kimzagass หาวด้า


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009 ตอบ: 12109
|
ตอบ: 24/03/2026 8:31 am ชื่อกระทู้: * อาหารพืช |
|
|
**********************************************************************
..................................... อาหารพืช ..............................................................
**********************************************************************
อาหารพืช
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&rlz=1C1GCEA_enTH1067TH1067&oq=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&gs_lcrp=EgZjaHJvbWUyCQgAEEUYORiABDIHCAEQABiABDIHCAIQABiABDIHCAMQABiABDIHCAQQABiABDIHCAUQABjvBTIHCAYQABjvBTIKCAcQABiiBBiJBdIBCjEwNzAxajBqMTWoAgiwAgHxBatttg_y_5ZL&sourceid=chrome&ie=UTF-8
* ประเภทของอาหารพืช (ธาตุอาหารพืช) :
ธาตุอาหารที่ได้จากอากาศและน้ำ (3 ธาตุ) : คาร์บอน (C), ไฮโดรเจน (H), ออกซิเจน (O)
ธาตุอาหารหลัก (Primary Nutrients - 3 ธาตุ) : พืชต้องการมากที่สุด ดินมักขาด คือ ไนโตรเจน (N) (ต้น/ใบ), ฟอสฟอรัส (P) (ราก/ดอก), โพแทสเซียม (K) (คุณภาพผลผลิต)
ธาตุอาหารรอง (Secondary Nutrients - 3 ธาตุ) : พืชต้องการในปริมาณรองลงมา ได้แก่ แคลเซียม (Ca), แมกนีเซียม (Mg), กำมะถัน (S)
ธาตุอาหารเสริม/จุลธาตุ (Micronutrients - 8 ธาตุ) : พืชต้องการปริมาณน้อยแต่ขาดไม่ได้ ได้แก่ เหล็ก (Fe), แมงกานีส (Mn), โบรอน (B), โมลิบดีนัม (Mo), ทองแดง (Cu), สังกะสี (Zn), คลอรีน (Cl), และนิกเกิล (Ni)
การใช้งาน/แหล่งที่มา
ปุ๋ยเคมี : เช่น สูตร 16-16-16 (ธาตุอาหารหลักครบ), ยูเรีย (ไนโตรเจนสูง)
ปุ๋ยอินทรีย์ : ปุ๋ยคอก, ปุ๋ยหมัก, ปุ๋ยชีวภาพ ที่ช่วยปรับสภาพดิน
ปุ๋ยอาหารเสริมทางใบ : ฉีดพ่นเพื่อเสริมจุลธาตุที่ดินขาดแคลน
ธาตุหลัก
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&rlz=1C1GCEA_enTH1067TH1067&oq=%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&gs_lcrp=EgZjaHJvbWUyBggAEEUYOTIHCAEQABiABDIHCAIQABiABDIHCAMQABiABDIHCAQQABiABDIHCAUQABiABDIHCAYQABiABDIHCAcQABiABDIHCAgQABiABDIHCAkQABiABNIBCjEzMTE2ajBqMTWoAgiwAgHxBYGqPtd_Qi3T&sourceid=chrome&ie=UTF-8
บทบาทของธาตุอาหารหลัก (N-P-K)
ไนโตรเจน (N) : เร่งการเจริญเติบโตของใบและลำต้น ช่วยให้พืชมีสีเขียวสด
ฟอสฟอรัส (P) : ส่งเสริมการสร้างราก ดอก และเมล็ด เร่งการสะสมอาหาร
โพแทสเซียม (K) : ช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิต เช่น ความหวาน ขนาด และเคลื่อนย้ายอาหารในพืช
ธาตุรอง
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87&sca_esv=cdf1ae9af23e2b08&rlz=1C1GCEA_enTH1067TH1067&ei=VlbCadb1I7aGvr0PiMzyyA0&biw=1094&bih=527&ved=0ahUKEwjW-KrPmbiTAxU2g68BHQimHNkQ4dUDCBE&uact=5&oq=%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87&gs_lp=Egxnd3Mtd2l6LXNlcnAiFeC4mOC4suC4leC4uOC4o-C4reC4hzIFEAAYgAQyBRAAGIAEMgUQABiABDIFEAAYgAQyBRAAGIAEMgUQABiABDIFEAAYgAQyBRAAGIAEMgUQABiABDIFEAAYgARIwUJQvwhYzTtwAngBkAEAmAFxoAGZBaoBAzcuMbgBA8gBAPgBAZgCCqAC2gXCAgoQABiwAxjWBBhHwgILEC4YgAQYxwEYrwHCAggQABiABBixA8ICBRAAGO8FmAMAiAYBkAYIkgcDOC4yoAeYKbIHAzYuMrgHzgXCBwcwLjIuNy4xyAcvgAgA&sclient=gws-wiz-serp
* ธาตุรองที่สำคัญต่อพืช :
แคลเซียม (Ca) : ช่วยในการแบ่งเซลล์, สร้างโครงสร้างเซลล์ (ผนังเซลล์), ขยายผล, ลดปัญหาผลแตก และช่วยให้ขั้วเหนียว
แมกนีเซียม (Mg) : เป็นส่วนประกอบหลักของคลอโรฟิลล์ ช่วยกระบวนการสังเคราะห์แสง ทำให้ใบเขียวเข้ม และทำงานร่วมกับไนโตรเจน (N)
กำมะถัน (S) : ช่วยสร้างโปรตีนและกรดอะมิโน ทำให้อโรม่าดี (เช่น หอม กระเทียม) และช่วยเพิ่มสีสันผลผลิต
* สัญญาณเตือนเมื่อพืชขาดธาตุรอง :
ขาดแคลเซียม : ยอดชะงักการเจริญเติบโต ผลแตก ขั้วผลร่วงง่าย
ขาดแมกนีเซียม : ใบแก่มีอาการใบเหลืองหรือใบซีด ในขณะที่เส้นใบยังเขียว
ขาดกำมะถัน : ใบอ่อนมีสีเหลืองซีดคล้ายขาดไนโตรเจนแต่จะเกิดที่ใบอ่อนก่อน
* การเพิ่มธาตุรองให้พืช :
เกษตรกรมักใช้ปุ๋ยธาตุรองเสริม เช่น แคลเซียมไนเตรท, แมกนีเซียมซัลเฟต หรือปุ๋ยคีเลต (Chelate) ที่พืชดูดซึมได้เร็ว ทั้งทางดินและทางใบ เพื่อบำรุงพื้นฐานดินและช่วยให้พืชแข็งแรงทนทานต่อโรคและแมลง
ธาตุเสริม
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1&sca_esv=e883cb43f39d2351&rlz=1C1GCEA_enTH1067TH1067&ei=_4LCafemHIXm2roP5qaRsQg&biw=1093&bih=479&ved=0ahUKEwi3ovqaxLiTAxUFs1YBHWZTJIYQ4dUDCBE&uact=5&oq=%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1&gs_lp=Egxnd3Mtd2l6LXNlcnAiG-C4mOC4suC4leC4uOC5gOC4quC4o-C4tOC4oTIFEAAYgAQyBRAAGIAEMgUQABiABDIFEAAYgAQyBRAAGIAEMgUQABiABDIFEAAYgAQyBRAAGIAEMgUQABjvBTIFEAAY7wVIvj9QpQpY-TVwAXgBkAEAmAFXoAH0BKoBATi4AQPIAQD4AQGYAgmgAr0FwgIKEAAYsAMY1gQYR8ICCBAAGIAEGLEDmAMAiAYBkAYIkgcBOaAH3SayBwE4uAexBcIHBTItNy4yyAc0gAgA&sclient=gws-wiz-serp
บทบาทของธาตุอาหารเสริม (จุลธาตุ) ที่สำคัญต่อพืช
โบรอน (B) : ช่วยในการผสมเกสร การติดผล และการย้ายน้ำตาลไปสู่ผล
สังกะสี (Zn) : ช่วยสร้างฮอร์โมนพืชและเอนไซม์ ทำให้ออกดอกติดผลดี
เหล็ก (Fe) : จำเป็นในกระบวนการสังเคราะห์แสงและสร้างคลอโรฟิลล์
ทองแดง (Cu) : ช่วยเพิ่มอายุคลอโรฟิลล์ ใบเขียวนาน
แมงกานีส (Mn) : ควบคุมกิจกรรมของเอนไซม์และการสังเคราะห์แสง
โมลิบดินัม (Mo) : ช่วยพืชตรึงไนโตรเจนและสร้างคลอโรฟิลล์
คลอรีน (Cl) : รักษาสมดุลน้ำ ช่วยให้พืชสุกแก่เร็ว
ข้อแนะนำการใช้ :
ส่วนใหญ่อยู่ในดิน แต่อาจขาดแคลนในดินทราย หรือดินที่มีความเป็นกรด-ด่างสูง
มักใช้ในรูปคีเลต เพื่อให้พืชดูดซึมได้รวดเร็ว โดยฉีดพ่นทางใบในช่วงที่พืชขาดธาตุอาหารหรือช่วงวิกฤต การขาดธาตุอาหารเสริมจะทำให้พืชแคระแกร็น ใบลาย หรือดอกผลร่วง
ธาตุอาหารพืช :
ธาตุอาหารเสริม พืชได้รับธาตุอาหารจากดิน พืชต้องการในปริมาณเล็กน้อย แต่ก็ขาดไม่ได้ ส่วนใหญ่มีในดิน 10. B = โบรอน = ช่วยให้พืชดูด Ca...
ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช :
2. จุลธาตุ หรือ ธาตุอาหารเสริม จุลธาตุหรือธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ในปริมาณน้อย มีอยู่ 7 ธาตุ ได้แก่ เหล็ก
ธาตุรอง และ จุลธาตุ ธาตุอาหารสำคัญที่พืชขาดไม่ได้ :
จุลธาตุ หรือ ธาตุอาหารเสริม ธาตุอาหารเสริม หรือ ธาตุที่พืชต้องการใช้ในปริมาณน้อย แต่ก็ขาดไม่ได้.
ฮอร์โมน
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&rlz=1C1GCEA_enTH1067TH1067&oq=%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&gs_lcrp=EgZjaHJvbWUyCQgAEEUYORiABDIHCAEQABiABDIHCAIQABiABDIHCAMQABiABDIHCAQQABiABDIHCAUQABiABDIHCAYQABiABDIHCAcQABiABDIHCAgQABiABDIHCAkQABiPAtIBCjEyMzI1ajBqMTWoAgCwAgA&sourceid=chrome&ie=UTF-8
* กลุ่มฮอร์โมนพืชที่สำคัญและหน้าที่ :
ออกซิน : สร้างจากปลายยอด ย้ายไปยับยั้งการเจริญตาข้าง กระตุ้นการยืดตัวของเซลล์ (ราก, ลำต้น) ช่วยในการเกิดรากฝอย ป้องกันผลร่วง และตอบสนองต่อแสง
ไซโตไคนิน : กระตุ้นการแบ่งเซลล์ ส่งเสริมการแตกตาข้างและกิ่งก้าน ช่วยชะลอความชราของเซลล์และผักผลไม้
ไคโตซาน : สารชีวพอลิเมอร์ธรรมชาติ สกัดจากเปลือกกุ้ง กระดองปู หรือเชื้อรา ทำหน้าที่เป็นสารเสริมประสิทธิภาพพืช (วัคซีนพืช) ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ยับยั้งเชื้อรา แบคทีเรีย เร่งการเจริญเติบโตของรากและลำต้น เคลือบผิวใบเพื่อลดการทำลายของแมลง และช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย
จิบเบอเรลลิน : กระตุ้นการยืดตัวของข้อปล้อง การงอกของเมล็ด ทำลายการพักตัวของตา และใช้ขยายขนาดผลไม้
สาหร่ายทะเล : มีฮอร์โมน ไซโตไคนิน ออกซิน และจิบเบอเรลลิน ช่วยกระตุ้นการแตกราก แตกยอด เปิดตาดอก และฟื้นฟูสภาพต้นหลังการเก็บเกี่ยว พืชนำไปใช้ได้ดีทั้งทางใบและราก
เอทิลีน : เป็นก๊าซที่เร่งการสุกของผลไม้, การผลัดใบ/ดอก, การออกดอก (เช่น สับปะรด) และเร่งการไหลของน้ำยาง
กรดแอบซิซิก : ยับยั้งการเจริญเติบโต กระตุ้นการพักตัวของเมล็ดและตา ช่วยให้พืชปิดปากใบเมื่อสภาวะเครียด (ขาดน้ำ)
ประโยชน์ทางการเกษตร :
มนุษย์ใช้สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายฮอร์โมนพืชในการ เร่งราก (ออกซิน) เพิ่มขนาดผลและยืดช่อ (จิบเบอเรลลิน)
วิตามิน
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99+%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&sca_esv=4b9c4fb793c57767&rlz=1C1GCEA_enTH1067TH1067&biw=1093&bih=479&ei=t_nCafa_G82n2roP-PGMOQ&ved=0ahUKEwi29_22tbmTAxXNk1YBHfg4IwcQ4dUDCBE&uact=5&oq=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99+%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&gs_lp=Egxnd3Mtd2l6LXNlcnAiLuC4p-C4tOC4leC4suC4oeC4tOC4mSDguK3guLLguKvguLLguKPguJ7guLfguIoyBRAhGJ8FMgUQIRifBTIFECEYnwUyBRAhGJ8FMgUQIRifBTIFECEYnwUyBRAhGJ8FMgUQIRifBTIFECEYnwUyBRAhGJ8FSKO3AVCoCFi6qwFwAngBkAEAmAGBAaABrAaqAQM4LjK4AQPIAQD4AQGYAgygAu0GwgIKEAAYsAMY1gQYR8ICDRAAGIAEGLADGEMYigXCAgsQABiABBixAxiKBcICDhAAGIAEGLEDGIMBGIoFwgILEAAYgAQYsQMYgwHCAgUQABiABMICChAAGIAEGEMYigXCAgUQABjvBcICBhAAGBYYHsICBRAhGKABmAMAiAYBkAYLkgcEMTAuMqAH5UCyBwM4LjK4B-EGwgcFMC4zLjnIByyACAA&sclient=gws-wiz-serp
* สารอาหารพืชที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต :
ธาตุอาหารหลัก : N (ไนโตรเจน-เร่งใบ), P (ฟอสฟอรัส-เร่งราก/ดอก), K (โพแทสเซียม-เร่งผลผลิต)
ธาตุอาหารรอง : Ca (แคลเซียม-สร้างเซลล์), Mg (แมกนีเซียม-คลอโรฟิลล์), S (กำมะถัน-โครงสร้างโปรตีน)
ธาตุอาหารเสริม : เหล็ก (Fe), แมงกานีส (Mn), สังกะสี (Zn), ทองแดง (Cu), โบรอน (B), โมลิบดีนัม (Mo), คลอรีน (Cl), นิกเกิล (Ni)
วิตามินและฮอร์โมนพืช :
เป็นสารที่พืชต้องการในปริมาณน้อยมาก แต่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต เช่น :
วิตามิน บี6 , ไบโอติน , กรดแพนโทเทนิก, ไนอาซีน, อินโนซิทอล: ช่วยลดความเครียดพืช และช่วยในการดูดซึมธาตุอาหาร
จิบเบอเรลลิน : เร่งการยืดตัวของเซลล์ ขยายขนาดผล
เร่งรากและต้น : ช่วยให้พืชตั้งตัวเร็ว
ติดดอกออกผล : เร่งสี ขยายขนาดผล ขั้วเหนียว ลดการหลุดร่วง
ฟื้นฟูต้น : เพิ่มความแข็งแรงทนทานต่อโรคและแมลง
ใช้ง่าย: พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที มักอยู่ในรูปคีเลท
ข้อแนะนำในการใช้ :
ควรใช้วิตามินพืชหรืออาหารเสริมในปริมาณที่พอเหมาะตามคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์ เพราะหากมากเกินไปอาจทำให้พืชเป็นพิษได้ โดยทั่วไปมักฉีดพ่นทางใบหรือผสมน้ำรดราก
วิตามินพืช อีปิน เหมาะกับพืชทุกชนิด ทั้งพืชไร่ พืชผัก และผลไม้ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารเสริมและวิตามินพืช คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ :
น้ำ
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3+%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&sca_esv=4b9c4fb793c57767&rlz=1C1GCEA_enTH1067TH1067&ei=DhXDabWHBICHnesPuKDy4Q4&biw=1093&bih=479&ved=0ahUKEwi1xpfAz7mTAxWAQ2cHHTiQPOwQ4dUDCBE&uact=5&oq=%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3+%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&gs_lp=Egxnd3Mtd2l6LXNlcnAiJeC4meC5ieC4syDguKrguLPguKvguKPguLHguJrguJ7guLfguIoyChAAGAcYCBgKGB4yCBAAGAcYCBgeMggQABgHGAgYHjIIEAAYBxgIGB4yChAAGAcYCBgKGB4yCBAAGAcYCBgeMggQABgHGAgYHjIKEAAYBxgIGAoYHjIIEAAYBxgIGB4yChAAGAcYCBgKGB5Ir1VQwjFYyUpwAngBkAEAmAFQoAGlA6oBATa4AQPIAQD4AQGYAgigAtoDwgIKEAAYsAMY1gQYR8ICCBAAGAcYChgewgIGEAAYBxgemAMAiAYBkAYIkgcBOKAH7zOyBwE2uAfOA8IHAzItOMgHJIAIAA&sclient=gws-wiz-serp
* สาระสำคัญของน้ำสำหรับพืช:
หน้าที่ของน้ำ : ช่วยให้รากเต่งตึง, เป็นตัวทำละลายธาตุอาหาร, และเคลื่อนย้ายอาหารส่วนต่างๆ
ช่วงเวลาและปริมาณ : ควรรดน้ำช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็น หากรดตอนกลางวันอาจทำให้พืชช็อกและใบไหม้ได้
ความต้องการน้ำของพืช : พืชผักและไม้ผลต้องการน้ำสม่ำเสมอ โดยเฉลี่ยพืชผักต้องการประมาณ 3-5 มม./วัน
คณภาพน้ำ : น้ำประปาควรพักไว้ 1-2 วันเพื่อให้คลอรีนระเหยไปก่อน หากใช้ น้ำหมักชีวภาพ (จากเศษอาหาร/พืช) ควรผสมน้ำเปล่าในอัตราส่วนที่เหมาะสม (เช่น 1:500 หรือ 1:1,000)
สูตรน้ำบำรุงพืชทำเอง (ตัวอย่าง) :
ปุ๋ยน้ำเร่งโต : น้ำเปล่า 1 แก้ว + กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ + นมเปรี้ยว 1 ขวด + น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ หมัก 2-3 วัน แล้วนำมาผสมน้ำ 5 ลิตร รดพืช
สูตรบำรุงดินผักสวนครัว : น้ำซาวข้าว 1 ลิตร + ฮอร์โมนนมสด 1 ช้อนโต๊ะ + เครื่องดื่มชูกำลัง 1 ฝา + น้ำส้มควันไม้ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 10 ลิตร
การเลือกใช้น้ำตามชนิดพืช :
พืชผัก/ไม้ดอก : ต้องการความชื้นสม่ำเสมอ ระบบน้ำหยดเหมาะที่สุด
พืชไร่/ไม้ผล : เน้นรากแข็งแรง อาจใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงผสมน้ำรด
อากาศ
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8+%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&sca_esv=4b9c4fb793c57767&rlz=1C1GCEA_enTH1067TH1067&ei=qxbDaYz_L5_G4-EPj-vY0Ag&biw=1093&bih=479&ved=0ahUKEwjMgLuF0bmTAxUf4zgGHY81FooQ4dUDCBE&uact=5&oq=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8+%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&gs_lp=Egxnd3Mtd2l6LXNlcnAiK-C4reC4suC4geC4suC4qCDguKrguLPguKvguKPguLHguJrguJ7guLfguIoyCBAhGKABGMMEMggQIRigARjDBDIIECEYoAEYwwRIvFVQpw5Y3DtwAngBkAEAmAFhoAHaBaoBATm4AQPIAQD4AQGYAgugAo8GwgIKEAAYsAMY1gQYR8ICChAhGKABGMMEGArCAgUQABjvBZgDAIgGAZAGCJIHBDEwLjGgB7sfsgcDOC4xuAeEBsIHBTAuOC4zyAcggAgA&sclient=gws-wiz-serp
* ปัจจัยด้านอากาศที่สำคัญต่อพืช :
อุณหภูมิอากาศ : มีผลโดยตรงต่อการสังเคราะห์แสงและการหายใจ
อากาศในดิน (ออกซิเจน) : รากพืชต้องการออกซิเจนเพื่อหายใจ ดังนั้นดินควรโปร่ง ร่วนซุย เพื่อให้มีช่องว่างอากาศ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ : พืชใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารและเจริญเติบโต
ความชื้นในอากาศ:
สูงเกินไป : เสี่ยงต่อโรคเชื้อราและแมลง
ต่ำเกินไป : พืชชะงักการเจริญเติบโต แห้งกรอบ
การจัดการอากาศให้เหมาะสม :
การระบายอากาศ : ในเรือนกระจกหรือพื้นที่ปิด ต้องมีการถ่ายเทอากาศเพื่อลดความชื้นสะสมและเพิ่ม
การปรับสภาพดิน : เพิ่มอินทรียวัตถุเพื่อให้ดินโปร่ง รากได้รับออกซิเจนเพียงพอ
การควบคุมอุณหภูมิ : ใช้วิธีพรางแสง (สแลน) ในวันแดดจัด หรือคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น
* เปลี่ยนอาหารคน เป็นอาหารพืช :
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%99+%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&rlz=1C1GCEA_enTH1067TH1067&oq=%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%99+%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&gs_lcrp=EgZjaHJvbWUyBggAEEUYOTIJCAEQIRgKGKABMgkIAhAhGAoYoAEyCQgDECEYChigAdIBCjIyODUxajBqMTWoAgCwAgA&sourceid=chrome&ie=UTF-8 [i] .....
* แนวทางการเปลี่ยนอาหารคนเป็นอาหารพืช :
ทำน้ำหมักชีวภาพ : นำเศษผักผลไม้ผสมกากน้ำตาลและจุลินทรีย์ (EM) หมักไว้ประมาณ 1-3 เดือน เพื่อใช้เป็นปุ๋ยน้ำรดพืช
ทำปุ๋ยหมัก (Compost) : นำเศษอาหารผสมกับใบไม้แห้งหรือเศษหญ้า สลับเป็นชั้นๆ และรดน้ำให้ความชื้น กองทิ้งไว้จนย่อยสลายเป็นดินปุ๋ย
ฝังกลบโดยตรง : ฝังเศษอาหารลงในดินบริเวณรอบทรงพุ่มของพืช (แต่ไม่ควรฝังใกล้รากแก้วเกินไป) เพื่อให้จุลินทรีย์ในดินย่อยสลายเป็นธาตุอาหาร
การนำเศษอาหารกลับมาใช้ใหม่ ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี
พืชอาหารสัตว์บกยอดนิยม (แบ่งตามประเภท) :
หญ้า (สด/หมัก/แห้ง) :
หญ้าเนเปียร์ : ผลผลิตสูง โตไว เหมาะทำอาหารหยาบ
หญ้าแพงโกล่า : คุณภาพดี เหมาะสำหรับทำหญ้าแห้ง
หญ้ารูซี่ : ทนทาน ปลูกง่าย เหมาะสำหรับเลี้ยงวัว
หญ้าหวานอิสราเอล: โปรตีนสูง สัตว์ชอบกิน
หญ้ากินนี และ หญ้าขน: เหมาะในพื้นที่ชื้นหรือลุ่ม
พืชตระกูลถั่ว (โปรตีนสูง) :
กระถิน : โปรตีนสูงมาก แต่ควรจำกัดปริมาณ
ถั่วคาวาลเคด : ปลูกง่าย ทนการแทะเล็ม
ถั่วบราซิล : นิยมปลูกคลุมดินและให้สัตว์แทะเล็ม
ธัญพืชและผลพลอยได้ (แหล่งพลังงาน) :
ข้าวโพด : ทั้งต้นและเมล็ด เป็นแหล่งพลังงานสำคัญ
กากถั่วเหลือง : แหล่งโปรตีนหลัก
รำละเอียด : พลังงานสูงสำหรับสัตว์เล็กและสัตว์ใหญ่
การเลือกพืชอาหารสัตว์ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์ (วัว, แพะ, แกะ, ไก่) และสภาพพื้นที่การปลูก
ปุ๋ยน้ำ
ปุ๋ยน้ำ คือธาตุอาหารพืชที่อยู่ในรูปสารละลาย พร้อมใช้งาน ละลายน้ำดี :
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3&rlz=1C1GCEA_enTH1067TH1067&oq=%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3&gs_lcrp=EgZjaHJvbWUyBggAEEUYOTIHCAEQABiABDIHCAIQABiABDIHCAMQABiABDIHCAQQABiABDIHCAUQABiABDIHCAYQABiABDIHCAcQABiABDIHCAgQABiABDIHCAkQABiABNIBCTkyNjBqMGoxNagCCLACAfEF1k-wg0hTkF4&sourceid=chrome&ie=UTF-8
* ข้อดีและข้อเสีย ของการใช้ปุ๋ยทางใบ (ปุ๋ยน้ำและปุ๋ยเกล็ด)
ประเภทและสูตรปุ๋ยน้ำที่นิยม :
สูตรเสมอ (บำรุงต้น) : 20-20-20, 21-21-21 หรือ 13-13-13 ใช้บำรุงทั่วไป ฟื้นฟูต้น
สูตรเร่งโต/ใบ : สูตรไนโตรเจนสูง เช่น 33-5-3, 35-4-4 หรือ ยูเรียน้ำ 46-0-
0
สูตรสะสมอาหาร/ดอกผล : สูตร PK สูง เช่น 8-24-24, 9-25-25, 0-25-30
ปุ๋ยธาตุอาหารรอง/เสริม : แคลเซียม-โบรอน (CA16%), แมกนีเซียม, เหล็ก (ช่วยลดการหลุดร่วง ขยายผล)
ปุ๋ยออร์แกนิค/ชีวภาพ : น้ำหมักมูลไส้เดือน, ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ (เร่งราก เร่งใบ)
* ข้อดีและข้อเสีย ของการใช้ปุ๋ยทางใบ (ปุ๋ยน้ำและปุ๋ยเกล็ด)
* ข้อดีและข้อเสีย ของการใช้ปุ๋ยทางใบ (ปุ๋ยน้ำและปุ๋ยเกล็ด)
* ข้อดีและข้อเสีย ของการใช้ปุ๋ยทางใบ (ปุ๋ยน้ำและปุ๋ยเกล็ด)
ข้อดีของปุ๋ยน้ำ :
ดูดซึมไว : พืชนำไปใช้ได้ทันที ทั้งทางใบและราก สม่ำเสมอกระจายตัวได้ทั่วถึง ลดปัญหารากไหม้
แก้ปัญหาเฉพาะหน้า : พืชฟื้นตัวเร็วจากอาการชะงักงันหรือขาดธาตุอาหาร
ใช้งานสะดวก : ผสมน้ำฉีดพ่น หรือใช้ร่วมกับระบบน้ำหยดได้
วิธีการใช้ :
เวลาที่เหมาะสม : ควรฉีดพ่นช่วงเช้า (06.00-09.00 น.) เป็นช่วงที่ปากใบพืชเปิดกว้างที่สุด
อัตราส่วน : ควรผสมตามคำแนะนำข้างขวดอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันใบไหม้
ความถี่ : โดยทั่วไปฉีดพ่นทุก 7-10 วัน
ข้อควรระวัง :
ราคาต่อหน่วยธาตุอาหารมักสูงกว่าปุ๋ยเม็ด
ควรเก็บในที่ร่ม ไม่โดนแสงแดดจัด
ข้อดีและข้อเสีย ของการใช้ปุ๋ยทางใบ :
ปุ๋ยเกล็ด คือปุ๋ยเคมีชนิดแข็งที่มีสภาพเป็นรูปผลึกของสารประกอบ ผลิตจากการนำแม่ปุ๋ยชนิดต่าง ๆ มาผสมกับให้ได้สูตรที่ต้องการเป็นปุ๋ย...
การให้ปุ๋ยในระบบน้ำ :
ข้อดีของระบบให้ปุ๋ยในระบบน้ำ เป็นการให้ปุ๋ยที่มีความสม่ำเสมอพร้อมกับน้ำในความเข้มข้นที่พอเหมาะลงบริเวณรากพืชหนาแน่นไม่ตื้น หรือ ...
ปุ๋ยเม็ด
* ปุ๋ยเม็ด เป็นปุ๋ยที่นิยมใช้ทั่วไป :
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94&rlz=1C1GCEA_enTH1067TH1067&oq=%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94&gs_lcrp=EgZjaHJvbWUyBggAEEUYOTIHCAEQABiABDIHCAIQABiABDIHCAMQABiABDIHCAQQABiABDIHCAUQABiABDIHCAYQABiABDIHCAcQABiABDIHCAgQABiABDIHCAkQABiABNIBCjE0NzgxajBqMTWoAgiwAgHxBZlRDxlq9fK98QWZUQ8ZavXyvQ&sourceid=chrome&ie=UTF-8
* ประเภทของปุ๋ยเม็ดที่นิยม :
ปุ๋ยเคมีเม็ด : ปั้นเม็ดให้มีธาตุอาหาร (N-P-K) เท่ากันทุกเม็ด เช่น ปุ๋ยตรามงกุฎ สูตร 16-16-16 หรือปุ๋ยยูเรียเม็ด
ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด : ผลิตจากขี้วัว มูลค้างคาว หรือวัสดุธรรมชาติ ช่วยปรับปรุงดิน ทำให้อุ้มน้ำได้ดี
* ข้อดีของปุ๋ยเม็ด :
ใช้งานสะดวก : หว่านได้ง่ายด้วยมือหรือเครื่องพ่น
ลดการสูญเสีย : ค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหาร ทำให้พืชดูดซึมได้ต่อเนื่อง
ธาตุอาหารครบ : ปุ๋ยปั้นเม็ดช่วยให้ธาตุอาหารกระจายเท่ากันทุกลูก
ปลอดภัย : เม็ดแกร่ง ไม่แตกหักง่ายระหว่างขนส่ง
* ข้อควรระวัง :
การใช้ปุ๋ยเคมีปริมาณมากเกินไปอาจทำให้ดินเค็มได้
การเลือกใช้ต้องสอดคล้องกับระยะการเติบโตของพืช
ปุ๋ยทางราก
* เป็นธาตุอาหารหลักที่พืชดูดซึมผ่านราก :
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81&rlz=1C1GCEA_enTH1067TH1067&oq=%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81&gs_lcrp=EgZjaHJvbWUyBggAEEUYOTIHCAEQABjvBTIHCAIQABjvBTIHCAMQABjvBTIHCAQQABjvBTIHCAUQABjvBdIBCTg1ODBqMGoxNagCCLACAfEFtjdreDksHR8&sourceid=chrome&ie=UTF-8
* ปุ๋ยและสารเร่งรากที่แนะนำ:
แคลเซียมไนเตรท 15-0-0 + CaO 26% : เน้นบำรุงรากให้แข็งแรงและหาอาหารได้ดี
สูตรเสมอ หรือ ปุ๋ยตัวหน้าสูง (N) เช่น 25-7-7 : ช่วยเร่งการเจริญเติบโตทั้งต้น ใบ และราก
สารฮิวมิค / น้ำยาเร่งราก B1 : ช่วยปรับปรุงสภาพดินและกระตุ้นการแตกรากฝอยใหม่
หลักการใส่ปุ๋ยทางรากให้ได้ผล :
ระยะเหมาะสม : ใส่ช่วงต้นเล็ก หรือช่วงเร่งการแตกกอ (1-2 เดือนแรก)
วิธีการ : โรยรอบทรงพุ่ม (บริเวณปลายรากจะหาอาหารได้ดี)
ความชื้น : ต้องมีความชื้นในดินเพียงพอเพื่อให้ปุ๋ยละลาย
ป้องกัน : อย่าใส่ชิดโคนต้น เพราะอาจทำให้รากไหม้และต้นตายได้
ปุ๋ยทางใบ
* คือธาตุอาหารชนิดเกล็ดหรือน้ำ ละลายน้ำ ฉีดพ่นทางใบ ให้พืชดูดซึมไปใช้ได้ทันที :
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9A&rlz=1C1GCEA_enTH1067TH1067&oq=%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9A&gs_lcrp=EgZjaHJvbWUyBggAEEUYOTIHCAEQABiABDIHCAIQABiABDIHCAMQABiABDIHCAQQABiABDIHCAUQABiABDIHCAYQABiABDIHCAcQABiABDIHCAgQABiABDIHCAkQABiABNIBCTgxNzRqMGoxNagCCLACAfEFE5TmC1LVA43xBROU5gtS1QON&sourceid=chrome&ie=UTF-8
* คุณสมบัติและประเภทของปุ๋ยทางใบ :
ปุ๋ยเกล็ด : เป็นผลึกละลายน้ำได้ดี มีความเข้มข้นสูง
ปุ๋ยน้ำ : สะดวกในการผสมและใช้งานได้ทันที
คุณสมบัติที่ดี : ควรมีธาตุอาหารหลักรวมกันไม่น้อยกว่า 30-60% และมีจุลธาตุผสม
* การเลือกใช้ปุ๋ยทางใบตามความต้องการ :
เร่งการเจริญเติบโต (ต้น/ใบ) : ใช้สูตรตัวหน้าสูง เช่น
บำรุงดอกและผล : ใช้สูตรตัวกลาง-ท้ายสูง เช่น
สะสมอาหาร/เร่งลงหัว : ใช้สูตรโพแทสเซียมสูง เช่น
* ข้อควรระวังในการใช้งาน :
เวลาฉีด : ควรฉีดช่วงเช้าที่มีแสงแดดอ่อนๆ หลีกเลี่ยงช่วงแดดจัดปากใบปิด
ความเข้มข้น : หากผสมเข้มข้นเกินไปจะทำให้ใบไหม้
สภาพดิน : ไม่ควรฉีดพ่นในขณะที่ดินแห้งสนิท
การเก็บรักษา : ปุ๋ยเกล็ดมักชื้นง่าย ควรปิดภาชนะให้มิดชิด
.
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 26/03/2026 7:58 am, แก้ไขทั้งหมด 9 ครั้ง |
|