-
++kasetloongkim.com++ Forums-viewtopic-* สมุนไพร สูตรสั่งตัด
หน้าแรก สมัครสมาชิก กระดานข่าว ดาวน์โหลด ติดต่อ
MySite.com :: ดูกระทู้ - * สมุนไพร สูตรสั่งตัด
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 

* สมุนไพร สูตรสั่งตัด

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
kimzagass
หาวด้า
หาวด้า


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 11569

ตอบตอบ: 05/06/2023 11:41 am    ชื่อกระทู้: * สมุนไพร สูตรสั่งตัด ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

.
.
สมุนไพรสูตรสั่งตัด :

การวิจัยและพัฒนาสารสกัดธรรมชาติทดแทนสารเคมี ฉบับสมบูรณ์
http://research.rmu.ac.th/rdi-mis//upload/fullreport/1631608524.pdf


Search Result of "แมลงศัตรูพืช"
https://research.ku.ac.th/forest/Search.aspx?keyword=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%8
7%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B
8%B9%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A


สารพัดวิธีกำจัดแมลง
https://alro.go.th/uploads/org/research_plan/download/article/article_20161101101331.pdf

........................................................................................................................

หลากหลายสูตรการหมักสมุนไพร
สูตรเฉพาะ :

หมายถึง การเลือกใช้พืชสมุนไพรเพียง 1 อย่าง ที่มีสารออกฤทธิ์ตรงกับชนิดของแมลงโดยเฉพาะ หรือตรงกับชนิดของหนอนโดยเฉพาะ หรือตรงกับชนิดของโรคโดยเฉพาะ นำมาสกัดตามแบบภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยแยกพืชสมุนไพรแต่ละชนิด ไม่ปะปนกัน เช่น
ถัง-1 สกัด "สะเดา" อย่างเดียวเพื่อใช้กำจัดหนอน
ถัง-2 สกัด "ขมิ้นชัน" อย่างเดียวเพื่อใช้กำจัดเพลี้ย ไร
ถัง-3 สกัด "มังคุด" อย่างเดียวเพื่อใช้กำจัดรา แบคทีเรีย
เมื่อสกัดพืชสมุนไพรตัวใดก็จะได้เฉพาะสารออกฤทธิ์จากพืชสมุนไพรตัวนั้นเท่านั้น เป็นสารออกฤทธิ์ที่ตรงกับชนิดของศัตรูพืช และมีความเข้มข้นมากที่สุด สูตรนี้เหมาะสำหรับการกำจัดและทำลายโดยตรง.....เรียกว่า "สูตรตัวต่อตัว"

สูตรรวมมิตร :
หมายถึง การเลือกพืชสมุนไพร 2-5 ชนิด ที่มีสารออกฤทธิ์ตรงกับหนอนเหมือนๆกัน หรือตรงกับแมลงเหมือนๆกัน หรือตรงกับโรคเหมือนๆกัน นำมาสกัดเอาสารออกฤทธิ์ตามแบบภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยแยกสกัดพืชสมุนไพรแต่ละชนิดไม่ปะปนกัน เช่น
ถัง-1 สกัดว่านน้ำ ตะบูน กระเทียม ร่วมกันเพื่อใช้กำจัดเชื้อรา
ถัง-2 สกัดใบน้อยหน่า สะเดา หางไหล ร่วมกันเพื่อใช้กำจัดแมลง
ถัง-3 สกัดฝักคูน แมงลักคา โหระพา ร่วมกันเพื่อใช้กำจัดไข่แม่ผีเสื้อ
แบบนี้จะทำให้ได้สารออกฤทธิ์จากพืชสมุนไพรหลายชนิดที่ตรงกับโรคและแมลงศัตรูพืชเพียงตัวเดียว ส่งผลให้ได้ประสิทธิ์ภาพสูง สูตรนี้ใช้ได้ทั้งป้องกันและกำจัด .....เรียกว่าสูตร "ตัวต่อตัวมีรุม"

สูตรรวมมิตรแบบผสม :
หมายถึง การเลือก........
- ใช้พืชสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์กำจัดหนอนโดยตรง 3-5 ชนิด
- ใช้พืชสมุนไพรประเภทที่มีสารออกฤทธิ์กำจัดแมลงโดยตรง 3-5 ชนิด
- ใช้พืชสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์กำจัดรา แบคทีเรีย ไวรัส โดยตรง 3-5 ชนิด
นำพืชสมุนไพรทั้ง 3 ประเภท มาสกัดรวมกันตามแบบภูมิปัญญาพื้นบ้าน ในถังเดียวกัน พร้อมๆกัน และด้วยวิธีการเดียวกันแบบนี้จะทำให้ได้สารออกฤทธิ์จากพืชสมุนไพรทุกตัวที่สามารถป้องกันกำจัดหนอน แมลง และโรค ได้ในครั้งเดียวกันซึ่งเหมาะสำหรับการใช้เพื่อป้องกันมากกว่าเพื่อกำจัด เรียกว่า "สูตรตะลุมบอน"

สูตรข้างทาง :
หมายถึง การเลือกพืชทั้งที่กินได้ และวัชพืช ที่ขึ้นตามพื้นที่ทั่วไป เช่น ข้างถนน ในสวน ในป่า ชายน้ำ บนภูเขา ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวตามธรรมชาติ เช่น กลิ่นฉุน/เหม็น รสฝาด/ขม/เผ็ด/ร้อน มียางมากอวบน้ำ ไม่มีโรค หนอนและแมลงรบกวน ซึ่งแสดงว่าในพืชนั้นมีสารออกฤทธิ์บางอย่างที่คุ้มครองตัวมันเองได้ เมื่อนำพืชที่มีคุณสมบัติดังกล่าวมาสกัดตามแบบภูมิปัญญาพื้นบ้านก็จะได้สารออกฤทธิ์นั้นในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ เรียกว่า "สูตรเหมาจ่าย"
หมายเหตุ :
- มีพืชสมุนไพรเพียงจำนวนน้อย ที่ผ่านงานวิจัยโดยนักวิชาการ และผ่านการรับรองทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้ว ในขณะที่ยังมีพืชสมุนไพรอีกจำนวนมากที่ยังไม่ผ่านงานวิจัย และยังไม่มีการรับรองใด แต่ก็ยังมีการใช้และยินยอมให้ใช้ได้โดยผ่านกรรมวิธีแบบภูมิปัญญาพื้นบ้าน

- เกษตรกรทั่วโลกรู้จักและเคยใช้สารออกฤทธิ์จากพืชสมุนไพรทดแทนสารเคมี ทั้งในการป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืชและในกิจกรรมเพื่อการดำรงชีวิตอื่นๆมานานแล้ว และวันนี้สารออกฤทธิ์จากพืชสมุนไพรกำลังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

- มร.สตอลล์ แกสบี้.นักวิชาการเยอรมัน ร่วมกับ ศ.ดร.ขวัญชัย สมบัติสิริ ศึกษาวิจัยสะเดา และพืชสมุนไพรอื่นๆ อีกกว่า 30 ชนิดในประเทศไทยจนประสบความสำเร็จ ข้อมูลเรื่องนี้รัฐบาลเยอรมันได้ตีพิมพ์เป็นภาษาต่างๆทั่วโลก 14 ภาษา ยกเว้นภาษาไทยเพราะเห็นว่าประเทศไทยมีนักวิจัยร่วมอยู่ด้วยแล้ว

- เมื่อราว 3-5 ปีที่แล้ว เยอรมันได้สั่งนำเข้า หนอนตายหยากจากไทย. สะเดาจากอินเดีย. หางไหลจากอินโดเนเซีย. นำไปสกัดเอาสารออกฤทธิ์ด้วยเทคโนโลยีสูง จนสามารถ Q.C. คุณภาพ และปริมาณของสารออกฤทธิ์ได้ตามต้องการ

วิธีสกัดพืชสมุนไพรแบบภูมิปัญญาพื้นบ้าน :
1. หมักน้ำเปล่า :
วัสดุส่วนผสมและวิธีทำ :

เลือกพืชสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ สภาพสดหรือแห้ง ส่วนที่มีสารออกฤทธิ์มากที่สุด อายุและสภาพแวดล้อม ตามต้องการหรือตามหลักวิชาการ สับเล็กหรือบดละเอียดปริมาณ 1-2 กก. น้ำที่ออกมาอย่าทิ้งใส่ลงในถังพลาสติก เติมน้ำเปล่า 10-20 ล. คนให้เข้ากันดี

ทิ้งไว้ 24-48 ชม. ระหว่างนี้ให้คน 2-3 รอบ ครบกำหนด 24-48 ชม. ก็จะได้สารสกัดสมุนไพรเข้มข้น พร้อมใช้งาน

หมักต่อไป 15-20 วัน หรือเมื่อเห็นว่าพืชสมุนไพรเปื่อยยุ่ย นอนก้นถังดี ให้กรองเอากากออก เก็บน้ำใสไว้ใช้งานจะดีมาก กากก้นถังที่ได้นำไปตากแห้ง เก็บไว้ใช้รองก้นหลุมปลูก หรือโรยหน้าดิน ช่วยป้องกันแมลงในดินได้เป็นอย่างดี

สูตรนี้ไม่แนะนำให้เก็บไว้นานเพราะจะเน่าหรือบูด กรณีพืชสมุนไพรประเภทหัว ซึ่งมีแป้งเป็นส่วนผสมหลักจะบูดเน่าเร็วกว่าสมุนไพรประเภทใบ/ดอก/ผล ดังนั้นจึงควรทำครั้งละเพียงพอต่อการใช้ 1 ครั้ง แต่หากต้องการเก็บนานให้เติมเหล้าขาวหรือแอลกอฮอร์ อัตรา 1 ล.ต่อน้ำสกัด 10 ล. แอลกอฮอร์จะช่วยแก้อาการบูดเน่าได้

2. สูตรหมักเหล้าขาวหรือแอลกอฮอร์ :
วัสดุส่วนผสมและวิธีทำ :

เลือกพืชสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ สภาพสดหรือแห้ง ส่วนที่มีสารออกฤทธิ์มากที่สุด อายุและสภาพแวดล้อม ตามต้องการหรือตามหลักวิชาการ สับเล็กหรือบดละเอียดปริมาณ 1-2 กก. น้ำที่ออกมาอย่าทิ้ง ใส่ลงในถังพลาสติก เติมเหล้าขาวหรือแอลกอฮอร์ (อย่างใดอย่างหนึ่ง)1-2 ล. เติมน้ำส้มชายชู 1 ล. อัตราเหล้าขาวหรือแอลกอฮอร์กับน้ำส้มสายชูให้ได้พอท่วมสมุนไพร ถ้าไม่ท่วมให้เติมน้ำเปล่าเพิ่มจนกระทั่งพอท่วม คนเคล้าให้เข้ากันดี ทิ้งไว้ 24-48 ชม.ระหว่างนี้ให้คน 2-3 รอบ เพื่อให้แอลกอฮอร์กับน้ำส้มสายชูจะสกัดเอาสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรออกมา ครบกำหนด 24-48 ชม.แล้วให้เติมน้ำเปล่า 10-20 ล.ก็จะได้สารสกัดสมุนไพรเข้มข้น พร้อมใช้งาน

หมักต่อไป 15-20 วัน หรือเมื่อเห็นว่าพืชสมุนไพรเปื่อยยุ่ย นอนก้นถังดี ให้กรองเอากากออก เก็บน้ำใสไว้ใช้งานจะดีมาก กากก้นถังที่ได้นำไปตากแห้ง เก็บไว้ใช้รองก้นหลุมปลูกหรือโรยหน้าดิน ช่วยป้องกันแมลงในดินได้เป็นอย่างดี

3. สูตรแช่น้ำร้อน :
วัสดุส่วนผสมและวิธีทำ :

เลือกพืชสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ สภาพสดหรือแห้ง ส่วนที่มีสารออกฤทธิ์มากที่สุด อายุและสภาพแวดล้อม ตามต้องการหรือตามหลักวิชาการ สับเล็กหรือบดละเอียดปริมาณ 1-2 กก. น้ำที่ออกมาอย่าทิ้ง ใส่ลงในถังพลาสติกที่มีน้ำต้มเดือดแล้ว 10-20 ล. คนให้เข้ากันดี ทิ้งไว้ 24-48 ชม. ระหว่างนี้ให้คน 2-3 รอบ ครบกำหนด 24-48 ชม. ก็จะได้สารสกัดสมุนไพรเข้มข้น พร้อมใช้งาน

หมักต่อไป 15-20 วัน หรือเมื่อเห็นว่าพืชสมุนไพรเปื่อยยุ่ย นอนก้นถังดี ให้กรองเอากากออก เก็บน้ำใสไว้ใช้งานจะดีมาก กากก้นถังที่ได้นำไปตากแห้ง เก็บไว้ใช้รองก้นหลุมปลูกหรือโรยหน้าดิน ช่วยป้องกันแมลงในดินได้เป็นอย่างดี

สูตรนี้ไม่แนะนำให้เก็บไว้นานเพราะจะเน่าหรือบูด กรณีพืชสมุนไพรประเภทหัว ซึ่งมีแป้งเป็นส่วนผสมหลักจะบูดเน่าเร็วกว่าสมุนไพรประเภทใบ/ดอก/ผล ดังนั้นจึงควรทำครั้งละเพียงพอต่อการใช้ 1 ครั้ง แต่หากต้องการเก็บนานให้เติมเหล้าขาวหรือแอลกอฮอร์ อัตรา 1 ล.ต่อน้ำสกัด 10 ล. แอลกอฮอร์จะช่วยแก้อาการบูดเน่าได้

4. สูตรต้มพอร้อน :
วัสดุส่วนผสม :

เลือกพืชสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ สภาพสดหรือแห้ง ส่วนที่มีสารออกฤทธิ์มากที่สุด อายุและสภาพแวดล้อม ตามต้องการหรือตามหลักวิชาการ สับเล็กหรือบดละเอียดปริมาณ 1-2 กก.น้ำที่ออกมาอย่าทิ้ง ใส่ลงในถังโลหะ (ปี๊บ)ที่มีน้ำ 10-20 ล. คนให้เข้ากันดี ยกขึ้นตั้งไฟ ต้มพอเดือด เสร็จแล้วยกลงปล่อยให้เย็น ก็จะได้สารสกัดสมุนไพรเข้มข้น พร้อมใช้งาน

เมื่อน้ำต้มเย็นลงแล้วให้กรองเอากากออก เก็บน้ำใสไว้ใช้งาน กากก้นถังที่ได้นำไปตากแห้ง เก็บไว้ใช้รองก้นหลุมปลูก หรือโรยหน้าดิน ช่วยป้องกันแมลงในดินได้เป็นอย่างดี

สูตรนี้ไม่แนะนำให้เก็บไว้นานเพราะจะเน่าหรือบูด กรณีพืชสมุนไพรประเภทหัว ซึ่งมีแป้งเป็นส่วนผสมหลักจะบูดเน่าเร็วกว่าสมุนไพรประเภทใบ/ดอก/ผล ดังนั้นจึงควรทำครั้งละเพียงพอต่อการใช้ 1 ครั้ง แต่หากต้องการเก็บนานให้เติมเหล้าขาวหรือแอลกอฮอร์ อัตรา 1 ล.ต่อน้ำสกัด 10 ล. แอลกอฮอร์จะช่วยแก้อาการบูดเน่าได้

5. สูตรต้มเคี่ยว
วัสดุส่วนผสมและวิธีทำ :

เลือกพืชสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ สภาพสดหรือแห้ง ส่วนที่มีสารออกฤทธิ์มากที่สุด อายุและสภาพแวดล้อม ตามต้องการหรือตามหลักวิชาการ สับเล็กหรือบดละเอียดปริมาณ 1-2 กก. น้ำที่ออกมาอย่าทิ้ง ใส่ลงในถังโลหะ (ปี๊บ)ที่มีน้ำ 10-20 ล. ยกขึ้นตั้งไฟ

ต้มครั้งที่ 1 ให้เดือดจัด เสร็จแล้วใช้ตะแกงกรองเอาสมุนไพรที่ต้มแล้วออกทิ้งไป ใส่สมุนไพรตัวเดิม ปริมาณเท่าเดิมลงไปแทน เตรียมต้มรอบ 2

ต้มครั้งที่ 2 เดือดจัดแล้วใช้ตะแกงกรองเอาสมุนไพรที่ต้มแล้วออกทิ้งไป ใส่สมุนไพรตัวเดิม ปริมาณเท่าเดิมลงไป เตรียมต้มรอบ 3

ต้มครั้งที่ 3 เดือดจัดแล้วใช้ตะแกงกรองเอาสมุนไพรที่ต้มแล้วออกทิ้งไป ใส่สมุนไพรตัวเดิม ปริมาณเท่าเดิมลงไปแทน แล้วต้มจนเดือดจัดเป็นครั้งสุดท้าย เสร็จแล้วยกลง ปล่อยให้เย็น แล้วให้กรองเอากากออกก็จะได้หัวเชื้อน้ำต้มสมุนไพรเข้มข้นพร้อมใช้งาน

กากก้นถังที่ได้นำไปตากแห้ง เก็บไว้ใช้รองก้นหลุมปลูก หรือโรยหน้าดิน ช่วยป้องกันแมลงในดินได้เป็นอย่างดี

สูตรนี้ไม่แนะนำให้เก็บไว้นานเพราะจะเน่าหรือบูด กรณีพืชสมุนไพรประเภทหัว ซึ่งมีแป้งเป็นส่วนผสมหลัก จะบูดเน่าเร็วกว่าสมุนไพรประเภทใบ/ดอก/ผล ดังนั้นจึงควรทำครั้งละเพียงพอต่อการใช้ 1 ครั้ง แต่หากต้องการเก็บนานให้เติมเหล้าขาวหรือแอลกอฮอร์ อัตรา 1 ล.ต่อน้ำสกัด 10 ล. แอลกอฮอร์จะช่วยแก้อาการบูดเน่าได้
หมายเหตุ :
สูตรต้มเคี่ยวทำได้ 2 แบบ คือ
แบบที่ 1.
ต้มเคี่ยวครบ 3 รอบแล้วกรองเอากากออกได้น้ำใสเท่าไรก็ได้เท่านั้น ใช้งานได้เลย ความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์มีเท่าไรก็มีเท่านั้น

แบบที่ 2. ต้มเคี่ยวครบ 3 รอบ กรองเอากากออกจนได้น้ำใสแล้ว ให้ต้มเคี่ยวต่อโดยไม่ต้องเติมพืชสมุนไพรอีก ต้มเคี่ยวจนกระทั่งน้ำระเหยไปไอหายไป เหลือ 1 ใน 4 ของครั้งแรก เสร็จแล้วปล่อยทิ้งให้เย็น ความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์จะแรงขึ้น

6. สูตรกลั่น
ถังกลั่น :

- เป็นถังโลหะทรงสูง
- ใส่น้ำเปล่าก้นถัง ปริมาณตามความเหมาะเมื่อเทียบกับปริมาณของพืชสมุนไพรที่จะกลั่น ไม่ควรเกิน 1 ใน 4 ของความสูงถัง

- มีตะแกงติดในถัง ณ ระดับความสูง 3 ใน 4 จากก้นถังของความสูงถัง
- มีฝาปิดสนิทป้องกันไอระเหยออกได้
- ที่ฝาปิดมีท่อให้ไอระเหยผ่านไปสูงระบบควบเย็นได้สะดวก
- ท่อนี้จะผ่านระบบควบเย็น ส่วนปลายดัดแปลงให้แทงเข้าไปในถังกลั่น เพื่อให้ไอระเหยที่ถูกควบเย็นจนกลายเป็นน้ำแล้วกลับเข้าไปกลั่นซ้ำในถังอีกครั้ง
ส่วนผสมและวิธีทำ :
เลือกพืชสมุนไพรประเภทสกัดด้วยวิธีกลั่นโดยเฉพาะ มีสารออกฤทธิ์ตรงกับชนิดศัตรูพืช สดหรือแห้ง สับเล็กหรือบดละเอียด การกลั่นทำได้ 2 แบบ

แบบที่ 1 กลั่นแบบต้มเหล้าป่า (ชาวบ้านแอบทำ /เหล้าเถื่อน)หรือเหล้าขาว (รัฐบาลทำ)การกลั่นแบบนี้ต้องอาศัยความร้อนสูง น้ำที่ต้มเพื่อเอาไอระเหยต้องเดือดจัด 100 องศาเซลเซียส ทำให้ได้ "น้ำ + สารออกฤทธิ์" ซึ่งจะมีน้ำ 70 เปอร์เซ็นต์ สารออกฤทธิ์ 30 เปอร์เซ็นต์ ถ้าน้ำที่ต้มเพื่อเอาไอระเหยร้อน 60-70 องศาเซลเซียส จะทำได้เปอร์เซ็นต์ของสารออกฤทธิ์สูงขึ้น อัตราส่วน น้ำ 30 เปอร์เซ็นต์ สารออกฤทธิ์ 70 เปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากความร้อนเพียงเท่านี้ไอน้ำจะไม่พุ่งออกมาสู่ระบบควบเย็นได้ แก้ไขโดยการใช้ตัวดูดไอระเหย (แว็คกั้ม)....... สารออกที่ได้ใช้งานได้เลย หากต้องการเก็บนานให้เติมแอลกอฮอร์ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำกลั่นสารออกฤทธิ์

แบบที่ 2 กลั่นซ้ำ เป็นการกลั่นแบบให้ความร้อนสูงเดือดจัด ไอระเหยที่ถูกควบเย็นแล้วผ่านท่อที่ดัดแปลงเป็นการเฉพาะไหลกลับเข้าไปในหม้อกลั่นอย่างเดิมรวมกับน้ำก้นถังกลั่นอีกครั้ง แล้วถูกต้มกลายเป็นไอระเหยสูงขึ้นสู่ระบบควบเย็นซ้ำโดยอัตโนมัติ น้ำจะถูกกลั่นเป็นไอน้ำ ถูกควบเย็นเป็นน้ำไหลกลับเข้าถังกลั่น หมุนเวียนซ้ำอย่างนี้จนเป็นที่พอใจ น้ำก้นถังกลั่น คือ น้ำกลั่นสารออกฤทธิ์ มีน้ำกับสารออกฤทธิ์ 1 : 1 ใช้งานได้เลย

แบบที่ 3 กลั่นด้วยเครื่องกลั่นเฉพาะแบบ "แยกน้ำ-แยกน้ำมัน" น้ำมันที่ได้เป็นสารออกฤทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีน้ำปน สารออกฤทธิ์ที่ได้ใช้งานได้เลย และสามารถเก็บนานได้โดยไม่ต้องเติมแอลกอฮอร์

ประสบการณ์ตรงที่ไร่กล้อมแกล้ม
สูตรข้างทางต้มพอเดือด

เลือกเก็บพืชสมุนไพรที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ สภาพสดใหม่ สมบูรณ์ มีงานวิจับรองรับ ในพื้นที่ทั่วๆไป เช่น

เก็บจากข้างถนน :
สาบเสือ. สบู่ต้น. แมงลักคา. สะเดา. ผกากรองป่า. ว่านน้ำ. กะเพราผี. ฝักคูน. ชุมเห็ด.

เก็บจากหลังบ้าน-หน้าบ้าน-ในครัว :
ตะไคร้. ขิง. ข่า. ขมิ้น. พริก. พริกไทย. ดีปลี. กระชาย. กะเพรา. โหระพา. แมงลัก. สะระแหน่.

เก็บในสวนตัวเอง-สวนเพื่อนบ้าน :
ใบน้อยหน่า. บอระเพ็ด. ฟ้าทะลายโจร. ลูกใต้ใบ. ใบฝรั่ง. เสลดพังพอน.

เก็บมาอย่างละกำมือใหญ่ๆ ปริมาณเท่าๆ กัน ทุกอย่างสดใหม่ อัดลงปี๊บได้ประมาณ 3 ใน 4 ของความจุ ใส่น้ำให้เต็มปี๊บ ยกขึ้นตั้งไฟ เร่งไฟอ่อนๆ (เร่งมากเปลืองแก๊ส) ระหว่างต้มคนพอเป็นพิธี ต้มพอเดือดปุดๆ เสร็จแล้วดับไฟ ยกลง ทิ้งให้เย็น.......เย็นแล้วกรองกากออกเอาไปใส่โคนไม้ เท่านี้ก็ได้สารสกัดสมุนไพรสูตรข้างทาง เป็นสารสกัด "เข้มข้น" พร้อมใช้งาน......ถ้าจะใช้เลย ให้เจือจางกับน้ำเปล่า 3-4 เท่า

ถ้าต้องการเก็บนาน ให้เติมแอลกอฮอร์ 1-2 ส่วนต่อน้ำต้มสมุนไพร 10 ส่วนและเติมน้ำส้มสายชู 1-2 ส่วนต่อแอลกอฮอร์ 10 ส่วน.....อัตราใช้ 20-50 ซีซี./น้ำ 20 ล.

หมายเหตุ :
- เลือกพืชสมุนไพรอะไรก็ได้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว เผ็ด/ร้อนจัด. ขมจัด. ฝาดจัด. มีฤทธิ์เบื่อเมา.

- น้ำพริกแกงเผ็ดซึ่งมี พริก. มะกรูด. ตะไคร้. สามารถพัฒนาให้เป็นสารสกัดสมุนไพรได้ โดยเติมเพิ่ม ข่า. ขิง. ขมิ้น. ไพล. ฯลฯ

- พืชปลูกบางชนิดเมื่อสัมผัสกับแอลกอฮอร์แล้วเกิดอาการใบกร้าน ให้เลิกใช้แอลกอฮอร์แล้วใช้เหล้าขาวแทน

- ปุ๋ยทางใบที่มีกากน้ำตาล. หรือกลูโคส.เป็นส่วนผสม เนื่องจากความหวานของสารดังกล่าวอาจจะเป็นตัวเรียกเชื้อราเข้ามาได้ แก้ไขโดย ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบช่วงกลางวัน แล้วฉีดพ่นสารสกัดสมุนไพรกำจัดเชื้อราในช่วงเย็นหรือค่ำของวันเดียวกัน

http://www.kasetloongkim.com/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=2439

****************************************************************
****************************************************************


เล่าสู่ฟัง เรื่องยาฆ่าแมลง :
http://kasetloongkim.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=6822&sid=aa9e12b421eda41e455f59373e38c2a2



จาก : 08 418x 361x
ข้อความ : ขอข้อมูลสารสกัดสมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ราชการส่งเสริม เอาไปเขียนรายงานค่ะ ขอบคุณอย่างสูงค่ะ

จาก : 09 261x 791x
ข้อความ : สู้กับศัตรูพืช รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง สมุนไพรอะไรมีสารออกฤทธิ์ตามสายพันธุ์ อย่างไหน สู้แมลง สู้หนอน สู้โรค

จาก : 09 449x 618x
ข้อความ : ข่าว ทีวี ประเทศไทย ติดกับดักรายได้ต่ำ รายได้ปานกลาง เพราะ ผู้บริหาร ประชาชน ปฏิเสธ เทคนิค เทคโน นวัตกรรม วันนี้ภาคเกษตรยึดติด ทำด้วยมือ ทำตามกัน ภูมิปัญญาพื้นบ้าน


MOTIVATION

คนเรียนสูงระดับปริญญาเอกแต่ไม่ได้เรียนสาขาเกษตรจึงไม่มีความรู้เรื่องเกษตร เป็นธรรมดา ฉันใด คนที่เรียนมาน้อย ที่เรียนก็ไม่ได้เรียนสาขาเกษตรซะอีก จึงไม่มีความรู้เรื่องเกษตรก็เป็นเรื่องธรรมดา ฉันนั้น ....

คนที่เรียนในโรงเรียน มหาลัย สถานศึกษา มีครูผู้สอนพูดอยู่หน้าห้องเรียน คนเรียนจึงมีความรู้ แต่คนที่ไม่ได้เรียนในสถานศึกษา ไม่มีครูมาพูดให้ฟัง แต่อ่านหนังสือเอง อ่านที่บ้าน อ่านในแปลงเกษตร อ่านไปดูของจริงไป ก็สามารถมีความรู้ได้เช่นกัน

มีหนังสือไว้ในบ้านเหมือนเป็น เอกสาร/ตำรา/คัมภีร์/มรดก ใช้ได้ตลอดชีวิต ถ่ายทอดให้ลูกหลานเหลนโหลน อ่านในบ้าน อ่านในแปลงไต้ต้นไม้ อ่านไปดูไป เชื่อเถอะ รุ่นเดียวรอบเดียว ก็เก่งได้

ในโลกนี้ อาชีพที่มนุษย์ทำมี 2 อย่าง คือทำ “ของกิน (เกษตรกรรม)” กับทำ “ของใช้ (อุตสาหกรรม)” ประเทศที่ทำของใช้ทำของกินไม่ได้ เพราะพื้นที่ทำของกินไม่ได้ แต่ประเทศที่ทำของกิน ทำของใช้ได้ ทำของกินได้ เพราะพื้นที่ไม่จำกัด ในเมื่อประเทศทำของใช้ต้องกินจึงต้องขายสิ่งที่ทำคือของใช้แล้วเอาเงินมาซื้อของกิน

สัจจะธรรมโลกในเมื่อประเทศไทยทำได้ทั้งของกิน/ของใช้จึงน่าจะทำทั้งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม นั่นคือ “เกษตรอุตสาหกรรม” โดยนำผลผลิตทางเกษตรกรรมมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้ครบวงจร ต้นน้ำ/กลางน้ำ/ปลายน้ำ ทำให้ได้ เกรด เอ. ปลอดสารเคมี/ฯลฯ


รวมผลงานวิจัยสารสมุนไพรฯ
สารสมุนไพรป้องกันกำจัด โรคพืช แมลงศัตรูพืช.... โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ http://www3.oae.go.th/rdpcc/images/filesdownload/km/Knowledge/productions/9.pdf

พืชสมุนไพรไล่แมลง แทนสารเคมีสังเคราะห์...อ.แสงเดือน อินชนบท สำนักฟาร์ม ม.แม่โจ้
https://www.technologychaoban.com/bullet-news-today/article_87501

การกำจัดศัตรูพืชด้วยสมนุไพร .... กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
http://www.ldd.go.th/menu_Dataonline/G1/G1_30.pdf

การใช้สมุนไพรป้องกันและกำจัดศัตรูพืช .... สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จ.เชียงใหม่
http://www.ndoae.doae.go.th/article2010/2011004.html

สมุนไพรไล่แมลง สูตรร้อนแรง ... อ.เกศศิรินทร์ แสงมณี สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ ม.ราชภัฏพระนคร
https://www.baanlaesuan.com/150794/garden-farm/herbal-insect-repellent-2

ควบคุมศัตรูพืชด้วยสารธรรมชาติ .... กรมวิชาการเกษตร
http://www.doa.go.th/pibai/pibai/n9/v-8-sep/cheaksong.pdf

สมุนไพรไล่แมลงแทนสารเคมี (ตอน 2)...สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร ม.แม่โจ้
http://researchex.rae.mju.ac.th/agikl/index.php/knowledge/37-organic/165-

งานวิจัยฯ .... ม.เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
http://rdi.rmutsv.ac.th/rmutsvrj/download/year6-issue1-2557/p_39.pdf

การใช้สมุนไพรป้องกันและกำจัดศัตรูพืช..... กรมวิชาการเกษตร http://www.pmc03.doae.go.th/webpage/research/researchsamunphai.pdf

สมุนไพร : เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง .... วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชรhttp://www.kpcat.ac.th/BWLFSD/document/07102556.pdf

การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดเชียงใหม่ .... สมุนไพรกำจัดศัตรูพืช http://lpsci.nfe.go.th/lpsci/attachments/184_bb11.pdf

คลื่นวิทยุลดความชื้นในข้าวและกำจัดแมลง .... คณะเกษตรศาสตร์ ม.เชียงใหม่ https://www.voicetv.co.th/read/76546

นี่คือส่วนหนึ่งของตัวอย่าง หน่วยราชการ/นักวิชาการ/นักวิจัย ที่มี ข้อมูล/ประสบการณ์ตรง เรื่องสารสมุนไพร ป้องกัน/กำจัดศัตรูพืช ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ส่วนราชการต้นสังกัดของ นักวิชาการ/นักวิจัย เหล่านี้ทำไมจึงไม่นำเสนอให้รัฐบาลได้รับรู้ กับให้สงสัยอย่างมากๆ (เน้นย้ำ...มากๆ) คือ ....

** เกษตรกร (ตัวจริง) ที่ใช้สารธรรมชาติ (สารสมุนไพร) แทนสารเคมีแล้วได้ผล ทำไมจึงไม่พูดเรื่องนี้...
** รายการ ทีวี. พบเกษตรกรใช้สารธรรมชาติกำจัดศัตรูพืช แล้วทำไมไม่ทำข่าวเจาะลึกเรื่องสารธรรมชาตินั้น ....

คนที่ อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย อาฟริกา ทั่วโลก รังเกียจสารเคมียาฆ่าแมลงกันทั้งนั้น ถ้าวันนี้มีอะไรที่ไม่เป็นพิษมาใช้แทนสารเคมียาฆ่าแมลงได้ เชื่อว่าผู้คนประเทศเหล่านี้ยินดีต้อนรับกันทั้งนั้น

ในโลกนี้โซนภูมิศาสตร์ที่มีการเจริญเติบโตของชีวภาพมากที่สุด คือ โซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และศูนย์กลาง คือ พม่า ไทย ลาว เขมร เวียด นาม มาเลเซีย สิงค์โปร์ อินโดเนเซีย และศูนย์ของศูนย์กลางจริงๆ คือ “ไทย THAILAND” นี่แหละ ....

วันนี้ หรืออนาคตอันใกล้ ถ้า พม่า ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย สิงค์โปร์ อินโดเนเซีย ประ เทศใดประเทศหนึ่ง ผลิตสารสมุนไพรเพื่อการเกษตร ครอบคลุมทั้งพืชและสัตว์ ทั้งสัตว์และสัตว์ป่า ทั้งผลผลิตสดและผลผลิตแปรรูป ออกขาย จำหน่ายทั่วโลกได้ รูปแบบการเกษตรจะเปลี่ยน ไปทางไหน ....

ในเมื่อพืชสมุนไพรไม่อาจปลูกได้ใน อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย อาฟริกา แต่เขาจำเป็นต้องใช้ หรือต้องบริโภคผลิตภัณฑ์จากการเกษตร เขาก็ต้อง WELCOME ต่อสารสมุนไพรแน่นอน

สังคมไทย รวมไปถึงสังคมโลกวันนี้ ยาสมุนไพรสำหรับคน (เน้นย้ำ...คน) มาแรงมาก ๆๆ ๆๆ ทีวี.ทุกช่อง วิทยุทั้ง เอฟเอ็ม./เอเอ็ม. ทุกสถานี โฆษณาสมุนไพรสำหรับคนรุนแรงมาก ๆๆ ทุกตัวทุกผลิตภัณฑ์ได้ผลทั้งนั้น ....

จากสมุนไพรสำหรับคน หันมามอง สมุนไพรสำหรับพืช สมุนไพรสำหรับสัตว์เลี้ยง ยังไม่มีวี่แววแจ้งเกิด ทั้งๆที่ ประเทศไทย ประเทศเกษตร ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า นักนวตกรรมเกษตร นักภูมิปัญญาประดิษฐ์ ทำไมไม่สวมวิญญาณนักการตลาด ผลิตสารสมุนไพรสำหรับพืช สำหรับสัตว์เลี้ยง ออกมาขายบ้าง

175. ชาวนายุคใหม่ :
- เลิก....มุ่งแต่เอาปริมาณผลผลิตให้ได้มากๆ แต่ให้ระวังต้นทุน ลดต้นทุนให้ได้ทุกรูปแบบ
- เลิก....ทุ่มทุนซื้อทุกอย่าง แต่ให้ทำเองทั้งหมด หรือทำเองครึ่งหนึ่ง ซื้อครึ่งหนึ่ง
- เลิก....กะรวยคนเดียว แต่ให้กะรวยด้วยกันทั้งกลุ่ม ทั้งหมู่บ้าน
- เลิก....คิดคนเดียว ทำคนเดียว แต่จงระดมแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน
- เลิก....ทำแบบเดิมๆ แต่จงเปลี่ยนมาทำตามแบบคนที่ประสบความสำเร็จ แล้วต่อยอด
- เลิก....ทำตามคนที่ล้มเหลว แต่จงเป็นตัวของตัวเอง ด้วยความมั่นใจ มีหลักวิชาการ
- เลิก....กลัวเสียเหลี่ยม เลิกมิจฉาทิฐิ แต่จงยอมรับความจริง แล้วแก้ไข ปรับเปลี่ยนประยุกต์
- เลิก....ปิดกั้นตัวเอง แต่จงเปิดโลก รับรู้ข้อมูลใหม่ๆ เสมอ
- เลิก....ตามใจคน แต่จงตามใจข้าว ข้าวต้องการอะไรให้อันนั้น ต้องการเท่าไหร่ให้เท่านั้น
- เลิก....ปล่อยวิถีชีวิตไปวันๆ แต่จงมุ่งรุ่นหน้าต้องดีกว่า ยิ่งทำยิ่งดีขึ้น ดีขึ้น และดีขึ้น
- เลิก....ทำตามประเพณี ทำตามกระแส แต่จง แม่นสูตร-แม่นหลักการ
- เลิก....เชื่อคนขายปุ๋ย-ขายยา แต่จงเชื่อซึ่งกันและกัน


ข่าว ทีวี. เวียดนามแบนสารเคมีไกรโฟเสต. กับข่าวผู้ใช้ไกรโฟเสต.แล้วได้รับอันตราย ฟ้องศาลอเมริกา เรียกค่าเสียหายกว่า 9,000 คดี ทั้ง 2 ข่าว ในข่าวไม่มีรายละเอียด.... เวียดนามเลิกใช้ไกรโฟเสต.แล้วใช้อะไรแทน กับคดีฟ้องร้องในศาลที่อเมริกามีความคืบหน้าไปถึงไหน....

กรณีประเทศไทยต่อสารเคมี ยาฆ่าหญ้า-ยาฆ่าแมลง ไม่ต้องแบน ไม่ต้องห้าม แต่มีข้อแม้ ไม่ส่งเสริม ห้ามโฆษณา เก็บภาษีนำเข้า เก็บภาษีการค้า (ภาษีบาป) เหมือนเหล้า-บุหรี่ .... พร้อมกันนั้น รัฐ ส่งเสริม/สนับสนุน ตั้ง ร.ง.ผลิต สารสมุนไพร-ไอพีเอ็ม. (เฉพาะ ร.ง.คนไทย) ตั้งมาแล้วไม่ต้องเก็บภาษีเพื่อให้ขายราคาถูกๆ ของคุณภาพดี ใช้ได้ผล ขายได้มากๆ ทั้งในประเทศและส่งออก รัฐให้เงินโบนัสอีก (เหมือนไต้หวันให้โบนัสเกษตรกรที่ส่งออกได้) กับทั้ง ส่งเสริม/สนับสนุน นักวิชาการสร้างผลงานวิจัย จดทะเบียนลิขสิทธิ์แล้วแถมเงินให้อีก เอาไปสร้างผลงานต่อ....

ว่ามั้ย อเมริกา-ยุโรป-ทั่วโลก สัญชาติญาณมนุษย์ รังเกียจ/กลัว สารเคมียาฆ่าแมลงกันทั้งนั้น วันนี้ถ้ามีอะไรที่ไม่เป็นอันตรายมาแทนสารเคมีได้ เขายินดีต้อนรับกันทั้งนั้นแหละ ....

ถ้าประเทศไทย ประเทศเกษตร ผลิตสารสมุนไพรเพื่อการเกษตรได้ ประเทศที่ผลิตไม่ได้ เพราะโซนภูมิศาสตร์ไม่อำนาย จะสั่งนำเข้าเอง

ส่วนลึกของใจ :
เจตนานำเสนอเรื่องสารสมุนไพร ป้องกัน/กำจัด ศัตรูพืช ทั้งๆที่กว่า 10 ปี ได้นำเสนอแล้ว ทั้งใน....
* หนังสือ (ร้อยสูตรสารสมุนไพร, สูตรฟันธง, หัวใจเกษตรไท 1,000 หน้า, หัวใจเกษตรไท มินิ 500 หน้า,)
* อินเตอร์เน็ต http://www.kasetloongkim.com/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=14

* วิทยุ 20 (+) ปี
* สอนทำเองที่ไร่กล้อมแกล้ม
* ทำใช้-ทำขาย-ทำแจก ที่ไร่กล้อมแกล้ม

เพราะ พฤติกรรม-วัฒนธรรม-ประเพณี ของคนไทยไม่ชอบการอ่าน เปรียบเทียบจาก คนไทยประชากร 70 ล้านคน เฉพาะเกษตรกร 22 ล้านคน พิมพ์หนังสือทุกปกรวมทั้งหมดไม่ถึง 1 แสนเล่ม ทั้งๆที่จิตวิทยาการอ่าน ผู้อ่านสามารถ ซึมซับ-รับรู้ ได้มากกว่าการ ดู-ฟัง ถึง 100-1,000 เท่า และนี่คือ คำตอบ ทำไมภาคเกษตรไทยจึงมีหนี้มาก....

ญี่ปุ่น อังกฤษ พิมพ์หนังสือครั้งละ ล้าน-หลายล้านเล่ม/ครั้ง ในขณะที่หนังสือไทยพิมพ์ละครั้ง หมื่นเล่ม-น้อยกว่าหมื่นเล่ม/ครั้ง นี่ต่างกันนับ 100 เท่า ....


สมุนไพรสูตรยาน็อค ส่วนผสมประกอบด้วย....
* สะเดา. สาบเสือ. ผกากรอง. กลอย. ซาก. น้อยหน่า. ส้มเช้า. หนอนตายหยาก. หางไหล. ว่านน้ำ. สบู่ต้น. สบู่ดำ. มันแกว. ..... มีฤทธิ์ ฆ่าหนอน ฆ่าแมลงปากกัดปากดูด ทำให้ไข่แมลงฝ่อฟักออกเป็นตัวหนอนไม่ได้ หนอนไม่ลอกคราบ

*** ขิง. ข่า. ตะไคร้. .... มีฤทธิ์ ไล่แมลงแม่ผีเสื้อ
*** มังคุด. พริก. ขมิ้น. กระชาย. ดีปลี. .... มีฤทธิ์ กำจัดเชื้อรา แบคทีเรีย
*** สังเกต : ที่นี่ไม่ใส่กากน้ำตาล ไม่ใส่จุลินทรีย์ เพราะนี่คือทำยา ไม่ใช่ทำปุ๋ย .... ข้อมูลได้ มาจาก ร.พ.อภัยภูเบศร์, องค์การเภสัชกรรม ให้ทำยาสำหรับคน เอามาปรับใช้เป็นยาสำหรับพืช

สูตรนี้คือ “สูตรรวมมิตร” ใช้ทั้ง “ป้องกันและกำจัด” ต่อศัตรูพืช “หนอน แมลง โรค” ทั้ง 3 กลุ่มในเวลาเดียวกัน

- จากสูตรรวมมิตร “ต่อยอด-ขยายผล” เป็น “สูตรเฉพาะ” สำหรับ “ป้องกันและกำจัด” ศัตรูพืชเฉพาะตัวเฉพาะอย่าง โดย เสริม/เติม/เพิ่ม/บวก” สมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ต่อศัตรูพืชตัวนั้นๆ เช่น
*** สูตรยาน็อคเดิม +เพิ่ม กลอย หางไหล หนอนตายหยาก ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่ง หลายอย่างดีกว่าอย่างเดียว เพื่อ “กำจัด” หนอนโดยเฉพาะ....

*** สูตรยาน็อคเดิม +เพิ่ม ตะไคร้ ขิง ข่า ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่ง หลายอย่างดีกว่าอย่างเดียว เพื่อ “ไล่” แมลงโดยเฉพาะ....

*** สูตรยาน็อคเดิม +เพิ่ม พริก ขมิ้น กระชาย ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่ง หลายอย่างดีกว่าอย่างเดียว เพื่อ “กำจัด” โรค (รา แบคทีเรีย) โดยเฉพาะ....

ตอบ :
รอบรู้เรื่องแมลง :

แมลงปากกัด หมายถึง แมลงที่ทำลายส่วนต่างๆของพืชโดยการกัดแล้วกินส่วนนั้นของพืชโดยตรง
แมลงปากดูด หมายถึง แมลงที่ทำลายส่วนต่างๆของพืชโดยการใช้กาดกัดก่อนแล้วจึงดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืชนั้น

แมลงกลางวัน หมายถึง แมลงที่ออกหากินช่วงตอนกลางวัน เข้าหาพืชเป้าหมายโดยใช้สายตาในการเดินทาง นอกจากเข้าทำลายพืชโดยตรงแล้ว ยังอาศัยวางไข่อีกด้วย

แมลงกลางคืน หมายถึง แมลงที่ออกหากินตอนกลางคืน ช่วงหัวค่ำ 19.00-21.00 น. และช่วงก่อนสว่าง 05.00-06.00 น. เดินทางเข้าหาพืชเป้า หมายโดยการใช้ประสาทสัมผัสกลิ่น ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าทำลายพืชโดยตรงแต่จะอาศัยวางไข่เท่านั้น มีเพียงส่วนน้อยที่เข้าทำลายพืชโดยการกัดกินโดยตรง

แมลงขยายพันธุ์โดยการออกไข่ จากนั้นไข่จะฟักออกเป็นตัวหนอน และหนอนคือตัวทำลายพืชโดย ตรง จากนั้นหนอนจะเจริญเติบโตกลายเป็นแมลงต่อไป

แมลงไม่ชอบวางไข่บนส่วนของพืชที่ชื้น เปียกแฉะ เพราะรู้ว่าความเปียกชื้นหรือแฉะนั้น นอกจากจะทำให้ไข่ฝ่อฟักไม่ออกแล้วยังเกาะส่วนของพืชไม่ติดอีกด้วย

แมลงไม่ชอบวางไข่ในบริเวณที่แสงแดดส่องถึงเพราะรู้ว่า ถ้าวางไข่ไว้ในที่โล่งแจ้ง แสงแดดส่องถึงจะทำให้ไข่ฝ่อไม่อาจฟักออกเป็นตัวหนอนได้ จึงเลือกวางไข่บริเวณใต้ใบพืช ซอกเปลือก เศษซากพืชคลุมโคนต้น หรือไต้พื้นดินโคนต้น

แมลงกลางวันเดินทางด้วยการมองเห็น แก้วตาของแมลงมีเลนส์ 200,000 ช่อง ลูกนัยน์ตาของแมลงจึงไม่กลิ้งไปมาได้เหมือนนัยตาคนหรือสัตว์อื่นๆ ถ้าส่วนของพืชเป้าหมายของแมลงกลางวันเปียกน้ำหรือมีสารคล้ายน้ำมันสะท้อนแสงได้เคลือบทับอยู่จะทำให้ภาพการมองเห็นของแมลงผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง แมลงก็จะไม่เข้าหาพืชเป้าหมายนั้น

แมลงกลางคืนเดินทางด้วยประสาทสัมผัสกลิ่นหรือดมกลิ่น ทั้งนี้ประสาทสัมผัสกลิ่นของแมลงสูงกว่าคน 600,000 เท่า (สารคดีดิสคัพเวอรี่) ถ้ากลิ่นพืชเป้าหมายผิดเพี้ยนหรือเปลี่ยนไปจากความเป็นจริงเนื่องจากมีกลิ่นพืชอื่นเคลือบอยู่ แมลงจะเข้าใจผิดไม่เข้าหาพืชเป้าหมายนั้น

แมลงกลางวันชอบเข้าหาวัสดุที่มีสีเหลือง และสีฟ้า ส่วนแมลงกลาง คืนชอบเข้าหาแสงสีม่วงและแสงสีขาว แต่ไม่ชอบเข้าหาแสงสีเหลืองหรือแสงสีส้ม

แมลงบินตลอดเวลา ประสาทความรู้สึกเร็วมาก เมื่อรู้ว่าจะมีอันตรายเป็นต้องบินหนีทันที จากลักษณะทางธรรมชาติแบบนี้ทำให้ไม่สามารถกำ จัดแมลงด้วยวิธีการ “ฉีดพ่น” ใดๆได้ทั้งสิ้น ในความเป็นจริงนั้น แมลงใดๆ ที่ปีกเปียกไม่สามารถขึ้นบินได้ นั่นหมายความว่า แม้แต่น้ำเปล่าก็สามารถกำจัดแมลงได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องฉีดพ่นให้ปีกเปียกให้ได้

- แมลงมีช่วงหรือฤดูกาลแพร่ระบาด นั่นคือ สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวกับสภาพอากาศ (อุณหภูมิ/ความชื้น) มีผลอย่างมากต่อวงจรชีวิตแมลง (เกิด-กิน-แก่- เจ็บ-ตาย-ขยายพันธุ์) การรู้ล่วงหน้าถึงฤดูกาลแพร่ระบาดแล้วใช้มาตรการ “ป้องกัน” หรือ “ขับไล่” จึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อเอาชนะแมลง

แมลงบางอย่างมีปีกแต่ไม่สามารถใช้บินเป็นระยะทางไกลๆได้ แมลงประเภทนี้จะพึ่งพาสายลมช่วยพัดไป หรือมีสัตว์อย่างอื่นเป็นพาหะเพื่อการเดินทาง

แมลงหายใจทางรูขุมขน หรือ ต่อมบนผิวหนัง แมลงตัวเล็กๆ หรือเล็กมากๆ เมื่อถูกสารประเภทน้ำมันเคลือบบนลำตัว จะทำให้หายใจไม่ออกแล้วตายได้ ส่วนแมลงขนาดใหญ่ เมื่อได้สัมผัสกับกลิ่นที่เป็นสารออกฤทธิ์ สำ หรับแมลงก็ทำให้แมลงตายได้เหมือนกัน เทคนิคเอาชนะแมลงที่ดีที่สุด คือ “ไล่” ด้วยกลยุทธ “กันก่อนแก้” เท่านั้น

รอบรู้เรื่องหนอน :
หนอนเกิดจากไข่ของแม่ผีเสื้อกลางคืน (มาหัวค่ำหรือก่อนสว่าง) ถ้าขับไล่แม่ผีเสื้อไม่ให้เข้าวางไข่ได้หรือทำให้ไข่ของแม่ผีเสื้อฝ่อจนฟักไม่ออก ก็ถือเป็นการกำจัดหนอนได้อีกทางหนึ่ง

หนอนไม่ชอบแสงแดดหรือแสงสว่าง จึงออกหากินตอนกลางคืน ส่วนตอนกลางวันจะหลบซ่อนอยู่ตามซอกหลืบหรือใต้ใบพืช หรือเข้าไปอยู่ภายในส่วนของพืชโดยการเจาะเข้าไป

อายุหนอนเริ่มตั้งแต่ออกจากไข่ถึงเข้าดักแด้ 10-15 วัน แบ่งออกเป็น 5 วัย จากวัยหนึ่งไปสู่วัยหนึ่งต้องลอกคราบ 1 ครั้งเสมอ ถ้าไม่ได้ลอกคราบหรือลอกคราบไม่ออก หนอนตัวนั้นจะตายในคราบ

หนอนที่ขนาดลำตัวโตเท่าก้านไม้ขีด ลำตัวด้านข้างมีลายตามยาวจากหัวถึงหาง และที่ลำตัวด้านบนมีขนขึ้น เป็นหนอนที่มีความทนทานต่อสาร เคมีอย่างมาก เรียกว่า “ดื้อยา” ซึ่งจะไม่มีสารเคมีใดที่ใช้ตามอัตราปกติทำร้ายมันจนตายได้

หนอนทุกชนิดแม้จะดื้อยา (สารเคมี) แต่จะไม่มีความสามารถดื้อต่อเชื้อโรค (ยาเชื้อ) เช่น บีที.-บีเอส.-เอ็นพีวี.-ไส้เดือนฝอย.-โบวาเลีย. ได้เลย

สาร “ท็อกซิก” ที่เกิดจากจุลินทรีย์กลุ่มบาซิลลัส.ประเภทไม่ต้องการอากาศ ก้นถังหมักน้ำหมักชีวภาพสูตรระเบิดเถิดเทิง หมักนานข้ามปีถึงหลายๆปี เป็นพิษต่อหนอน สามารถทำให้หนอนหยุดกินอาหาร (ทำลายพืช) และลอกคราบไม่ออก ไม่เข้าดักแด้ ทำให้หนอนตายได้

สารออกฤทธิ์ในพืชสมุนไพรหลายชนิด มีพิษต่อหนอนโดยทำให้หนอนไม่กินอาหาร ไม่ลอกคราบ ไม่เข้าดักแด้ จึงทำให้หนอนตายได้

ต้นไม้ผลที่ทรงพุ่มโปร่ง แสงแดดส่องผ่านจากยอดลงถึงพื้นดินโคนต้นได้ แสงแดดร้อนทำให้หนอนอยู่ไม่ได้ จนกระทั่งตายไปเอง

หนอนเลือกกินพืชแต่ละชนิดถือเป็นสัญชาติญาณของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ การเคลือบส่วนของพืชที่หนอนชอบกินด้วยรสของพืชอื่นที่หนอนไม่กิน จะทำให้หนอนไม่ได้กินอาหาร ไม่นานหนอนก็ตายได้เช่นกัน

หนอนเป็นสัตว์เหมือนกับกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆในโลกย่อมต้องการสภาพ แวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อการดำรงชีวิต มาตรการทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมเปลี่ยนแปลง จนเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หนอนก็อยู่ไม่ได้หรือตายไปในที่สุด

หนอนที่เจาะส่วนของพืชแล้วเข้าไปแฝงตัวอยู่ในซึ่งเป็นแหล่งอาหาร เช่น หนอนเจาะยอด หนอนเจาะดอก หนอนเจาะผล หนอนเจาะต้น ฯลฯ แม้สรีระของหนอนจะไม่แข็งแรงนัก แต่ก็ยากที่จะทำอันตรายต่อตัวหนอนนั้นได้โดยง่าย เปรียบเสมือนมีแหล่งกำบังอย่างแข็งแรง มาตรการกำจัดจึงไม่อาจนำมาใช้ได้ จำเป็นต้องใช้มาตรการอื่นแทน เช่น ป้องกันแม่ผีเสื้อเข้าวาง ไข่ กำจัดไข่แม่ผีเสือให้ไม่สามารถฟักออกเป็นตัวหนอนได้ หรือห่อผลเท่านั้น

หนอนกออ้อย เกิดและแพร่ระบาดได้ดีเมื่อมีการใช้ปุ๋ยเคมีมากๆ ...(นักวิชาการนิคารากัว) หนอนและแมลง รู้และชอบที่จะเข้าทำลายพืชที่อ่อนแอมากกว่าพืชที่สมบูรณ์แข็งแรง และเชื้อโรค สามารถแพร่ระบาดในพืชที่ไม่สมบูรณ์หรืออ่อนแอได้ดีและเร็วกว่าในพืชที่สมบูรณ์แข็งแรง...(สารคดีดิสคัพเวอรี่)

รอบรู้เรื่องโรค :
เชื้อโรคพืชในดินสามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติเมื่อสภาพ แวด ล้อม (ดิน-น้ำ) มีความเป็นกรดจัดหรือด่างจัด และเชื้อโรคในดินจะดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้เลยหรือตายไปเองเมื่อสภาพแวดล้อม (ดิน-น้ำ) เป็นกลาง

การใส่สารเคมีกำจัดเชื้อโรคลงไปในดิน เมื่อใส่ลงไปเชื้อโรคในดินก็ตายได้ในทันที ครั้นสารเคมีนั้นหมดฤทธิ์ เชื้อโรคชุดใหม่ก็จะเกิดขึ้นมา"ดินยังเป็นกรดจัดหรือด่างจัด" แทน "เกิดใหม่ใส่อีก-เกิดอีกก็ใส่ใหม่" เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เรียกว่า ใส่ทีก็ตายที ตายแล้วก็เกิดใหม่ขึ้นมาแทน สาเหตุที่เชื้อชุดใหม่เกิดขึ้นมาแทนได้ทุกครั้งก็เพราะ อยู่นั่นเอง ในเมื่อสารเคมีที่ใส่ลงไปในดินส่วนใหญ่หรือเกือบทุกตัวมีสถานะเป็นกรดจัด มีเพียงบางตัวหรือส่วนน้อยเท่าที่นั้นที่เป็นด่างจัด เมื่อใส่สารที่เป็นกรดจัดลงไป จากดินที่เป็นกรดอยู่ก่อนแล้วจึงเท่ากับเพิ่มความเป็นกรดให้กับดินหนักขึ้นไปอีก หรือดินที่เคยเป็นด่างอยู่แล้ว เมื่อใส่สารที่เป็นด่างเพิ่มลงไป จึงกลายเป็นเพิ่มความเป็นด่างของดินให้หนักยิ่งขึ้น .... ปุ๋ยเคมีประเภทให้ทางราก ทุกตัวทุกสูตรมีสถานะเป็นกรด การใส่ปุ๋ยเคมีลงไปมากๆ บ่อยๆ ย่อมเกิดการสะสมอยู่ในเนื้อดินเนื่องจากพืชนำไปใช้ไม่หมด เมื่อดินเป็นกรดจัดจึงเกิดเชื้อโรคในดินเป็นธรรมดา

เชื้อโรคในดินเข้าสู่ลำต้นแล้ว ส่งผลให้เกิดอาการยางไหล เถาแตก ใบเหี่ยว ยอดกุด ต้นโทรม แคระแกร็น ดอกผลไม่สมบูรณ์

เชื้อโรคที่เข้าทำลายส่วนต่างๆของพืชที่อยู่เหนือดินนั้น เป็นเชื้อโรคที่เกิดจากดินทั้งสิ้น จากเชื้อในดินเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะเจริญพัฒนาแตกตัวเป็นสปอร์ล่องลอยไปตามอากาศ เมื่อเกาะยึดส่วนของพืชได้ก็จะซึมแทรกเข้าสู่เนื้อพืชนั้น .... เชื้อบางตัวอาศัยอยู่กับหยดน้ำฝน (เรียกว่า ราน้ำฝนหรือแอ็นแทร็คโนส) หรือหยดน้ำค้าง (เรียกว่า ราน้ำค้าง) ซึ่งทั้งน้ำค้างและน้ำฝนต่างก็มีสถานะเป็นกรดอ่อนๆ เมื่อหยดน้ำฝนหรือหยาดน้ำค้างแห้ง เชื้อโรคเหล่า นั้นก็จะซึมแทรกเข้าสู่ภายในสรีระของพืชต่อไป

เชื้อโรคพืชมี 3 กลุ่มใหญ่ๆ ประกอบด้วย "รา - แบคทีเรีย - ไวรัส" เป็นหลัก
ลักษณะหรืออาการพืชที่ถูก "เชื้อรา" ทำลาย บริเวณกลางแผลจะแห้ง ไม่มีกลิ่น ขอบแผลฉ่ำเล็กน้อย แผลจะลุกลามขยายจากเดิมจนมีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมกับเกิดแผลใหม่ทั้งบริเวณใกล้เคียงและห่างออกไป .... เชื้อตัวนี้มักเกิดเองจากดินที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม

ลักษณะหรืออาการพืชที่ถูก "เชื้อแบคทีเรีย" เข้าทำลาย บริเวณกลางแผลจะเปียกฉ่ำเละและมีกลิ่นเหม็น แผลจะลุกลามขยายจากแผลเดิมจนมีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมกับเกิดแผลใหม่ทั้งบริเวณใกล้เคียงและห่างออกไป ..... เชื้อตัวนี้มักเกิดเองจากดินที่สถภาพแวดล้อมเหมาะสม

ลักษณะหรืออาการพืชที่ถูก "เชื้อไวรัส" เข้าทำลาย บริเวณถูกทำลายจะลายด่าง ขาวซีด เป็นทางยาวตามความยาวของส่วนของพืช หรือไม่มีรูป ทรงที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับลักษณะของพืชส่วนที่เชื้อเข้าทำลาย.....เชื้อตัวนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุ์กรรม กับบางส่วนมีแมลงเป็นพาหะ

เชื้อโรคพืชมักเข้าทำลายแล้วขยายเผ่าพันธุ์ตามส่วนของพืชที่เป็นร่มเงา มีความชื้นสูง และเชื้อมักไม่ชอบแสงแดดหรือบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง .... เชื้อตัวนี้มักไม่เกิดจากดิน

เชื้อโรคพืชหลายตัวที่ยังไม่มีแม้สารเคมีชนิดใดกำจัดได้ เช่น โรคตายพรายกล้วย. โรคใบแก้วส้ม. โรคยางไหล. โรคใบด่างมะละกอ. โรคใบขาวอ้อย. โรคใบขาวข้าว. โรคกระเจี๊ยบใบด่าง. โรคเถาแตก. ฯลฯ เชื้อโรคเหล่า นี้มิได้เกิดเฉพาะในพืชที่กล่าวถึงเท่านั้น หากยังสามารถเกิดกับพืชอื่นๆ ได้อีกด้วย

โรคไม่มีเชื้อ หมายถึง พืชมีลักษณะอาการเหมือนเป็นโรคที่เกิดจาก รา-แบคทีเรีย-ไวรัส แต่ในความเป็นจริงนั้นเกิดจากการ "ขาดสารอาหาร" ซึ่งการแก้ไขย่อมแตกต่างจากโรคที่มีเชื้ออย่างแน่นอน

ทั้งโรคมีเชื้อและไม่มีเชื้อจะไม่สามารถทำลายพืชได้ หรือทำลายได้แต่เพียงเล็กน้อย ไม่ถึงระดับ "สูญเสียทางเศรษฐกิจ" หากพืชมีสมบูรณ์แข็งแรงแล้วเกิดเป็นภูมิต้านทานสู้กับเชื้อโรคเหล่านั้นได้

รอบรู้เรื่องโลก :
ใช้สารเคมีโดยไม่รู้ประสิทธิภาพ หรือสรรพคุณที่แท้จริงของสารเคมีตัวนั้น
ใช้สารเคมีโดยไม่เข้าใจ "ชื่อสามัญ" สนใจแต่ชื่อ "การค้า"
ใช้สารเคมีครั้งละหลายๆตัวผสมกัน โดยไม่รู้ว่านอกจากทำให้สิ้น เปลืองแล้วยังทำให้ประสิทธิภาพเสื่อมอีกด้วย

ไม่มีความรู้ทางวิชาการที่บริสุทธิ์ในการบริหารจัดการศัตรูพืช หรือมีความรู้แค่โฆษณา หลงช่วยเชียร์ให้สารเคมี โดยว่า "ยาแพงเพราะเป็นยาดี"
5. ใจร้อน ทุกอย่างต้องแรงอย่าง "ยาน็อค" จึงจะถือว่าได้ผล
7. ในฉลากข้างขวดกำหนดให้ใช้ 7 วัน/ครั้ง แต่ใช้จริง "ใช้ทุกวัน"
8. ปิดตัวเอง
9. มิจฉาทิฐิ

http://kasetloongkim.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=7191&sid=07e8bd1f033f94381029fecaa987df18


น้ำต้มสมุนไพร กำจัดศัตรูพืช ลดต้นทุน ที่ชัยนาท
http://www.kasetloongkim.com/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=2481



ปุจฉา วิสัชนา :

* 67. ต้นทุนค่าสาร ป้องกัน/กำจัด ศัตรูพืช 30% :
** ทั่วโลกมีพืช 2,400 ชนิด เป็นสารสมุนไพรกำจัดโรคพืชได้
** สารออกฤทธิ์ในสมุนไพร คือ กลิ่น - รส - ฤทธิ์
** อเมริกา ซื้อลิขสิทธิ์ราติโนน ในหนอนตายหยาก
** เยอรมัน ซื้อลิขสิทธิ์อะแซดิแร็คติน ในสะเดา
** ฝรั่งเศส ซื้อลิขสิทธิ์แค็ปไซซิน ในพริก

** ศัตรูพืช ในพืชอ่อนแอ แพร่ระบาดรุนแรงกว่าในพืชสมบูรณ์แข็งแรง
** ไม่มีพืชใดในโลก ที่ไม่มีศัตรูพืชประจำเผ่าพันธุ์
** ไม่มีสารเคมีในโลก ไม่มีสารสมุนไพรใดในโลก ทำให้ส่วนของพืชที่ถูกทำลายไปแล้ว ฟื้นคืนดีอย่างเดิมได้ เสียแล้วเสียเลย มาตรการที่ดีที่สุด คือ “กันก่อนแก้”

** งานวิจัยสมุนไพร ป้องกัน/กำจัด ศัตรูพืช โดยนักวิชาการไทยกว่า 10 งานวิจัย ไม่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุน แม้โดยหน่วยราชการที่นักวิจัยสังกัดก็ไม่ส่งเสริม



* IPM กับดักแมลง :
http://kasetloongkim.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=5584&sid=19e73c672fee4a0f5c9cab60f6003a48


* สปริงเกอร์ หม้อปุ๋ย คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม :
http://www.kasetloongkim.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=7060

-----------------------------------------------------------------------------------------

.


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย kimzagass เมื่อ 18/08/2023 2:02 pm, แก้ไขทั้งหมด 14 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
kimzagass
หาวด้า
หาวด้า


เข้าร่วมเมื่อ: 12/07/2009
ตอบ: 11569

ตอบตอบ: 24/06/2023 6:41 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

.
.

ครัวไทยไปครัวโลก.... แต่คนไทยกำลังตายผ่อนส่ง
https://d.dailynews.co.th/article/400704/



อนาคตประเทศไทยในบทบาทครัวโลก
https://www.thairath.co.th/news/872732



‘ครัวไทย’ เปื้อนพิษ
https://www.matichonweekly.com/column/article_656308



ครัวไทยไม่ถึงครัวโลก ปัญหาสารเคมีเกษตร จุดบอดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
https://thaipublica.org/2014/12/toxic-food-crisis-7/



ประเทศไทยจะเป็นครัวของโลกได้หรือไม่ ?
https://www.oknation.net/post/detail/634f7efb4aee929900ae4375



ครัวไทย จะไปครัวโลกยังไง ในยุคนี้ ?
https://techsauce.co/tech-and-biz/how-will-the-thai-kitchen-go-to-the-world-kitchen-in-this-era



ประเทศไทยมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสูงมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
http://cmuir.cmu.ac.th/bitstream/6653943832/13840/4/mph0450pt_ch1.pdf



การใช้สารกำจัดศัตรูพืชของโลก
http://hsst.or.th/articles-general-th/20181016-1/



4 สารพิษตกค้าง อันตรายที่ต้องระวัง
https://www.hsri.or.th/people/media/care/detail/6037




.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    MySite.com หน้ากระดานข่าวหลัก -> ถาม-ตอบ ปัญหาการเกษตร ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group
Forums ©