่วนผสมเสริม ที่เป็นของแข็งบดละเอียด อัตรา 1-5 เปอร์เซ็นต์ของ
ปริมาณวัสดุส่วนผสมหลักใส่ตามลงไป
3. ใส่กากน้ำตาล 10 % ของวัสดุส่วนผสมทั้งหมด....เพื่อประกันความผิดพลาดที่อาจจะใส่กากน้ำตาลมากเกินจะ STOP จุลินทรีย์ หรือใส่น้อยเกินจะทำให้เกิดอาการบูดเน่า
4. ใส่ วัสดุส่วนผสมเสริม ที่เป็นน้ำ (น้ำนมจากฟาร์ม น้ำมะพร้าว) ไม่จำกัดปริมาณเพื่อให้ได้ส่วนผสมเหลวมากๆ
5. ใส่ จุลินทรีย์ มากหรือน้อยไม่จำกัด
6. คนเคล้าให้เข้ากันดี ติด ปั๊มออกซิเจน เพื่อเติมอากาศให้แก่จุลินทรีย์ตลอดเวลา
7. ปิดฝาภาชนะหมักพอหลวม เก็บในร่ม อุณหภูมิห้อง8. ระวังอย่าให้แมลงตอมเพราะจะทำให้เกิดหนอนและอย่าให้มีวัสดุแปลกปลอมลงไป
9. มีของหนักกดวัสดุส่วนผสมให้จมตลอดเวลา
10. หมั่นคนบ่อยๆ เพื่อป้องกันวัสดุส่วนผสมนอนก้น
หมายเหตุ :
- ควบคุมอัตราส่วนของวัสดุส่วนผสมทุกอย่างให้ได้เท่าๆ กัน เพื่อให้ได้ธาตุอาหารเท่าๆ กัน
- วัสดุส่วนผสมที่ได้มาไม่พร้อมกัน โดยได้อย่างไหนมาก่อนให้หมักลงไปก่อนและอย่างไหนได้มาทีหลังให้หมักลงตามหลังนั้น ระยะห่างไม่ควรนานเกิน 1-2 เดือน เพื่อให้กระบวนการย่อยสลายดำเนินไปพร้อมๆ กันซึ่งจะส่งผลให้ได้ธาตุอาหารเท่ากัน
- อัตราส่วนกากน้ำตาลที่ใช้ ถ้าใส่กากน้ำตาลมากเกินอัตราจะทำให้วัสดุส่วนผสมจับตัวแข็งเป็นก้อน แต่ถ้าใส่กากน้ำตาลน้อยจะทำให้วัสดุส่วนผสมบูดเน่า
- อัตราส่วนกากน้ำตาลที่น้อยเกินไปนอกจากจะทำให้จุลินทรีย์มีประโยชน์ไม่เจริญพัฒนาแล้วยังทำให้จุลินทรีย์มีโทษเกิดขึ้นอีกด้วย และอัตราส่วนของกากน้ำตาลที่มากเกินก็ทำให้จุลินทรีย์มีประโยชน์ไม่เจริญพัฒนาและจุลินทรีย์มีโทษเกิดขึ้นได้เช่นกัน
- ในกากน้ำตาลใหม่มีสารเป็นพิษต่อพืช 16 ชนิด เมื่อให้ทางใบต่อเนื่องติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้ใบลาย ใบมีขนาดเล็กลงและต้นโทรมได้ นอกจากนี้กากน้ำตาลใหม่ยังเป็นอาหารอย่างดีสำหรับเชื้อรา (เข้าทำลายใบ ดอก ผล ต้น) หลายชนิดอีกด้วยวิธีการดับพิษในกากน้ำตาลสามารถทำได้โดยหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพนานข้ามปีเพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลายสารพิษนั้นหรือต้มกากน้ำตาลให้เดือดก่อนใช้ในการหมัก......หากใช้ทั้ง 2 วิธีนี้แล้วยังเกิดปัญหาแก่ต้นพืชอีกก็ต้องยกเลิกการให้ทางใบแล้วให้ทางรากอย่างเดียว
- ถ้าไม่มีกากน้ำตาลสามารถใช้น้ำตาลอื่นๆ เช่น น้ำตาลทรายแดง. น้ำตาลทรายขาว.
น้ำตาลปี๊บ. น้ำอ้อย อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างๆ ละเท่ากันแทนได้ แต่ต้องใช้ใน
อัตรามากกว่ากากน้ำตาล 7 เท่าจึงจะได้ความหวานเข้มข้นเท่ากากน้ำตาล......การนำน้ำตาล
อื่นๆ มาเคี่ยวจนเป็นน้ำเชื่อมเพื่อเพิ่มความหวานจนหวานจัดแล้วใช้แทนกากน้ำตาลได้เช่นกัน
- ในการหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพไม่ควรใช้กลูโคส (ผงหรือน้ำ) เนื่องจากมีความหวานน้อยกว่ากากน้ำตาล จะทำให้เกิดการบูดเน่าแล้วแก้ไขไม่ได้
- ใส่วัสดุส่วนผสม ½ หรือ ¾ ของความจุภาชนะหมัก เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับอากาศหมุนเวียนดี และสะดวกต่อการคน
- หมักในภาชนะขนาดเล็ก ปากกว้าง จะช่วยให้กระบวนการหมักดีกว่าหมักในภาชนะขนาดใหญ่ปากแคบ
- วัสดุส่วนผสมที่ผ่านการบดละเอียดเหลวหรือเหลวมากๆ กระบวนการหมักจะดี มี
ประสิทธิภาพและใช้การได้เร็วกว่าวัสดุส่วนผสมชิ้นหยาบๆ และส่วนผสมที่ข้นมากๆ
- ปุ๋ยน้ำชีวภาพกล้อมแกล้มไม่มีการใส่ น้ำเปล่า เด็ดขาด เพราะในน้ำเปล่าไม่มีธาตุ
อาหารพืช หากต้องการให้วัสดุส่วนผสมเหลวมากๆ ให้ใส่วัสดุส่วนผสมเสริมที่เป็นน้ำ เช่น น้ำมะพร้าว นมสด หรือจากพืชอวบน้ำ เช่น แตงโม แตงกวา ไชเท้า ฟัก ให้มากขึ้นหรือจนกว่าจะเหลวตามต้องการ
- ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีหรือฮอร์โมนวิทยาศาสตร์ใดๆ ในระหว่างการหมักทั้งสิ้น เพราะจะทำให้ได้ธาตุอาหารพืชจากปุ๋ยเคมีนั้นเพียงสูตรเดียว หรือได้ฮอร์โมนพืชเพียงชนิดเดียวแต่ให้ใส่ก่อนใช้งานจริงซึ่งจะทำให้สามารถเลือกสูตรปุ๋ยเคมีและฮอร์โมนพืชได้ตรงตามความต้องการของพืช
- วัสดุส่วนผสมที่อายุการหมักสั้น (น้อยกว่า 6 เดือน) มีความเป็นกรดจัดมาก (2.0-3.0)
หมักนาน 6 เดือน -1 ปี มีความเป็นกรด (4.0-5.0) และหมักนานข้ามปีมีความเป็นกรดอ่อนๆ
(5.0-6.0) โดยประมาณ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุส่วนผสม โดยส่วนผสมที่เป็นซากสัตว์จะ
เป็นกรดมากกว่าวัสดุส่วนผสมที่เป็นพืช
- ธาตุอาหารพืชจากปุ๋ยน้ำชีวภาพที่อายุหมักนาน 3 เดือนจะได้แต่ธาตุอาหารหลัก....อายุการหมักนาน 6 เดือนจะได้ธาตุหลัก ธาตุรอง และฮอร์โมน....อายุการหมักนาน 9 เดือนจะได้ธาตุหลัก ธาตุรอง ธาตุเสริม ฮอร์โมน และอื่นๆ เพิ่มขึ้นอีกวัสดุส่วนผสมที่หมักกับกากน้ำตาลหรือน้ำตาลอื่นๆ ด้วยระยะเวลาการหมักเพียง 1 สัปดาห์ -1 เดือน นั้นจุลินทรีย์ยังไม่
สามารถแปรสภาพ (ย่อยสลาย) วัสดุส่วนผสมให้ธาตุอาหารพืชออกมาได้ เมื่อนำไปใช้จึงได้
เพียงประโยชน์จากกากน้ำตาลหรือตัวเสริมเปล่าๆ เท่านั้นเอง
วิธีเก็บรักษา ปรับปรุง และแก้ไข
1. เก็บในร่ม อุณหภูมิห้อง ติดปั๊มออกซิเจนเติมอากาศให้จุลินทรีย์ตลอดเวลา ปิดฝาพอหลวม คนบ่อยๆ เพื่อป้องกันการนอนก้นและป้องกันการจับก้อน ระวังอย่าให้ส่วนผสมลอย
2. อายุหมัก 7 วันแรกให้ตรวจสอบด้วยการดมกลิ่น ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยว แสดงว่าอ่อนกากน้ำตาลและจุลินทรีย์ แก้ไขด้วยการเติมกากน้ำตาล อัตรา ¼ ของที่ใส่ครั้งแรกพร้อมกับเพิ่มจุลินทรีย์และน้ำมะพร้าวลงไปอีก คนเคล้าให้เข้ากันดีแล้วดำเนินการหมักต่อไปตามปกติ หลังจากนั้น 7 วัน ให้ตรวจสอบอีกครั้ง ถ้ายังมีกลิ่นบูดเปรี้ยวอยู่อีกก็ให้แก้ไขด้วยกากน้ำตาล ¼ ของที่ใส่เติมเพิ่มครั้งก่อนกับใส่จุลินทรีย์และน้ำมะพร้าวอ่อนลงไปอีก ทำอย่างนี้เรื่อยๆ ไปพร้อมกับตรวจสอบทุก 7 วัน ถ้ายังมีกลิ่นบูดเปรี้ยวอยู่ก็ให้แก้ไขด้วยวิธีการเดียวกันจนกว่าจะหายกลิ่นบูดเปรี้ยว และเมื่อหายจากบูดเปรี้ยวแล้วก็จะไม่บูดเปรี้ยวอีก
3. ใช้ถังหมักแบบ บด-ปั่น ที่มีมอเตอร์ทดรอบ (เกียร์มอเตอร์) ซึ่งจะทำหน้าที่ทั้งบดและปั่นในเวลาเดียวกันตลอด 24 ชม.หรือตลอดอายุการหมัก อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่บดจะย่อยวัสดุส่วนผสมให้ละเอียดเล็กลงไปอีก ส่วนอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ปั่นจะช่วยเติมอากาศแก่จุลินทรีย์ตลอดเวลา เช่นกัน ส่งผลให้กระบวนการหมักดีและเร็วขึ้น
4. ใช้ถังหมักแบบควบคุมอุณหภูมิภายในที่ใจกลางถังและขอบนอกของถังให้คงที่ ณ 40 องศาเซลเซียลสม่ำเสมอตลอดเวลาในระหว่างการหมักจะช่วยให้จุลินทรีย์เจริญพัฒนาและ
ขยายพันธุ์ได้ดีมาก
5. ระหว่างการหมักถ้ามีฟองอากาศเกิดขึ้นแสดงว่าดีมีจุลินทรีย์มากและแข็งแรง และถ้ามีฝ้าสีขาวอมเทาเกิดขึ้นที่ผิวหน้าก็แสดงว่าดีเช่นกัน ฝ้าที่เกิดขึ้นคือจุลินทรีย์ที่ตายแล้วให้คนฝ้านั้นลงไปก็จะกลายเป็นอาหารอย่างดีแก่จุลินทรีย์ที่ยังไม่ตายต่อไป
6. ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่หมักไว้นานแล้วเกิดอาการ นิ่ง-ไม่มีฟอง แต่กลิ่น หอม-หวาน-ฉุน ดี ให้ใส่น้ำมะพร้าวอ่อน นมสด หรือวัสดุส่วนผสมเสริม คนเคล้าให้เข้ากันดี ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่เคยนิ่งจะเดือดมีฟองเกิดขึ้นมาทันที ช่วยทำให้ได้ประสิทธิภาพในกระบวนการหมักสูงขึ้นไปอีก
7. ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ทำไว้นานแล้วด้วยวัสดุส่วนผสมน้อยอย่างหรือไม่หลากหลายนั้น สามารถแก้ไขได้โดยการใส่วัสดุส่วนผสมที่ยังขาดหรือไม่ได้ใส่ตามภายหลังแล้วหมักต่อไปด้วยวิธีการหมักปกติได้
8. ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ทำไว้นานแล้ว วัสดุส่วนผสมจับตัวเป็นก้อนแข็ง หรือบูดเน่า หรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ สามารถแก้ไขได้ด้วยการใส่ กากน้ำตาล จุลินทรีย์ น้ำมะพร้าวอ่อน ตัวเสริม อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามความเหมาะสม จากนั้นหมักต่อไปตามปกติแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น
9. หนอนในปุ๋ยน้ำชีวภาพเกิดจากไข่ของแมลงที่ลอบเข้ามาวางไว้ ไม่มีผลเสียต่อปุ๋ยน้ำ
ชีวภาพ หนอนเหล่านี้จะไม่ลอกคราบและไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นแมลงได้ ให้บดละเอียด
หนอนลงหมักร่วมไปเลยจะได้ฮอร์โมนไซโตคินนิน และอะมิโนโปรตีน
10. ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ดีจะมีกลิ่น หอม-หวาน-ฉุน ชัดเจนอยู่ได้นานนับปีหรือหลายๆ ปี หรือยิ่งหมักนานยิ่งดี
11. ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่หมักจนใช้การได้ดีแล้ว กรองกากออกเหลือแต่น้ำเพื่อนำไปใช้งาน ในน้ำที่กรองออกมานั้นยังมีจุลินทรีย์ เมื่อปิดฝาขวดเก็บไว้นานๆ ขวดจะบวมจนระเบิดได้ ให้ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในขวดด้วยการใส่ โซเดียมเมตตะไบร์ซัลไฟด์ หรือ โปแตสเซียม เมตตะไบร์ ซัลไฟด์ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) อัตรา 250 พีพีเอ็ม. หรือ 250 ซีซี./1,000 ล. หรือ 25 ซีซี./100 ล. หรือ 2.5 ซีซี./10 ล.การยับยั้งจุลินทรีย์แบบพลาสเจอร์ไลท์ โดยนำน้ำปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ผ่านการกรองดีแล้วใส่ถังยกขึ้นตั้งไฟความร้อน 70-72 องศาเซลเซียส แล้วนำลงกรอกบรรจุขวด ปิดฝาสนิทอย่าให้อากาศเข้าได้ แล้วใส่ลงในถังควบคุมความเย็นจัด (ถังน้ำแข็ง) ทันที เมื่อเก็บในร่ม อุณหภูมิห้อง จะทำให้ขวดไม่บวมหรือไม่ระเบิด และอยู่ได้นานนับปี
วิธีใช้และอัตราใช้
ทางใบ :
ปุ๋ยน้ำชีวภาพ 100 ซีซี./น้ำ 100 ล. (1:1,000) ฉีดพ่นให้เปียกโชกทั้งใต้ใบบนใบลง
ถึงพื้นดินโคนต้น ช่วงเช้าแดดจัดทุก 5-7 วัน
ทางราก :
ปุ๋ยน้ำชีวภาพ 200 ซีซี./น้ำ 100 ล. (1:500) ราดโชกๆ ที่โคนต้นไปพร้อมกับการให้
น้ำปกติ ทุก 10-15 วัน
หมายเหตุ :
- ในปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรมาตรฐานมีธาตุอาหารพืชทุกตัวตรงตามที่มีอยู่ในวัสดุส่วนผสม การที่จะรู้ว่ามีธาตุอาหารอะไรบ้างนั้นต้องดูจากวัสดุส่วนผสมที่นำมาทำและกรรมวิธีในการทำเป็นหลัก
- ใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพอัตราเจือจาง ประจำสม่ำเสมอ เป็นฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตพืชมีการแตกใบอ่อนชุดใหม่ดี
- ใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพอัตราเข้มข้น นานๆ ให้ครั้ง เป็นฮอร์โมนยับยั้งการเจริญเติบโต พืชจะใบไหม้ร่วงหรือกร้านด้านสังเคราะห์อาหารไม่ได้ เสริมประสิทธิภาพปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรกล้อมแกล้ม
หลักการและเหตุผล :
ในปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรกล้อมแกล้ม (ทำเอง) มีธาตุอาหารพืชเพียง 1-5 เปอร์เซ็นต์ อาจจะ
เพียงพอสำหรับพืชบางชนิดต่อการเจริญเติบโตบางระยะ เช่น พืชล้มลุกอายุสั้นฤดูกาลเดียว
หรือไม้ผลยืนต้นระยะกล้า แต่อาจจะไม่เพียงพอสำหรับพืชบางชนิดต่อการเจริญเติบโตบาง
ระยะ เช่น ไม้ผลยืนต้น ระยะสะสมอาหาร. ออกดอกติดผล. บำรุงผล ฯลฯ จึงจำเป็นต้องเสริม
ประสิทธิภาพด้วยการเพิ่ม ธาตุหลัก ธาตุรอง ธาตุเสริม ฮอร์โมนวิทยาศาสตร์/ฮอร์โมนธรรมชาติ และอื่นๆ ด้วยการ ปรุง หรือ สร้างสูตร ขึ้นมาใหม่ให้เหมาะสมสำหรับพืช
สูตร ระเบิดเถิดเทิง
ขั้นตอนที่ 1 (วัสดุส่วนผสมและวิธีทำ)
ปลาทะเลสด 20 กก.
กากน้ำตาล 5 ล.
ผงเอ็นไซม์ 250 กรัม
จุลินทรีย์ 100 กรัม
เตรียมถังพลาสติกขนาดจุ 200 ล. ใช้ปลาสดใหม่ทั้งตัว บดให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะละเอียดได้ด้วยเครื่องบดโมลิเน็กซ์ยักษ์ หรือเครื่องบดทั่วๆไป แล้วใส่ส่วนผสมทุกตัวจนครบ คนเคล้าให้เข้ากันดี ถ้าส่วนผสมข้นมากจนบดไม่ได้ให้เติมน้ำมะพร้าวเล็กน้อยพอเหลวให้เครื่องบดทำงานได้ เสร็จแล้วปิดฝาพอหลวมเก็บในอุณหภูมิห้อง หมักทิ้งไว้ 3 เดือน ระหว่างหมัก 3 เดือนนี้ให้คนวันละครั้ง......ครบกำหนด 3 เดือนแล้วจะพบว่า ส่วนผสมต่างๆในถังหมักจะเหลวเป็นน้ำ นั่นคือ "อะมิโน โปรตีน" มีกลิ่นคาวปลาแรงกว่ากากน้ำตาล พร้อมปรุงต่อขั้นที่ 2
ขั้นที่ 2 (วัสดุส่วนผสมและวิธีทำ)
อะมิโนโปรตีน. ที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 ซึ่งจะมีปริมาณประมาณ 20 ล.ของถัง 200 ล. ให้เติม
น้ำมะพร้าว 160 ล.
จุลินทรีย์ 100 กรัม
21-0-0 500 กรัม
คนเคล้าให้เข้ากันดี แล้วเติมอากาศด้วยปั๊มออกซิเจนเฉพาะช่วงกลางวัน เช้าถึงเย็น นานติดต่อกัน 7 วัน......ระหว่างเติมอากาศหากหยุดเติมจะพบว่า วัสดุส่วนผสมต่างๆ ช่วงแรกๆ จะลอยอยู่ที่ผิวหน้า ครั้นเวลาผ่านไปประมาณ 7-21 วัน ส่วนผสมเหล่านั้นจะจมลงก้นถังทั้งหมด เมื่อเห็นว่าส่วนผสมจมลงก้นถังหมดแล้วให้หยุดเติมอากาศ หยุดการคนส่วนผสมก้นถังด้วยเครื่องมือใด เพื่อปล่อยให้ส่วนผสมก้นถังอยู่ในสภาพไร้อากาศ ในสภาพไร้อากาศนี้จะเกิดจุลินทรีย์กลุ่มไม่ต้องการอากาศซึ่งมีพลังย่อยสลายดีกว่าจุลินทรีย์ประเภทต้องการอากาศ....นอกจากนี้ยังพบสารเหลวที่เป็นเมือกจำนวนมากนั่น คือ "ฮอร์โมนไซโตคินนิน" สารที่มีประโยชน์ต่อพืชอย่างมาก
หมายเหตุ :
- คนเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี ปิดฝาพอหลวม เก็บในร่ม อุณหภูมิห้อง เติมอากาศช่วง 7 วันแรก ระหว่างเติมอากาศจะพบว่ามีฟองเกิดขึ้น ถ้าลูกฟองมีขนาดใหญ่ให้เติมอากาศต่อไปเรื่อยๆ จนลูกฟองมีขนาดเล็กละเอียด จึงหยุดเติมอากาศ แล้วหมักทิ้งไว้ข้ามปี (ฟองขนาดใหญ่แสดงว่ายังไม่พร้อมใช้งาน.....ฟองเล็กละเอียดแสดงว่าพร้อมใช้งานแล้ว)
ระยะเวลาหมักยิ่งหลายปียิ่งดี ก็จะได้ "น้ำหมักระเบิดเถิดเทิงดิบ" พร้อมปรุง ก่อนใช้งานจริงน้ำหมักระเบิดเถิดเทิงดิบที่ผ่านการหมักข้ามปีแล้วจะมีกลิ่นแอลกอฮอร์ หากใช้ไม้พายค่อยๆ งัดกากที่อยู่ก้นถังขึ้นมาดู จะพบว่าส่วนผสมที่อาจจะหยาบๆ ในครั้งแรกนั้นได้กลายสภาพเป็นของเหลวเหมือนวุ้น
- สารอาหารพืชที่พึงมีในน้ำหมักระเบิดเถิดเทิงดิบเป็นสารอาหารประเภท "อินทรีย์สาร" ที่ถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายออกมาจากวัสดุส่วนผสมนั่นเอง ปริมาณสารอาหารที่มีหรือที่ได้เมื่อคิดปริมาณเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วถือว่าไม่มากนัก ในพืชอายุสั้นฤดูกาลเดียวอาจเพียงพอต่อการนำไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตแต่ในพืชยืนต้นขนาดใหญ่ซึ่งต้องการใช้สารอาหารในปริมาณมากขึ้นนั้นอาจจะไม่พอเพียง.....จากหลักการและเหตุผลที่ว่า น้ำหมักชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง มีปริมาณเปอร์เซ็นต์ของอาหารน้อยถึงน้อยมากแต่เมื่อได้เติมเพิ่มปริมาณปุ๋ยที่เป็นอนินทรีย์สารจนได้ปริมาณเปอร์เซ็นต์ตามต้องการ จึงสามารถเรียกชื่อใหม่ว่า "ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง" ได้อย่างมั่นใจ
- ทุกขั้นตอนของการหมักไม่มีการเติม "น้ำเปล่า" เพราะในน้ำเปล่านอกจากไม่มีสารอาหารแล้วยังทำให้เปอร์เซ็นต์ของสารอาหารที่พึงมีเจือจางลงไปอีก กับทั้งน้ำเปล่าเป็นต้นสาเหตุทำให้การหมักเกิดเน่าเหม็นอีกด้วย
ขั้นตอนที่ 3 (น้ำหมักระเบิดเถิดเทิงสูตร -?-)
ความหมายของเครื่องหมาย " -?- " คือ สูตรของปุ๋ยธาตุหลัก ซึ่งจะต้องเลือกสูตรที่ตรงกับชนิดและระยะพัฒนาการของพืชที่จะใช้โดยเฉพาะ และ "ธาตุอาหารเน้น" หมายถึง ธาตุอาหารพืชที่นอกเหนือไปจากธาตุรอง/ธาตุเสริม ที่จำเป็นต้องเพิ่มเป็นกรณีพิเศษสำหรับพืชบางชนิด......โดยการปฏิบัติดังนี้
น้ำหมักระเบิดเถิดเทิงดิบ 100 ล.
ปุ๋ยธาตุหลัก (ทางราก) 10-20 กก.
ธาตุรอง/ธาตุเสริม 1-2 กก.
ธาตุอาหารเน้น 1-2 กก.
ไขกระดูก 10 ล.
เลือด 10 ล.
มูลค้างคาว 5 ล.
นม 5 ล.
สาหร่ายทะเล 500 กรัม
ฮิวมิค แอซิด 500 กรัม
บี-1 500 กรัม
คนเคล้าส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันดีแล้วได้ "ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง" พร้อม ใช้งานได้เลย อายุเก็บไม่ควรเกิน 6 เดือน
หมายเหตุ :
- ไขกระดูก. เลือด. มูลค้างคาว. นม. หมักแยกล่วงหน้านานข้ามปีจนพร้อมใช้งาน......หมายถึง "หมักแยก - ใช้รวม"
อัตราใช้และวิธีใช้ :
- ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 5-10 ล. / ไร่ (นาข้าว พืชไร่ พืชน้ำ ผักสวนครัว.....ช่วงเตรียมดิน)
- ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 50 ซีซี. / น้ำ 20 ล. /7-10 วัน ให้ทางดิน (ไม้ผลยืนต้น)
- ปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง 10 ล. / อินทรีย์วัตถุ 1 ตัน ในการทำปุ๋ยอินทรีย์
ตรวจสอบ - แก้ไข
สี..... สีน้ำตาลอ่อน-น้ำตาลไหม้-ดำ ขึ้นอยู่กับปริมาณกากน้ำตาลที่ใส่ครั้งแรก และใส่เพิ่มภายหลัง
กลิ่น..... หมักใหม่ๆเป็นกลิ่นคาวปลา เมื่ออายุการหมักนานขึ้น กลิ่นคาวปลาเริ่มลดลง เป็นกลิ่นกากน้ำตาลปนกลิ่นคาวปลา กระทั่งหมักนานข้าม 1-2-3 ปี จะมีกลิ่นฉุนเหมือนแอลกอฮอร์ชัดเจน....กลิ่นปกติคือ กลิ่นที่รับได้ สัมผัสแล้วไม่เวียนหัว ซึ่งต่างจากกลิ่นเหม็นเน่าอย่างสิ้นเชิง ระหว่างการหมักถ้าเริ่ม (เน้นย้ำ...เริ่ม) มีกลิ่นเหม็นเน่า หรือกลิ่นไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น แสดงว่าอ่อนกากน้ำตาล ให้เติมกากน้ำตาล 1-2 ล. ใส่แล้วคนให้ทั่วถัง ทิ้งไว้ 12-24 ชม. กลิ่นไม่พึงประสงค์จะหายไป กลายเป็นกลิ่นรับได้ตามปกติ แสดงว่าอัตราส่วนกากน้ำตาลพอดีแล้ว ถ้ากลิ่นไม่พึงประสงค์นั้นยังไม่หายก็ให้เติมกากน้ำตาลซ้ำ 1-2 ล.อีกรอบ คนให้ทั่วถัง ทิ้งไว้ 12-24 ชม. จากนั้นตรวจสอบซ้ำพร้อมกับแก้ไขด้วยการเติมกากน้ำตาลไปเรื่อยๆ เมื่ออัตราส่วนของกากน้ำตาลพอดีแล้ว จะไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นอีกเลยจนถึงวันใช้งาน
หมายเหตุ :
กากน้ำตาลมากเกิน : กระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์จะชะงัก หรือไม่ย่อยสลายเลย ส่วนผสมต่างๆจะไม่เปื่อยยุ่ย หรือเรียกว่า แช่อิ่ม นิ่งอยู่อย่างนั้นตราบนานเท่านาน
กาก : หมักใหม่ๆส่วนผสมต่างๆ จะขนาดเท่ากับที่บดด้วยเครื่องบดโมลิเน็กซ์ยักษ์นั้น ครั้นนานไปส่วนผสมจะเหลวเป็นน้ำวุ้น
ฝ้า : บนผิวหน้าจะมีฝ้า สีขาวอมเทา หรือเทาอมดำ หรือสีดำ ฝ้านี้คือจุลินทรีย์กลุ่มต้องการอากาศประเภท "รา" เป็นราที่มีประโยชน์ ไม่มีกลิ่น ส่วนหนึ่งยังมีชีวิต ส่วนที่ตายแล้วจะเป็นอ่าหารให้แก่ตัวที่ยังมีชีวิต
ฟอง : หลังจากผ่านการมักนาน 3 - 6 - 9 เดือน ถึงข้าม 1 - 2 - 3 ปี แล้วทดสอบโดยปั่นด้วยเครื่องโมลิเน็กซ์ยักษ จะมีฟองเกิดขึ้น ถ้าเป็นฟองขนาดใหญ่ถือว่าการหมักยังไม่ดี แต่ถ้าเป็นฟองละเอียดถือว่าการหมักดี ใช้การได้แล้ว
รูปลักษณ์ : กากส่วนที่อยู่ก้นถังจะเหลวเป็นวุ้น มีเมือกใส ซึ่งเมือกนี้คือไซโตไคนิน. อุดมไปด้วยจุลินทรีย์กลุ่มบาซิลลัสส์ เป็นจุลินทรีย์ประเภทไม่ต้องการอากาศ มีพลังในการย่อยสลายเหนือกว่าจุลินทรีย์ประเภทต้องการอากาศ
ปริมาณ : ในการหมักขั้นตอนที่ 2 เติมน้ำมะพร้าวจนเต็มถึงปากถังขนาดจุ 200 ล. จากนั้นประมาณ 1 เดือน ระดับน้ำมะพร้าวจะยุบลงราว 10-15 ซม.เสมอ เมื่อเติมน้ำมะพร้าวใหม่จนเต็มก็จะยุบลงอีก ก็ให้เติมใหม่อีกทุกครั้ง กรณีนี้เกิดจากกระบวนการย่อนยสลายของจุลินทรีย์นั่นเอง
อีซี - ซี/เอ็น เรโช : ตรวจสอบโดย LAB
ถพ. : โดยน้ำใสด้านบน ค่า ถพ.ประมาณ 4-5% แต่ถ้าคนให้มีกากละเอียดรวมอยู่ด้วย 30% จะมีค่า ถพ.ประมาณ 10-12%
พีเอช. :หมักใหม่ 3-6 เดือน ค่า พีเอช ประมาณ 3.5-4.5 แต่ถ้าหมักนานข้ามปี ค่า พีเอช ประมาณ 5.0-6.0
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
* ปุ๋ยอินทรีย์แห้ง
ปุ๋ย กทม. :
-
---
ไบโอโซลิด :
ปุ๋ยอินทรีย์ BIOSOLID ทำในออสเตรเลีย ใช้ในออสเตรเลีย ชนิด ผง/แห้ง/สีดำสนิท/ไม่มีกลิ่น/มีสารอาหารพืช ทำมาจาก
* มูลสัตว์ทุกชนิดจากฟาร์ม, ธรรมชาติ (ค้างคาว นกทะเล)
* เศษซากสัตว์ทุกชนิดจาก โรงฆ่าสัตว์, ครัวเรือน, โรงงานอุสาหกรรมอาหาร, กองขยะ
* เศษซากพืชทุกชนิดจาก แปลง, ครัวเรือน, โรงงานอุสาหกรรมอาหาร, กองขยะ
* เศษอาหาร คน/สัตว์ จาก บ้านเรือน, ภัตตาคาร, โรงงานอุสาหกรรมอาหาร, กองขยะ
* ของเสียจาก บ่อบำบัดน้ำเสีย, ท่อระบายน้ำเสียจากครัวเรือน/โรงงาน,
วิธีทำ :
- บดละเอียดทุกอย่าง (เหลว/แห้ง-ชิ้นเล็กชิ้นใหญ่) ให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว
- ให้ความร้อน 1,400 องศา ซ. เพื่อกำจัดเชื้อโรค และลบล้างกลิ่นเดิม
วิธีใช้ :
- พืชไร่ นาข้าว : หว่านลงพื้น แล้วไถโรตารี่ คลุกเคล้าเศษซากพืชกับไบโอโซลิดให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
- พืชสวนครัว ไม้ดอก ไม้กระถาง : หว่านลงพื้น ไถพรวน คลุมแปลงด้วยหญ้าแห้ง และรดด้วยน้ำหมักชีวภาพระบิดเถิดเทิง
- ไม้ผล : หว่านโคนต้นบริเวณทรงพุ่ม
6. ปุ๋ยเคมี ชนิดน้ำ/ให้ทางใบ :
สูตรบำรุงต้น สูตร 1 (ไบโออิ) :
ส่วนผสม วิธีทำ และวิธีใช้ :
น้ำ (พีเอช 5.0) 10 ล.
กลูโคสน้ำ 500 ซีซี.
ยูเรีย จี.เกรด 250 กรัม
ธาตุรอง/ธาตุเสริม 100 กรัม
แม็กเนเซียม 1 กก.
สังกะสี 250 กรัม
สาหร่ายทะเล 100 กรัม
ฮิวมิก แอซิด 100 กรัม
ใส่ส่วนผสมทีละอย่างตามลำดับ ใส่ช้าๆ พร้อมกับคนให้น้ำหมุนวนตลอดเวลา ใส่ส่วนผสมตัวแรกละลายดีแล้วจึงใส่ตัวต่อไปตาม ทุกครั้งที่จะใส่ส่วนผสมตัวใหม่ คนแล้วรอให้ส่วนผสมแต่ละตัว ทุกตัว ที่ใส่ก่อนละลายเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกันดีเสียก่อนเสมอ ใส่ส่วนผสมครบทุกตัวแล้วทิ้งไว้ 12-24 ชม. ระหว่างนี้ให้คนบ่อยๆ ครบกำหนดแล้วปล่อยทิ้งให้นอนก้น จากนั้นสังเกต ถ้ามีกากนอนก้นน้อยมาก และไม่มีอาการแยกชั้น แสดงว่าทุกอย่างลงตัว พร้อมใช้งาน แต่ถ้ามีกากนอนก้นมาก และ/หรือ มีอาการแยกชั้น แสดงว่าส่วนผสมคุณภาพไม่ดี หรือเกรดต่ำ
อัตราใช้ :
ให้ทางใบ 20-30 ซีซี. / น้ำ 20 ล. /7-10 วัน
ให้ทางราก 30-50 ซีซี. / น้ำ 20 ล. /20-30 วัน
- สูตรบำรุงต้น สูตร 2 :
- สูตรเปิดตาดอก สูตร 1 (ไทเป) :
- สูตรเปิดตาดอก สูตร 2 :
- สูตรบำรุงผล สูตร 1 (ยูเรก้า) :
- สูตรบำรุงผล สูตร 2 :
- สูตร สารลมเบ่งนาข้าว :
- แคลเซียม โบรอน :
--------------------------------------------
สูตรฮอร์โมน : ..............................................................
- หลักการและเหตุผล :
- สังเคราะห์ :
- ธรรมชาติ :
- ฮอร์โมนเขียว :
- ฮอร์โมนก้นครัว :
--------------------------------------------------
จุลินทรีย์ ..................................................................
- หลักการและเหตุผล :
- จุลินทรีย์มีประโยชน์ :
- จุลินทรีย์โรคพืช :
- ขยายเชื้อ :
- ทดสอบ จุลินทรีย์น้ำในขวด ผงในซอง :
- ทดสอบ จุลินทรีย์ในดิน : ตักเนื้อดินที่ผิวดินถึงความลึก 1 ฝ่ามือ ครึ่ง กก. ละลายในน้ำ 1 ล. คนให้ละลาย กรองด้วยผ้าขาวบางเอาเศษซากต่างๆที่ลอยน้ำออกทิ้ง เหลือแต่น้ำ เปล่าๆ ปล่อยทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง นาน 1วัน 2วัน 3วัน ระหว่างวันให้สังเกต ถ้ามีฟองเกิดขึ้น นั่นคือจุลินทรีย์ ฟองมากจุลินทรีย์มาก แข็งแรง ฟองน้อยจุลินทรีย์น้อย ไม่แข็งแรง ฝ้าที่เกิดที่ผิวน้ำ นั่นคือซากจุลินทรีย์ที่ตายแล้ว
- ปลุกให้ตื่น :
----------------------------------------
สูตรยาสมุนไพร ................................................
หลักการและเหตุผล
- ทั่วโลกมีพืชสมุนไพร 2,400 ชนิด ที่สารออกฤทธิ์หรือตัวยา (กลิ่น รส ฤทธิ์)
ป้องกัน/กำจัด/ควบคุม ศัตรูพืชได้ นั่นคือ พืชทุกชนิดใช้เป็นสารสมุนไพรได้ จึงควรเลือกแต่พืชสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์หรือตัวยา แรงๆจัดๆ มีผลต่อศัตรูพืชโดยตรงไว้ก่อน โดยเลือก สมุนไพรที่มีงานวิจัยรองรับยืนยัน หรือจากประสบการณ์ตรง (ของตัวเอง ของคนอื่น) หรือจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน (ไทย ต่างประเทศ) ไว้ก่อน เพื่อความมั่นใจ
สมุนไพร ป้องกัน/กำจัด แมลง : (กลิ่น เบื่อเมา) สาบเสือ ผกากรอง สะเดา กระเพาผี ตะไคร้
สมุนไพร ป้องกัน/กำจัด หนอน (เผ็ด ขม เบื่อเมา) : กลอย น้อยหน่า มันแกว เปลือกซาก ขอบชะนาง มะลินรก
สมุนไพร ป้องกัน/กำจัด โรค (ฝาด ร้อน : เปลือกมังคุด หมาก ตะบูน เปลือกต้นแค ยางมะละกอ งวงกล้วย ว่านน้ำ หอม กระเทียม ขิง ข่า ขมิ้น
สรรพคุณ :
กลิ่น :
รส :
เบื่อเมา :
สูตรรวมมิตร
สูตรข้างทาง
สูตรในสวน
สูตรในครัว
สูตรตัวต่อตัวมีรุม
ไอพีเอ็ม
สมการสารสมุนไพร :
ตัวสมุนไพรถูก + ตัวศัตรูพืชถูก + วิธีทำถูก + ชนิดพืชถูก + วิธีใช้ผิด = ไม่ได้ผล
ตัวสมุนไพรถูก + ตัวศัตรูพืชถูก + วิธีทำถูก + ชนิดพืชผิด + วิธีใช้ผิด = ไม่ได้ผล ยกกำลังสอง
ตัวสมุนไพรถูก + ตัวศัตรูพืชถูก + วิธีทำผิด + ชนิดพืชผิด + วิธีใช้ผิด = ไม่ได้ผล ยกกำลังสาม
ตัวสมุนไพรถูก + ตัวศัตรูพืชผิด + วิธีทำผิด + ชนิดพืชผิด + วิธีใช้ผิด = ไม่ได้ผล ยกกำลังสี่
ตัวสมุนไพรผิด + ตัวศัตรูพืชผิด + วิธีทำผิด + ชนิดพืชผิด + วิธีใช้ผิด = ไม่ได้ผล ยกกำลังห้า
ตัวสมุนไพรถูก + ตัวศัตรูพืชถูก + วิธีทำถูก + ชนิดพืชถูก + วิธีใช้ถูก = ได้ผล ยกกำลังห้า
ตัวสมุนไพร :
ชื่อ (ภาษาพื้นบ้าน ภาษาวิชาการ), ราก หัว ต้น เปลือก ใบ ดอก ผล เมล็ด
- ตัวยาหรือสารออกฤทธิ์ในสมุนไพร ได้แก่ กลิ่น รส และฤทธิ์
- กลิ่น .... แมลงเข้าหาพืชเพื่อวางไข่ หรือกัดกิน ด้วยการตามกลิ่นของพืชที่ต้องการ ถ้าพืชนั้นถูกเปลี่ยนกลิ่น หรือเอากลิ่นอื่นไปฉีดพ่นเคลือบไว้ แมลงก็จะเข้าใจผิด หลงคิดว่าไม่ใช่พืชที่ต้องการ หรือ เป็นพืชชนิดอื่น .... ผลรับคือ ไม่มีแมลงเข้าหาพืชนั้น
- รส .... แมลงหรือทายาท (หนอน) ของแมลง กินพืชเป็นอาหารเพราะต้องการรสชาดของพืชนั้นๆ ถ้าพืชนั้นถูกเปลี่ยนรส เพราะมีพืชอื่นไปฉีดพ่นเคลือบไว้ แมลงก็จะเข้าใจผิด หลงคิดว่าไม่ใช่พืชที่ต้องการกิน หรือเป็นพืชชนิดอื่น .... ผลรับคือ ไม่มีแมลงกัดกินพืชนั้น
- ฤทธิ์ .... คือตัวยาเฉพาะในสมุนไพรบางชนิด ที่แมลงหรือหนอนกินแล้วตาย หรือหยุดการกินแล้วรอเวลาตาย ไม่ช้าก็เร็ว .... ผลรับคือ ไม่มีแมลงกัดกินพืชนั้น
* เผ็ด = พริก,
* ร้อน/เย็น = ขิง ข่า ขมิ้น กระชาย หอม กระเทียม พริกไทย ดีปลี สาบเสือ กระเพาผี แมงลักคา ว่านน้ำ ฯลฯ .... ทุกอย่างหมักในถังเดียวกัน หรือแยกหมัก
* กลิ่น = ตะไคร้ สะระแหน่ หอม กระเทียม ดาวเรือง ยูคาลิปตัส ผกากรอง ฯลฯ .... กลิ่นสังเคราะห์ เช่น ลูกเหม็น กลิ่นอะโรม่า (กลิ่นตะไคร้ กลิ่นมะกรูด ฯลฯ) .... หมักในถังเดียวกัน หรือแยกหมัก
* เบื่อเมา = น้อยหน่า สบู่ต้น สบู่ดำ ส้มเช้า หนอนตายหยาก หางไหล สะเดา กลอย ฯลฯ .... หมักในถังเดียวกัน หรือแยกหมัก
ตัวศัตรูพืช :
วิธีทำ :
ต้ม (เผ็ดร้อน), หมัก (เบื่อเมา), กลั่น (กลิ่น)
- วิธีทำวิธีใช้แบบนี้ เรียกว่า หมักแยกแต่ใช้ร่วม
ทำ (หมัก/ต้ม/กลั่น) แยก แต่ใช้ร่วม
--------------------------------------
ไม้ผล ........................................................................
กระท้อน
แก้วมังกร
กล้วย
ขนุน
เงาะ
ชมพู่
ทุเรียน
น้อยหน่า
ฝรั่ง
พุทรา
มะขามเทศ
มะขามเปรี้ยว
มะขามหวาน
มะนาว
มะยง-มะปราง
มะม่วง
มะละกอ
มะพร้าว
มังคุด
ละมุด
ลางสาด-ลองกอง
ลำไย
ลิ้นจี่
สละ
ส้ม
องุ่น
-------------------------------------------
ไม้ดอก ........................................................................
กุหลาบ
มะลิ
ดาวเรือง
จำปี
รัก
ไม้กระถาง
-------------------------------------------
ผักสวนครัว ...............................................................
หลักการและเหตุผล
ผักกินใบ
ผักกินผล
ผักกินยอด
ผักกินดอก
ผักกินหัว
ผักกินหน่อ
---------------------------------------
พืชไร่ ..........................................................................
หลักการและเหตุผล
อ้อย
สำปะหลัง
ถั่ว
งา
ข้าวโพด
ปาล์มน้ำมัน
----------------------------------------
นาข้าว
หลักการและเหตุผล :
ความสูญเสีย สาเหตุและการแก้ไข :
ผลรับ :
นาข้าว ไม่ไถ ไม่ยาฆ่าหญ้า อย่างบูรณาการ :
นาข้าวแบบประณีต
นาข้าวแบบกล้าต้นเดียว
นาดำ
นาหยอด
นาข้าวเปียกสลับแห้ง
ข้าว จีไอ.
ข้าวพันธุ์อื่นๆ (ข้าวสาลี ข้าวจาปอนนิก้า ข้าวบาสมาติ)
-----------------------------------
เครื่องทุ่นแรง
หลักการและเหตุผล
รถไถแทร็คเตอร์ นั่งขับ
รถไถเดินตาม
รถดำนา
เครื่องหยอดข้าว นั่งขับ
เครื่องหยอดข้าว เดินตาม
เครื่องหยอดข้าว คนลาก
เครื่องฉีดพ่น นั่งขับ (จิ้งโกร่ง)
เครื่องฉีดพ่น ดินฉีด (ยูเร็ม)
สปริงเกอร์
กะเหรี่ยงลอยฟ้า
กะเหรี่ยงหน้ามืด
กะเหรี่ยงคอยาว
กะเหรี่ยงเจ้าพระยา
กะเหรี่ยงล้างตัวเอง
โอเวอร์เฮด
น้ำหยด
แบบวางท่อ :
REUSE
เครื่องปั่นโมลิเน็กซ์ยักษ์
นวตกรรมเพื่อการเกษตร
-----------------------------------------
รูปแบบสวนเกษตร
หลักการและเหตุผล
เกษตรทฤษฎีใหม่
เกษตรไร่นาสวนผสม
เกษตรพอเพียง
เกษตรทางเลือก (เลี้ยงไก่ในธรรามชาติในสวน)
เกษตรยั่งยืน
เกษตรสวนระยะชิด
สวนยกร่องน้ำหล่อ (ค้างอุโมงค์ เหนือร่องน้ำ)
สวนขนาดเล็ก : (3 ไร่ชะอม, 10ไร่ ชะอม+หวานบ้าน+มะกรูดใบ, 3ไร่ดอกไม้ร้อยมาลัย)
สวนลอยฟ้า
-------------------------------------
SMART FARM :
Existing Smart Farmer หมายถึง เกษตรกรที่เป็น Smart Farmer อยู่แล้ว เนื่องจากผลจากการคัดกรองสามารถผ่านคุณสมบัติด้านรายได้ที่ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท/ครัวเรือน/ปี
Developing Smart Farmer หมายถึง เกษตรกรที่ยังไม่เป็น Smart Farmer เนื่องจากผลจากการคัดกรองยังไม่สามารถผ่านคุณสมบัติทั้งด้านรายได้ที่ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท /ครัวเรือน /ปี และผ่านคุณสมบัติพื้นฐานไม่ครบทั้ง 6 ข้อ ซึ่งเป็นเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการพัฒนาในด้านต่างๆ เพิ่มเติมตามความต้องการของเกษตรกรแต่ละราย
Smart Farmer ต้นแบบ หมายถึง เกษตรกรที่ผ่านการพิจารณาเป็น Existing Smart Farmer แล้ว และผ่านคุณสมบัติของ Smart Farmer ต้นแบบในแต่ละสาขา จำนวน 10 สาขาหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์ม น้ำมัน ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ประมง ปศุสัตว์ เกษตรผสมผสาน Young Smart Farmer และสาขาอื่น ๆ มีความโดดเด่นในการทำการเกษตรในสาขานั้นของแต่ละพื้นที่ และสามารถเป็นต้นแบบและเป็นบทเรียนให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ได้
Smart Officer หมายถึง บุคลากรของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ปฏิบัติงานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เป็นเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็น Smart Officer ที่มีความรักเกษตรกรเหมือนญาติ มีความรอบรู้ทางวิชาการและนโยบาย ใช้เทคโนโลยีมาช่วยเหลือเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและองค์กรเกษตรกร มุ่งนำเกษตรกรสู่ Green Economy และ Zero waste agriculture มีความภาคภูมิใจในองค์กรและความเป็นข้าราชการ
Smart Officer ต้นแบบ หมายถึง บุคลากรที่ผ่านการประเมินคุณสมบัติเป็น Smart Officer แล้ว และผ่านคุณสมบัติของ Smart Officer ต้นแบบที่กำหนดเพิ่มเติมโดยคณะทำงานระดับกรมและ คณะทำงานระดับจังหวัด ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านการเกษตรในแต่ละสาขา มีประสบการณ์ในการทำงานมีผลงานหรือการปฏิบัติราชการเป็นที่ประจักษ์หรือได้รับการยอมรับในหน่วยงาน
SMART FARM เกษตรอัจฉริยะ :
คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบาย Smart Farmer และ Smart Officer ได้กำหนดคุณสมบัติทั่วไปของ Smart Farmer เป็นกรอบหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการคัดกรองคุณสมบัติของเกษตรกรที่เป็นตัวแทนครัวเรือนเพื่อจัดชั้นเกษตรกรโดยมี 2 คุณสมบัติหลัก ดังนี้
1) มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท /ครัวเรือน /ปี (15,000 /เดือน)
2) มีคุณสมบัติพื้นฐาน 6 ข้อ ดังนี้
- มีความรู้ในเรื่องที่ทำอยู่
- มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
- มีการบริหารจัดการผลผลิต และการตลาด
- มีความตระหนักถึงคุณภาพสินค้า และความปลอดภัยของผู้บริโภค
- มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม/สังคม
- มีความภูมิใจในความเป็นเกษตรกร
ทั้งนี้ เมื่อประเมินคุณสมบัติของเกษตรกรแล้วผ่านทั้งคุณสมบัติด้านรายได้ และคุณสมบัติพื้นฐาน เกษตรกรรายนั้นจะอยู่ในกลุ่ม Existing Smart Farmer แต่ถ้าไม่ผ่านคุณสมบัติด้านรายได้หรือคุณสมบัติพื้นฐานหรือทั้งสองคุณสมบัติ เกษตรกรรายนั้นจะอยู่ในกลุ่ม Developing Smart Farmer
http://www.smartfarmer.doae.go.th
เกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) หมายถึง ผู้ที่มีความสนใจหรือประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร ไม่จำกัดเพศ อายุระหว่าง 17-45 ปี จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ขึ้นไป และเป็น Smart Farmer เนื่องจากผลจากการคัดกรองสามารถผ่านคุณสมบัติด้านรายได้ที่ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท /ครัวเรือน /ปี
http://tree-plus.blogspot.com
------------------------------------------------------------
START UP THAILAND 4.0 :
หมายถึง การพัฒนาภาคเกษตรและอาหาร ด้านการศึกษา และด้านสุขภาพ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพ และความสามารถทางด้านการผลิตวัตถุดิบ
หลักการและเหตุผล :
การแข่งขันด้วยผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีมูลค่าสูง ตลอดจนการหาโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างช่องทางการตลาดใหม่ ช่วยให้สินค้าเกษตรถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ธุรกิจ Startup จะเป็นการสร้างนักรบทางเศรษฐกิจใหม่
การจะเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ให้ได้นั้น ต้องอาศัยนวัตกรรม การสร้างกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล มีวิสัยทัศน์ให้กับคนรุ่นใหม่ วันนี้ประเทศไทยมีผู้ประกอบการรายใหม่เกิดขึ้นหลายร้อยราย ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญคือ ผู้ประกอบการจะต้องมีที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงพัฒนา โดยเรามีทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ด้านกฎหมาย การออกแบบ
http://www.most.go.th
เกษตร START UP แบบสีสันชีวิตไทย :
- การแปรรูปผลผลิต แล้วจำหน่ายแบบ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ
- ทำแปลงเกษตรเป็นตัวอย่าง หรือเป็นแปลงสาธิต แล้วจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง เช่น ปุ๋ย ฮอร์โมน ยาสมุนไพร หรือเครื่องทุ่นแรงอื่นๆ เช่น ....
* มะม่วง 1 ไร่ รายได้จากมะม่วง 1 ไร่ แต่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับมะม่วง จะได้มะม่วง 100 ไร่ ลำไย เงาะ มังคุด พืชผักสวนครัว พืชไร่ พืชอื่นๆ อีกมากมายมหาศาล
* มีที่ 1 ไร่ ปลูกถั่วฝักยาว ได้ถั่วฝักยาวไร่เดียว แต่ถ้าแบ่งพื้นที่ 1 ไร่นั้น แล้วปลูกถั่วฝักยาว ถั่วพู มะระ พริก มะเขือ ฯลฯ อย่างละ 1 ร่อง (แถว) สำหรับเป็นแปลงสาธิต แล้วขาย ปุ๋ย/ยา ถั่ว ฝักยาว ถั่วพู มะระ พริก มะเขือ ฯลฯ .... ผล : จะได้เพิ่มอย่างละ 10 ไร่
* ทำนาข้าว 10 ไร่ รายได้ 10 ไร่ แต่ถ้าขาย ปุ๋ย/ยา นาข้าว .... ผล : จะได้ 100 ไร่
* เกษตรกรปลูกพืชขาย 100 ปีไม่รวย คนขายปุ๋ย ขายปีเดียวรวยได้ .... เพราะอะไร ?
- ชักชวนให้ผลิตภายใต้สัญญา แล้วรับซื้อผลผลิตในราคาประกันที่สูงกว่าท้องตลาด
*** นี่คือ คิดเป็น - ทำเป็น - ขายเป็น
---------------------------------------------------
เกษตรพันธะสัญญา
เกษตรประณีต
เกษตรท่องเที่ยว
(ทะเลสาบ เกาะกลางทะเลสาบ จักรยานน้ำ สะพานแขวน ปลอดสารเคมี โฮมสเตย์บนเกาะ บ้านทาร์ซาน อะโรม่า ปลาใหญ่ยักษ์ นกธรรมชาติ สัตว์ธรรมชาติ แปลงสาธิต สัมมนา)
ชมชิมช็อป
โฮมสเตย์
--------------------------------------------
เกษตรแจ๊คพ็อต
มะลิ หน้าหนาว วันแม่ วันครู
มะนาว หน้าแล้ง
กุหลาบ วาเลนไทน์
กล้วยหอม ตรุษจีน
แก้วมังกร ตรุษจีน
ส้มเขียวหวาน ตรุษจีน
กระท้อน นอกฤดู
ผักชี หน้าฝน
ผักกินเจ เทศกาลเจ
บัว เข้าพรรษา
กล้วยไข่ สารทไทย
ชะอม หน้าแล้ง
แตงโม หน้าฝน ไร้เมล็ด สี่เหลี่ยม
แคนตาลูป หน้าฝน
ไผ่ หน้าแล้ง
ผลไม้ไซส์ยักษ์
---------------------------------------------
พลังงาน
กังหันลมปั่นไฟฟ้า
กังหันน้ำปั่นไฟฟ้า
หม้อต้มพลังแสงอาทิตย์
กาลักน้ำ
น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ (แทงค์น้ำบนภูเขา ส่งน้ำเข้าระบบน้ำหยด)
---------------------------------------
ชมรมสีสันชีวิตไทย
ไร่เลิศสรานนท์ บ้านหนองจาน หัวลำ ท่าหลวง ลพบุรี
วันเพ็ญ สนลอย ซ.รามคำแหง อ.เมือง ปราจีนบุรี
-------------------------------------------
จารึกไว้ในแผ่นดิน
-------------------------------------------
เกษตรต่างแดน
หลักการและเหตุผล
อเมริกา
ยุโรป
ญี่ปุ่น
เกาหลี
ไต้หวัน
--------------------------------------------------
ส่วนลึกของใจ
--------------------------------------------------------------- |
|